จะประยุกต์พระคัมภีร์เข้ากับชีวิตจริงของเราได้อย่างไร?

จะประยุกต์พระคัมภีร์เข้ากับชีวิตจริงของเราได้อย่างไร?

“ซาตานไม่สนว่าคุณไปโบสถ์ หรืออ่านพระคัมภีร์ของคุณหรือไม่ ตราบนานเท่าที่คุณยังไม่นำสิ่งที่เรียนรู้มาประยุกต์ปฏิบัติใช้ในชีวิตคุณ!”

The Devil doesn’t care if you go to church or read your Bible, as long as you don’t apply it to your life.)

ถ้าเราอ่าน หรือท่องจำพระคัมภีร์ได้ทั้งเล่มแต่ไม่นำมาปฏิบัติตามในชีวิตจริงของเราจะมีประโยชน์อะไร?

อาจารย์ เปาโลเตือนคริสเตียนชาวฟิลิปปีให้เอาสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ ได้ยินและได้เห็นในชีวิตของท่านมาปฏิบัติตาม

“และพวกท่านจงปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านเรียนรู้ รับไว้ ได้ยิน และได้เห็นในข้าพเจ้า แล้วพระเจ้าผู้ประทานสันติสุขจะสถิตกับพวกท่าน”  (ฟป4:9)

ขั้นตอนการประยุกต์ปฏิบัติคำสอนของพระเจ้าคือ

1. เรียนรู้ – โดยการอ่านและศึกษาพระคัมภีร์เพื่อรู้จัก และเข้าใจ พระเจ้า พระทัย พระประสงค์และวิถีของพระองค์สำหรับโลก คริสตจักร และสำหรับชีวิตของเรา 

2. รับไว้ – โดยการจดจำ ใคร่ครวญ ภาวนาหรือท่องจำสะสม พระวจนะของพระเจ้าผ่านการท่องจำ “ข้าพระองค์ได้เก็บรักษาพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจเพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์” (สดด119:11)

3. รับฟัง – โดยการฟังพระวิญญาณของพระเจ้าตรัสกับเราผ่านข้อพระธรรมตอนที่เราอ่าน และตอนอื่นที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน และการเปิดใจ เปิดความคิด รับฟังมุมมองของคนอื่นๆ ในเรื่องที่เราอ่านหรือศึกษา

4. รู้จักสังเกต(ดู) – โดยการดูให้ถี่ถ้วนว่าพระคัมภีร์ตอนที่เราอ่านนั้น สอนเราจริงๆ ในเรื่องอะไร เจตนาแรกเริ่มของพระคัมภีร์ตอนนั้นคืออะไร? เช่นสั่งให้เราต้องรีบทำอะไร ต้องเลิก หรือต้องหยุดทำอะไร  อะไรเป็นความคิดของพระเจ้า อะไรเป็นความคิดของเราหรือคนอื่นๆ พร้อมทั้งให้เราดูแบบอย่างในบทเรียนเหล่านั้น 

 5. รีบนำมาปฏิบัติ – โดยการเชื่อ เชื่อฟัง และลงมือกระทำตามที่เราได้เรียนรู้ รับไว้ รับฟัง และได้เห็น ที่เจาะจง อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และวัฒนธรรมในความเป็นจริงของเราและที่สอดคล้องกับพระเจตนารมณ์ของพระเจ้า

ดังนั้น หากคุณอยากให้พระเจ้าทรงใช้คุณเป็นตัวแทนของพระองค์ในโลกนี้และในคริสตจักร อย่างมีประสิทธิภาพ คุณต้องรู้จัก

  1. เรียนรู้
  2. รับไว้
  3. รับฟัง
  4. รู้จักสังเกตดู
  5. รีบนำไปปฏิบัติ 

ด้วยความเชื่อฟังและไว้วางใจในพระเจ้า แล้วคุณจะนำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งมาสู่ตัวของคุณ คนในครอบครัว และผู้อื่นอย่างคาดไม่ถึง!

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์- twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ Aliexpress)

จงเป็นพยานควบคู่กับการทำดี!

จงเป็นพยานควบคู่กับการทำดี

“ฉันหวังว่าคนธรรมดาที่มีสมรรถนะไม่จำกัดในการทำลายจะมีพลังอันไม่จำกัดในการทำดีเช่นกัน!”

I only wish that ordinary people had an unlimited capacity for doing harm; then they might have an unlimited power for doing good.            -Socrates-

คนเรามีศักยภาพมากมายเกินความเข้าใจซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างบรรจุไว้ภายในตัวเขาทุกคน ไม่ว่าเขาจะมาจากภูมิหลัง ทางสังคม หรือ เชื้อชาติ ศาสนาใด คนเราอาจนำศักยภาพเหล่านั้นมาใช้ในทางถูกหรือทางผิดก็ได้ขึ้นอยู่กับความคิดและการตัดสินใจของเขาเอง และคนเราจะคิด จะตัดสินใจหรือจะทำอะไร ก็มักขึ้นอยู่กับมโนธรรม หรือคุณธรรม ที่ถูกปลูกฝังไว้ตั้งแต่ในวัยเด็ก

โดยปกติสังคมโดยทั่วไป จะมีขนบวัฒนธรรมประเพณีดีงามที่ปลูกฝังกันตั้งแต่ยังเป็นเด็กต่อๆ กันมาหลายยุคหลายสมัยหลายรุ่นในทุกๆ เผ่าพันธุ์ แม้ว่าอาจจะมีบางขนบประเพณีที่แปลกแหวกแนวออกไปในเชิงไร้รสนิยม วิตถารหรือ รุนแรงไปบ้างก็ตาม

ดังนั้น สังคมคริสเตียน เป็นสังคมที่พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงคนในชุมชนแต่ละคนให้เป็นคนที่ได้รับการเปลี่ยนใหม่แล้วอะไรๆ ที่ทำกันมา ตามวิถีโลกที่มาจากตัณหาบาป แบบวิปริต วิตถาร อยู่ภายใต้วิตกจริตเกินเหตุ ไม่ใช่วิสัยอย่างที่พระคริสต์ทรงประสงค์ ก็จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่

“เมื่อก่อนพวกท่านเคยดำเนินชีวิตในการบาปนั้นตามวิถีของโลกนี้ ตามผู้ครอบครองที่มีอำนาจในฟ้าอากาศ คือวิญญาณที่ทำกิจอยู่ในพวกคนที่ไม่เชื่อฟังในเวลานี้ เมื่อก่อนเราทุกคนเคยประพฤติเหมือนพวกเขาตามตัณหาของเนื้อหนัง คือทำตามความต้องการของเนื้อหนังและของความคิด โดยวิสัยแล้วเราจึงเป็นคนที่สมควรได้รับการลงโทษเหมือนอย่างคนอื่นๆ”                           

                                                                                                                ~เอเฟซัส 2:2-3 THSV11

ด้วยเหตุนี้…

เราที่รู้จักกับพระคริสต์แล้ว จะต้องละทิ้งวิถีปฏิบัติเดิมที่ไม่ดีไม่เหมาะ และ รับพลังจากพระเจ้าในการดำเนินชีวิตในวิถีที่ดีงามมาเป็นวิถีปฏิบัติแทน พูดง่าย ๆ ก็คือ อะไรที่ไม่ดี หรืออะไรที่ไม่งาม ไร้สาระหรือน่าละอาย ตามแบบของมาร เราจะไม่ทำอีกต่อไป แม้ว่าคนส่วนมากเขาจะทำกันก็ตาม แต่เราจะเปลี่ยนใหม่โดยหันมาทำในสิ่งที่ดี ที่บริสุทธิ์และชอบธรรมตามแบบของพระเจ้า แม้ว่าใครๆ เขาไม่ทำกันก็ตาม!

“เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวเช่นนี้และยืนยันในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า อย่าดำเนินชีวิตแบบเดียวกับที่พวกต่างชาติดำเนินกันอีกต่อไป คือมีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งไร้สาระ ความคิดของเขาทั้งหลายถูกทำให้มืดมนไป และเขาขาดจากชีวิตที่มาจากพระเจ้าเนื่องจากความไม่รู้ที่อยู่ในตัว และความแข็งกระด้างในจิตใจ พวกเขาไม่มีความรู้สึกละอายและปล่อยตัวในการลามกเพื่อทำการโสโครกทุกแบบโดยปราศจากการเหนี่ยวรั้งตน แต่ท่านทั้งหลายไม่ได้เรียนรู้ถึงพระคริสต์แบบนั้น พวกท่านเคยฟังเรื่องของพระองค์แล้วอย่างแน่นอน และเคยได้รับการสอนเรื่องพระองค์ตามสัจธรรมที่อยู่ในพระเยซูแล้ว คือได้รับการสอนให้ทิ้งตัวเก่าของพวกท่าน ที่คู่กับการประพฤติแบบเดิม ซึ่งถูกตัณหาล่อลวงทำให้พินาศไป และให้วิญญาณและจิตใจของพวกท่านได้รับการเปลี่ยนใหม่ และรับการสอนให้สวมสภาพใหม่ ซึ่งได้รับการสร้างขึ้นตามแบบของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง” 

                                                                                                                ~เอเฟซัส 4:17-24 THSV11

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่เราจะต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นตัวแทนที่ดีของพระคริสต์ในโลก โดยเริ่มจากเป็นคนดีในชุมชนของเรา

ดังนั้นให้เราคิดดี พูดดี และทำดีต่อคนรอบตัว และสร้างแรงบันดาลใจให้คนเหล่านั้นลงมือทำดีอย่างที่เราทำเป็นตัวอย่างด้วยเช่นกันเพื่อสังคมของเราจะน่าอยู่มากขึ้น กลับกลายเป็นสังคมของคนดี อย่างที่พระเจ้าทรงประสงค์!

เพียงแต่ต้องขอเตือนไว้ก่อนว่า แม้คนอื่นเขาอยากจะให้เราทำดี แต่พวกเขามักไม่อยากให้เราทำอะไรดีกว่าหรือเกินหน้าเขาพวกเขาไปและหากว่าเราเด่นเกินไป พวกเขาอาจสำแดงพลังฤทธิ์ทำลายล้างแบบไร้ขีดจำกัดใส่เราก็เป็นได้

ด้วยเหตุนี้ ขอให้ในขณะที่เราทำดีในพระนามของพระคริสต์ ขอให้เราสำแดงพระเจ้าผ่านการพูดและการกระทำของเรา ด้วยความถ่อมใจถ่อมตนให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันก็หลอมรวมคนอื่นๆ ให้ร่วมใช้พลังอันไร้ขีดจำกัดของพวกเขาในการทำดีเพื่อโลกนี้ ด้วยกันจะดีกว่า !

…เห็นด้วยไหมครับ?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com /lifeanswer, facebook.com/ lifeanswer

(Cr.ภาพ Latime Minster)

ไปเยี่ยมได้ ก็ไปเยี่ยมเถอะ!

ไปเยี่ยมได้ ก็ไปเยี่ยมเถอะ!

“ฉันพยายามเยี่ยมเยียนคนในโรงพยาบาลเมื่อฉันไปได้ ฉันยิ้ม ฉันทำตลกโปกฮา เมื่อฉันอยู่ที่นั่น แต่เมื่อฉันจากออกมา ฉันก็เริ่มร้องไห้!”

I try to visit people in hospitals when I can, smiling and joking while I’m there.  But when I leave, I just start crying.  -Loretta Lyn

            ตัวเราเองอาจไม่มีอารมณ์ที่จะไปเยี่ยมใคร
            แต่อาจมีคนบางคนรอคอยให้เราไปเยี่ยมเขาอยู่อย่างจดจ่อ
            เวลาเราไปเยี่ยมคน เราไม่ได้ไปเยี่ยมผู้ใด เพื่อตัวเราเอง
            แต่เราไปเยี่ยม เพราะว่าเราเห็นแก่คนที่เราไปเยี่ยม
            เราไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ ก็เพราะเห็นแก่พ่อแม่
            เราไปเยี่ยมครูบาอาจารย์ ก็เพราะเห็นแก่ครูบาอาจารย์
            เราไปเยี่ยมคนไข้ ก็เพราะเห็นแก่คนที่เจ็บป่วยนั้น
            เราไปเยี่ยมคนเดือดร้อน ก็เพราะเห็นแก่คนที่ประสบเคราะห์ภัยนั้น
            เราไปเยี่ยมสมาชิก ก็เพราะเห็นแก่สมาชิกของเรานั่นเอง

จริงๆ แล้ว พระเยซูคริสต์ตรัสว่า การที่เราไปเยี่ยมไปเยียนคนที่เล็กน้อยหรือต่ำต้อยที่สุดก็เหมือนกับการไปเยี่ยมพระองค์ด้วย

“ขณะนั้น พระมหากษัตริย์จะตรัสกับพวกผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า … ‘ท่านทั้งหลายที่ได้รับพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลาย ตั้งแต่แรกสร้างโลก เพราะว่าเมื่อเราหิว พวกท่านก็จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำ ท่านก็ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า พวกท่านก็ต้อนรับเรา เราเปลือยกายพวกท่านก็ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วยท่านก็มาดูแลเรา เมื่อเราอยู่ในคุก พวกท่านก็มาเยี่ยมเรา’” ~มัทธิว 25:34-36 THSV11

“เวลานั้นบรรดาคนชอบธรรมจะกราบทูลว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิว และจัดให้ เสวย หรือทรงกระหายน้ำ และจัดมาถวายนั้นตั้งแต่เมื่อไร? ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้าและได้ต้อนรับไว้ หรือเปลือยพระกายและสวมฉลองพระองค์ให้นั้นตั้งแต่เมื่อไร? ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวรหรือทรงถูกจำคุก และมาเฝ้าพระองค์นั้นตั้งแต่เมื่อไร?’ แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ซึ่งพวกท่านได้ทำกับคนใดคนหนึ่งที่เล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนทำกับเราด้วย’” ~มัทธิว 25:37-40 THSV11

ดังนั้นจงใส่ใจในการไปเยี่ยมเยียนผู้ที่กำลังต้องการกำลังใจ หรือการช่วยเหลือจากเรา ด้วยเหตุนี้ จะเป็นการดี หากว่าวันนี้ เราจะคิดถึงใครสักคนที่ต้องการการเยี่ยมเยียนจากเรา และรีบไปเยี่ยมเขาโดยไม่ชักช้า

ขอให้เราเป็นตัวแทนที่ดีของพระคริสต์ในการไปเยี่ยม และนำความรักความห่วงใยไปมอบกับเขา
…จะดีไหม?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์- twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ Amazon.com)

ประโยชน์ของกลุ่มย่อยในคริสตจักร

ประโยชน์ของกลุ่มย่อยในคริสตจักรคืออะไร?

แท้จริงกลุ่มย่อยของคริสตจักรก็คือ ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของคริสตจักร หรืออาจเป็นตัวคริสตจักรเลยก็เป็นได้หากว่ามีองค์ประกอบหรือความพร้อมที่จะเป็น  เช่น

  • มีผู้ปกครองดูแลปกครองคริสตจักร
  • มีการสั่งสอนพระวจนะ และมีการปฏิบัติพิธีกรรมต่าง ๆ และ
  • มีการนมัสการร่วมกันของคนในกลุ่มนั้นอยู่เป็นประจำต่อเนื่อง

ฮบ.10:25  “อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนทำเป็นนิสัย แต่จงหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะพวกท่านก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”

พระคริสต์หักขนมปังด้วยกันดุจคนในครอบครัวเดียวกันเพื่อขอบคุณพระเจ้ารอบๆ โต๊ะที่พวกเขาใช้ชีวิตตามปกติ

กจ. 2:46-47 “ทุกๆ วัน พวกเขาอุทิศตัวอยู่ด้วยกันในพระวิหารและหักขนมปังตามบ้านของพวกเขา รับประทานอาหารร่วมกันด้วยความชื่นชมยินดีและจริงใจ 47ทั้งสรรเสริญพระเจ้าและได้รับความชื่นชอบจากทุกคน องค์พระผู้เป็นเจ้าก็โปรดให้คนทั้งหลายที่กำลังจะรอด เพิ่มจำนวนเข้ามามากยิ่งขึ้นทุกๆวัน”

แล้วอะไรคือประโยชน์ของกลุ่มย่อย ? หรือ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้กลุ่มย่อยของผู้เชื่อมีความสำคัญ?

  1. กลุ่มย่อยให้โอกาสในการสร้างผู้เชื่อให้เป็นสาวกของพระคริสต์ ผ่านสัมพันธภาพที่ใกล้ชิด ในการถ่ายทอดและลงชีวิตในกันและกัน รวมทั้งการเรียนรู้และเลียนแบบจากกันและกัน
  2. กลุ่มย่อยเปิดโอกาสให้ทั้งผู้เชื่อและผู้สนใจมีการศึกษาค้นคว้าความจริงและบทเรียนจากพระวจนะของพระเจ้า และแบ่งปันการนำบทเรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
  3. กลุ่มย่อยกระตุ้นให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องหลักข้อเชื่อ หรือความแตกต่างเรื่องต่างๆ ที่คนในกลุ่มต้องการทราบและมีการถามตอบเพื่อความกระจ่าง ทำให้ผู้สนใจเปิดใจรับข่าวประเสริฐได้ง่ายขึ้น
  4. กลุ่มย่อยส่งเสริมให้มีการรับผิดชอบรายงานชีวิตต่อกันและกันด้วยการติดตามเลี้ยงดู กำกับ ดูแล และมีระบบ     พี่เลี้ยงรายงานต่อกัน อย่างใกล้ชิด เปิดช่องให้มีการให้คำปรึกษา แนะนำ การเตือนสติและตักเตือนซึ่งกัน ทั้งในรูปแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
  5. กลุ่มย่อยเป็นช่องทางในการเป็นพยานและนำคนเข้าสู่คริสตจักรอย่างใกล้ชิด ผ่อนคลาย เป็นกันเอง ผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่ม อัลฟ่า กลุ่มแคร์ประกาศ กลุ่มคนคล้ายคลึงกัน
  6. กลุ่มย่อยสามารถ ช่วยสนับสนุนส่งเสริมพันธกิจต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอกคริสตจักรได้ง่ายและรวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา
  7. กลุ่มย่อยเป็นกลุ่มพลังอธิษฐานที่ทรงพลังในการขับเคลื่อนคริสตจักร ยิ่งมีหลายกลุ่มรวมกันอธิษฐานก็ยิ่งมีพลังมากในการกระทำพันธกิจ
  8. กลุ่มย่อยเป็นกลุ่มที่เป็นตัวแทนคริสตจักรในการเข้าไปช่วยเหลือ หรือมีส่วนร่วมในการสร้างสัมพันธภาพกับชุมชน

วันนี้…

  • คุณเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มย่อยใดในคริสตจักรบ้าง?
  • คุณได้มีส่วนขับเคลื่อนคริสตจักรเหล่านั้นผ่านกลุ่มย่อยเหล่านั้นบ้างหรือไม่? อย่างไรบ้าง?
  • คุณควรจะตระหนักในความสำคัญของทฤษฎี 3 ขา เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมกับกลุ่ม 3 ขนาดในคริสตจักรของคุณ!
  • คุณควรมีส่วนร่วม หรือมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มอย่างน้อย 3 กลุ่ม ต่อสัปดาห์ในคริสตจักรของคุณ

คือ…

  1. กลุ่มขนาดใหญ่ -ที่มานมัสการพระเจ้าด้วยกัน
  2. กลุ่มขนาดกลาง -ที่มาศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกัน
  3. กลุ่มขนาดเล็ก -ที่มาลงชีวิตด้วยกัน สามัคคีธรรม และรับใช้ร่วมกัน

วันนี้คุณได้มีส่วนร่วมในกลุ่มทั้ง 3 นั้นเป็นประจำทุกสัปดาห์แล้วหรือยัง? ตอบที!

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ Parktown North Methodist church)

ทำไมเราควรชวนคนมาคริสตจักร?

ทำไมเราควรชวนคนมาคริสตจักร?

“คริสตจักรเป็นโรงพยาบาลสำหรับคนบาป ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์สำหรับนักบุญ”

(A Church is hospital for sinners, not a museum for saints.)  Pauline Phillips-

หากการชวนคนมาคริสตจักรหรือมาโบสถ์เป็นสิ่งไม่ดี เราก็ไม่ควรทำ แต่ถ้าการชวนคนมาโบสถ์ เป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า ทำไมเราถึงไม่ทำ?

เมื่อพูดถึงคำถามที่ว่า “ทำไมเราควรชวนคนมาที่คริสตจักร?” คำตอบที่เด่นชัดขึ้นมาในหัวในทันทีก็มักจะเป็นข้อพระธรรม ฮีบรู 10:24-25 ที่ว่า…

“อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนทำเป็นนิสัย แต่จงหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะพวกท่านก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”

เมื่อถามไถ่คนรอบตัวว่า ทำไมเราควรเชิญคนมาโบสถ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันอาทิตย์ก็มี คำตอบพรั่งพรูออกมา มากมาย อาทิ เพราะว่า…

  1. พระคัมภีร์บอกว่า เป็นสิ่งที่เราควรทำ (ฮบ.10:25)
  2. คนที่ไปโบสถ์จะได้นมัสการพระเจ้าร่วมกับคนอื่น ๆ
  3. คนที่ไปโบสถ์มักจะได้รับการหนุนจิตชูใจจากคนในโบสถ์
  4. คนที่ไปโบสถ์มักได้รับการช่วยเหลือในปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่
  5. คนที่ไปโบสถ์มักได้รับคำตอบของคำถามที่มีอยู่ในใจและได้ทิศทางในการดำเนินชีวิตละในการทำงานหรือแต่ในเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่น
  6. คนไปโบสถ์ มีโอกาสจะได้พบเพื่อนใหม่ ๆ
  7. คนไปโบสถ์ยังอาจได้พบกับเพื่อนเก่า ๆ ที่ไม่ได้เจอะเจอกันนานแล้ว
  8. คนไปโบสถ์ บางทีอาจได้พบคนที่ทำให้ปิ๊งก็เป็นได้
  9. คนที่ไปโบสถ์และพาเด็ก ๆ (หรือลูก) ไปด้วย จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ดีที่ดีและปลอดภัย
  10. คนที่ไปโบสถ์จะได้เรียนรู้และ ความเข้าใจในเรื่องใหม่ๆ และพัฒนาตัวเอง
  11. คนที่ไปโบสถ์ทำให้ได้รับฟังพระวจนะของพระเจ้าที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและอนาคตของเขาได้ตลอดกาล
  12. คนที่ไปโบสถ์ จะได้เห็นได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบาปของตัวเอง และกลับใจใหม่
  13. คนที่ไปโบสถ์ ได้หยุดพักหรือเปลี่ยนบรรยากาศ จากการงานหรือการเรียนตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา
  14. คนที่ไปโบสถ์ กำลังเขียนหรือสร้างเรื่องราวชีวิตของตนเองขึ้นมาใหม่ร่วมกับพระเจ้า ร่วมกับคนในคริสตจักร
  15. คนที่ไปโบสถ์จะเกิดความเชื่อความศรัทธาในพระเจ้าองค์สูงสุดอย่างถูกต้องมากกว่าไม่ไ
  16. คนที่ไปโบสถ์พร้อมกับครอบครัว(สามี/ภรรยา) จะทำให้ครอบครัวมีความสุข และเข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียวกันมากกว่าไม่ไป
  17. คนที่ไปโบสถ์จะเกิดความเชื่อความศรัทธาในพระเจ้าองค์สูงสุดอย่างถูกต้องมากกว่าไม่ไป
  18. คนที่ไปโบสถ์พร้อมกับครอบครัว(สามี/ภรรยา) จะทำให้ครอบครัวมีความสุข และเข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียว กันมากกว่าไม่ไป
  19. คนที่ไปโบสถ์ จะพัฒนาทักษะในการเข้าสังคมหรือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  20. คนที่ไปโบสถ์จะมีโอกาสได้ร่วมในประสบการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายที่มีคุณค่า
  21. คนที่ไปโบสถ์ได้มีโอกาสทั้งให้และรับความรักจากคนอื่นๆ
  22. คนที่ไปโบสถ์จะได้รับการยอมรับจากคนในโบสถ์มากกว่าการยอมรับจากคนนอกโบสถ์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่าไม่โดดเด่นหรือทำผิดทำพลาดอะไรมา)
  23. คนที่ไปโบสถ์ จะมีประสบการณ์กับการอภัยโทษบาปจากพระเจ้าที่มีต่อเรา และการให้อภัยแก่กันและกัน
  24. คนที่ไปโบสถ์ จะมีครอบครัวใหม่เป็นครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณ ที่เสริมสร้างเขา
  25. คนที่ไปโบสถ์ จะได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตและจิตใจ หากไปอย่างต่อเนื่องและเปิดใจต่อพระวจนะของ  พระเจ้า
  26. คนที่ไปโบสถ์ มักจะมีความหวังและเกิดความยินดีในชีวิตพร้อมเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าไม่ไป
  27. คนที่ไปโบสถ์ มี่โอกาสจะได้เห็นพระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตของคนอื่น ๆ อย่างอัศจรรย์
  28. คนที่ไปโบสถ์สม่ำเสมอ จะตัดสินใจในการติดตามพระเจ้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  29. คนที่ไปโบสถ์ จะมีโอกาสได้รับพระพรของพระเจ้าในรูปแบบต่าง ๆ มากกว่าคนที่ไม่ได้ไป
  30. คนที่ไปโบสถ์ มีโอกาสจะมีประสบการณ์กับพระเจ้าที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาและคนบางคนไปตลอดกาล!

ด้วยเหตุนี้…

หากว่ามีเหตุผลและคุณประโยชน์มากมายที่ดีสำหรับคนที่ไปโบสถ์เช่นนี้แล้ว ทำไมเราจึงยังรีรอไม่รีบชวนคนอื่นๆ มาที่คริสตจักร?

แค่เหตุผลที่ว่า คริสตจักรเป็นดุจโรงพยาบาลสำหรับคนบาป มนุษย์ทุกคนอย่างพวกเราที่เป็นคนบาปต่างก็สมควรแล้วที่จะได้พบกับหมอจากสวรรค์ เพื่อรักษาตัวเราให้หายและรอด! และพระเจ้าทรงตั้งให้คริสตจักรทำหน้าที่เป็นดุจ โรงพยาบาลฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อช่วยรักษาชีวิตคนบาปมากมายให้รอดตายจากโรคบาป

พระเจ้ายังทรงให้คริสตจักรเป็นดุจโรงเรียนที่สอน และฝึกให้เราทั้งหลายเรียนรู้จักพระองค์ ได้รับความรอดและรู้จักวิธีในการดำเนินชีวิตอย่างบุตรของพระองค์ พระเจ้ายังทรงให้คริสตจักรเป็นดุจครอบครัวที่ให้ความรัก ความอบอุ่นแก่ทุกคนที่เป็นสมาชิกอยู่ในครอบครัวของพระองค์

ดังนั้น หากการไปโบสถ์และชวนคนไปโบสถ์ เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากมายเช่นนี้  ตัวของเราเองจะไม่ไปโบสถ์ก็คงจะไม่ได้แล้ว  และหากเราจะไปเราก็คงไม่ไปแค่ลำพังโดยไม่นำ พา หรือชวนคนอื่นไปที่คริสตจักรด้วยหลอก!

 จริงไหมครับ?

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ nuisri)

ทำไมเราต้องเป็นพยาน?

 ทำไมเราต้องเป็นพยาน?

“When brothers and sisters in Christ unite in the common bond of the Word of God and prayer, they are strengthened in their faith and witness.” 

“เมื่อคริสเตียนชายหญิงผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกันในพระวจนะของพระเจ้าและการอธิษฐาน พวกเขากำลังรับการเสริมสร้างให้เข้มแข็งขึ้นในความเชื่อศรัทธา และการเป็นพยานของพวกเขา”  Billy Graham

ในศาล หากเราถูกเรียกตัวให้เป็นพยาน เราจะยอมเป็นพยานหรือไม่?

จะเกิดอะไรขึ้นหากว่าเราไม่ยอมไปเป็นพยานตามที่ถูกเรียก?

ผู้รู้บอกว่า  คดีอาญาถ้าคุณไม่ไปเป็นพยานในศาลเมื่อมีหมายเรียกมาถึง คุณก็มีโอกาสที่อาจติดคุกได้ การขัดขืนหมายเรียกของศาลที่ให้ไปให้ถ้อยคำหรือเบิกความเป็นพยาน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 170 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากในกรณีที่ไม่สะดวกไปในวันที่ศาลนัด ก็มีคำแนะนำให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่ศาลเพื่อขอเลื่อนนัด โดยการชี้แจงเหตุผลถึงข้อจำเป็นที่ขอเลื่อนนัดศาล ส่วนศาลจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลท่าน หากเราไม่ต้องการจะไปเป็นพยาน เราต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนถึงวันเบิกความว่าไม่สามารถไปได้เพราะอะไร หรือติดต่อกลับไปที่อัยการเจ้าของสำนวน หากเป็นพยานปากสำคัญ ศาลจะเลื่อนให้ แต่ถ้าไม่สำคัญ ศาลอาจตัดพยานปากนี้ทิ้งไปเลย

มีคำเตือนว่า ถ้าคุณหายไปเฉยๆ ไม่แจ้ง ไม่ไปเป็นพยาน คุณอาจโดนออกหมายจับก็ได้ ฟังแล้วน่ากลัวใช่ไหมครับ สำหรับคนที่เลี่ยงหลีกหลบไม่ยอมไปเป็นพยานให้ศาล แล้วอย่างนั้นคนที่หลบหลีก หรือเลี่ยงหนีไม่ยอมไปเป็นพยานให้พระเจ้าตามหมายที่บัญชา ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรหนอ?

ในพระคัมภีร์บอกอะไรเราบ้าง ในเรื่องการเป็นพยานให้องค์พระเยซูคริสต์?

1. เราได้รับบัญชาให้ออกไปเป็นพยานให้พระองค์

  • มธ.28:19 “เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์”
  • อสค.3:11 “จงไปเถอะ เจ้าจงไปหาพวกที่เป็นเชลยคือชนชาติของเจ้านั้น จงพูดกับเขาทั้งหลาย และกล่าวกับพวกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้’ ไม่ว่าพวกเขาจะฟังหรือปฏิเสธก็ตาม”

2.เราต้องรักต่อคนที่อยู่ในความมืดที่ไม่รู้เรื่องความรอดทางพระคริสต์โดยออกไปเป็นพยานให้เขารับรู้

  • ยน3:16 “พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”
  • 2คร4:4 “คือในกรณีของพวกเขา พระของยุคนี้ได้ทำให้ความคิดของคนที่ไม่เชื่อมืดมนไป เพื่อไม่ให้เห็นความสว่างของข่าวประเสริฐ คือเรื่องพระสิริของพระคริสต์ผู้ทรงเป็นพระฉายาของพระเจ้า” 

3.เราต้องออกไปเป็นพยาน เพราะเป็นสิ่งฉลาดที่จะทำเช่นนั้นในการได้คนมาหาพระเจ้า

  • สภษ11:30 “ผลของคนชอบธรรมคือต้นไม้แห่งชีวิต คนมีปัญญาย่อมได้คนจำนวนมาก”

4.เราต้องออกไปเป็นพยานเพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้คนรับฟังและคนรับรู้ยินดีเมื่อมีคนกลับใจใหม่

  • ลก15:10 “ในทำนองเดียวกัน เราบอกท่านทั้งหลายว่า จะมีความชื่นชมยินดีท่ามกลางพวกทูตสวรรค์ของพระเจ้าเรื่องคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่”    

5.เราต้องออกไปเป็นพยานให้คนเชื่อและรอด เพื่อเขาจะร่วมสามัคคีธรรมในความรักกับพระคริสต์เจ้า

  • 1ยน1:3  “สิ่งที่เราได้เห็นและได้ยินนั้น เราก็ประกาศให้พวกท่านรู้ด้วย เพื่อท่านจะได้มีสามัคคีธรรมกับเรา และเราก็มีสามัคคีธรรมกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์” 

6.เราต้องออกไปเป็นพยานเพื่อเราจะไม่ต้องรับโทษจากการไม่ปฏิบัติตามการมอบหมายและการทรงเรียกของพระเจ้า

  • 1คร9:16 “เพราะว่าถ้าข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐ ข้าพเจ้าก็ไม่มีเหตุที่จะอวดได้ เพราะว่าข้าพเจ้าจำต้องทำ และถ้าไม่ประกาศ วิบัติจะเกิดกับข้าพเจ้า”

7. เราต้องออกไปเป็นพยานเพราะเป็นสิ่งที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย และถวายเกียรติแด่พระองค์

  • 1คร10:31 “เพราะฉะนั้นเมื่อพวกท่านจะรับประทาน จะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงทำเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า
  • 1ทธ2:3-4  “การกระทำเช่นนี้เป็นการดี และเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระองค์ทรงประสงค์ให้ทุกคนได้รับความรอดและรู้ความจริง” 

8.เราต้องออกไปเป็นพยาน เพื่อพระเยซูคริสต์จะเสด็จมาในยามที่คนในโลกนี้ได้รับฟังคำพยานเรื่องข่าวดีนี้แล้ว

  • มธ24:14 “ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้านี้จะถูกประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง”

9.เราต้องออกไปเป็นพยานเรื่องพระคริสต์ เพราะจะทำให้เราเจริญเติบโตเกิดผลมากในฝ่ายจิตวิญญาณ

  • ฟม1:6 “ข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้การที่ท่านมีส่วนร่วมในความเชื่อจะเกิดผลมากในความรู้ซึ้งถึงสิ่งดีทุกอย่าง ที่เรามีในพระคริสต์”

10.เราต้องเป็นพยานเรื่องพระคริสต์ด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์

  • กจ1:8 “แต่พวกท่านจะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”

พี่น้องที่รัก !

ขอให้เราเข้มแข็งขึ้นในศรัทธาที่เรามีต่อพระเจ้าและเชื่อมั่นในฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐของพระองค์ ขอให้เราหลอมรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ ผ่านการอ่านและคิดใคร่ครวญภาวนาพระดำรัสของพระองค์ และการออกไปเป็นพยานแก่ผู้อื่นด้วยใจกล้าทั้งด้วยคำพูดและการประพฤติในชีวิตประจำวันของเรา
               

…จะดีไหม?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ Shutterstock)

ทำอย่างไรให้ทีมของเราจึงจะเกิดผลที่ไม่ธรรมดา?

ทำอย่างไรให้ทีมของเราจึงจะเกิดผลที่ไม่ธรรมดา?

“การทำงานเป็นทีม คือเคล็ดลับที่ทำให้กลุ่มคนธรรมดาบรรลุผลสำเร็จที่ไม่ธรรมดา”
(Teamwork is the secret that makes common people achieve uncommon results. )  — Ifeanyi Enoch Onuoha

เช่นเดียวกับในร่างกายของมนุษย์เราที่มีอวัยวะอยู่มากมาย ทั้งที่ใหญ่และเล็ก จนเล็กมากๆ ทั้งที่ดีดูเด่นสวยงามจนดูไม่ได้เพราะไม่มีความงามใดๆ ให้ชื่นชม แต่เมื่ออวัยวะเหล่านั้นทำงานร่วมกันอย่างเป็นทีม คือเป็นหนึ่งเดียวกันประสานกันอย่างเข้าจังหวะจะโคน
ร่างกายก็สามารถทำหน้าที่ได้ดีอย่างเหลือเชื่อ

ความเป็นจริงคือว่า อวัยวะที่เด่นและสวยงามเหล่านั้นสามารถดำรงและดำเนินอยู่ได้ ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริม จากบรรดาอวัยวะอื่นที่ดูธรรมดาพื้นๆ หรือไม่น่าดูเหล่านั้นทั้งสิ้น

อะไรจะเกิดขึ้น หากว่าอวัยวะที่ไม่เด่น ไม่น่าดู เหล่านั้นต่างพร้อมใจกันหยุดทำหน้าที่สนับสนุนอวัยวะที่เด่นๆเหล่านั้น?

ใช่ครับ ใบหน้าที่สวยหล่อเหลาก็จะเริ่มซีดเซียว ร่างกายกำยำหรือแข็งแรงก็จะเริ่มอ่อนกำลัง สมองที่เฉียบคมเฉียบแหลมก็เริ่มเลอะเลือน และอาการประหลาดต่างๆ อีกมากมายก็จะตามมา แค่เส้นโลหิตเล็กๆ ดูไร้ความหมายไร้ค่าที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองหรือหัวใจหยุดทำหน้าที่ของมัน มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ล้มลงอย่างไม่เป็นท่า หมดสภาพไปทันที! อวัยวะในร่างกายของเราต้องทำงานร่วมกัน และประสานกันเป็นทีมจึงจะส่งผลที่ดีมีสมรรถภาพต่อร่างกายโดยรวม 

เราที่เป็นอวัยวะในร่างกายฝ่ายวิญญาณก็เช่นกัน คือ ต้องกระทำหน้าที่ของพวกเราแต่ละคนอย่างรับผิดชอบและเป็นทีม

  • ผู้นำต้องนำ ผู้ตามก็ต้องตาม
  • ผู้ทำหน้าที่สำคัญหลัก ก็ต้องทำหน้าที่ของตน ผู้สนับสนุนก็ต้องสนับสนุนไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือไม่ก็ตาม เราทุกคนต้องทำหน้าที่ของเราตามที่ถูกกำหนดมาแบบเป็นทีม

ตัวอย่างในคริสตจักร วันอาทิตย์ เช้าตรู่ขึ้นมา ทีมเตรียมสถานที่ลงมือทำงาน (ที่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็น) นั่นคือ:

  • ลงมือเตรียมห้อง เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องทำให้เสร็จก่อนสมาชิกส่วนใหญ่จะมา
  • ฝ่ายแสงสีเสียงก็ตรวจเช็คเตรียมพร้อมเครื่องดนตรี ไมค์ และอื่นๆ ให้พร้อมใช้
  • ฝ่ายปฏิคม ก็นัดพบซักซ้อม แบ่งหน้าที่ เข้าประจำตำแหน่ง ตั้งป้ายต้อนรับ เตรียมสูจิบัตร และเอกสารอื่นๆ (รวมทั้งน้ำดื่มให้นักเทศน์
  • ทีมนักดนตรี หรือทีมนมัสการก็ซักซ้อม และพร้อมทำหน้าที่ก่อนเริ่มนมัสการ
  • พวกเตรียมอาหารไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้าหรือเที่ยงก็จัดทุกอย่างให้ทันเวลา
  • แม้แต่ทีมต้อนรับและจอดรถก็ต้องมาพร้อมกันก่อนทุกที
  • ทีมเด็กก็ต้องเตรียมห้อง เตรียม ครู เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
  • ครูรวีวารศึกษาและทีมอธิษฐานก็มารอพร้อมเริ่มการสอน และการอธิษฐาน
  • นักเทศน์ก็ต้องพร้อมตามที่กำหนด และทำหน้าที่ตามกำหนดเวลาที่มอบหมายให้

เห็นไหมครับว่า ทุกคนไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก พิเศษหรือธรรมดาล้วนต้องทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน ประสานงานกันอย่างเป็นทีม คริสตจักรที่เปรียบเสมือนพระกายของพระคริสต์จึงจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ

แล้ววันนี้ คุณทำหน้าที่ของคุณอย่างไร ในคริสตจักร?

  • คุณเป็นอวัยวะ ที่อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรประดุจส่วนเกินอยู่หรือ? หรือ
  • คุณเป็นอวัยวะที่ร้อนรนเอาแต่ทำหน้าที่ของคุณเองแบบไม่แคร์หรือไม่คำนึงถึงผู้อื่นอยู่หรือไม่?

ขอให้จดจำไว้ว่า…

  • อย่าร้อนรนทำอะไรตามใจตัวเองตามลำพัง
  • อย่าเฉื่อยชาอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย แต่
  • จงร่วมมือร่วมใจกันทำงานตามหน้าที่ของแต่ละคนแบบเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในฐานะทีมที่พระเจ้าทรงพอพระทัย และทำงานนั้นให้ประสานกลมกลืนด้วยความรักและความจริงโดยยึดพระคริสต์เป็นศูนยกลางจนคริสตจักรเจริญเติบโต
               

        จะดีไหมครับ?

“แต่ให้เรายึดถือ ความจริงด้วยความรัก เพื่อจะเจริญขึ้นในทุกด้านสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์ เนื่องจากพระองค์นี้เอง ร่างกายทั้งหมดจึงได้รับการเชื่อมและประสานเข้าด้วยกันโดยทุกๆข้อต่อที่ประทานมานั้น และเมื่อแต่ละส่วนทำงานตามหน้าที่แล้ว ก็ทำให้ร่างกายเจริญและเสริมสร้างตนเองขึ้นด้วยความรัก” ~เอเฟซัส 4:15-16 THSV11

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ Forbes)