มือของคุณจะกำ หรือ แบ?

“มนุษย์เกิดมาพร้อมกับมือที่กำแน่น เมื่อเขาตาย มือของเขาก็แบออก

เมื่อเขาเข้ามามีชีวิตในโลกนี้ เขาตั้งใจฉวยยึดทุกสิ่งไว้ในมือ

แต่ยามที่เขาจากโลกนี้ไป เขาจำต้องปล่อยทุกสิ่งในมือให้หลุดลอย!”

(Man is harm with his hands clenched; He dies with them wide open.

Entering life, he desires to grasp everything;

Leaving the world, all he possessed has slipped away.)

-Jewish Talmud-

ข้อคิดข้างต้นควรสะกิดใจของพวกเราทุกคน! เพราะไม่ว่าเราจะหยิบฉวยกอดรัดหรือกำแน่นสิ่งใดไว้แน่น ในไม่ช้าสิ่งเหล่านั้นก็จะต้องถูกปล่อยทิ้งไว้ในโลกนี้!

ข่าวดีก็คือ  พระเจ้าทรงประทานสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ ให้เข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรา ตราบนานเท่าที่เรายังมีสติปัญญา ลมหายใจ และกำลังเรี่ยวแรงที่ชื่นชมในสิ่งเหล่านั้น!

แต่ข่าวร้ายก็คือ  บางทีเสียงเป่านกหวีดหมดเวลาของเราหรือของคนที่เรารักหรือสิ่งของที่เราครอบครองในโลกนี้ อาจดังขึ้นเร็วกว่าที่เราคาดคิด!

เราอาจช็อค เสียดายหรือเสียใจ ยิ่งหนัก  หากเหตุการณ์ดังที่กล่าวนี้เกิดขึ้นกับเราในยามที่เรากำลังสนุกหรือเปี่ยมสุขกับบุคคลหรือสิ่งเหล่านั้นอยู่โดยไม่ทันตั้งตัว!

ดังนั้น อย่าให้เรามัวหลงทางเสียเวลาและเสียพลังงานของชีวิต(ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด)ไปกับการสาละวนค้นหาและรวบรวม สะสมสิ่งของต่าง ๆ เก็บไว้เป็นสมบัติที่หวงแหน โดยไม่ได้ใช้สิ่งเหล่านั้นออกไปอย่างคู่ควรหรือคุ้มค่าต่อคนที่เรารัก คนที่เราควรรักและคนที่รักเรา (ไม่ว่าเราจะรักเขาหรือไม่ก็ตาม!)

สำหรับโลกนี้ ไม่มีอะไรที่น่าสังเวชใจมากเท่ากับการที่มนุษย์คนหนึ่งคนใดหลงรักสิ่งของในโลกนี้และใช้มนุษย์ด้วยกันเองอย่างไร้มนุษยธรรม เพียงเพื่อจะได้สิ่งของที่ตนเองต้องการ

เพราะว่าพระประสงค์ของพระเจ้าที่แท้จริงสำหรับชีวิตในโลกนี้ก็คือ มนุษย์เราควรจะรักมนุษย์ด้วยกัน และใช้สิ่งของทั้งสิ้นที่ตนมีอยู่เพื่อแสดงความรักของพระเจ้า ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยเริ่มจากคนในครอบครัว ขยายออกไปถึงคนในชุมชน และจน ถึงคนทั้งหลายในสังคมโลก! ดังนั้น อย่าให้เรามัวแต่ใช้มือของเราเก็บโกยกองสิ่งของต่าง ๆ ที่ชั่วคราวในโลกนี้อย่างเมามันและโง่เขลา!

เพราะคุณค่าของทรัพย์สินสิ่งของที่เราเก็บสะสมไว้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของสิ่งของที่เรามี แต่อยู่ที่ว่า เราใส่ความทรงจำดีของเราลงไปในทรัพย์สินสิ่งของต่าง ๆ เหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน?

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือ สิ่งของหรือทรัพย์สินต่าง  ๆ ที่เราหามาและเก็บสะสมเหล่านั้น ได้ถูกใช้ให้เป็นอุปกรณ์หรือสื่อในการสร้างความประทับใจที่เลิศล้ำไว้ในดวงใจและความทรงจำของคนอื่น ๆ ที่อยู่ชิดใกล้หรืออยู่ห่างไกลจากตัวของเรามากอย่างไรบ้าง?

อย่าให้เราลืมความจำกัดของเวลาที่เรามีอยู่ในโลกนี้ อย่าให้เรามัวแต่สาละวนกับการโกยกองสิ่งของ จนละเลยหรือเพิกเฉยต่อคนที่เราควรจะใช้ทรัพย์สินสิ่งของเหล่านั้นเพื่อเขาหรือกับเขา!

ขอให้เราตระหนักและเตือนตัวของเราอยู่เสมอว่าวันเวลาในชีวิตของเราแต่ละคนนั้นสั้นเหลือเกิน  ดังนั้นหากว่าคุณประสงค์ที่จะทำอะไรที่ล้ำค่าในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็ขอให้รีบลงมือทำ ณ บัดนี้   มิฉะนั้น เมื่อสัญญาณหมดเวลาดังขึ้น ทุกอย่างที่คุณครอบครองไว้ รวมทั้งแผนการและความตั้งใจที่ดีทั้งหมดของคุณก็จะเป็นดุจควัน หรือ หมอก ที่จางหายไปในพริบตา!

จงระลึกถึงคำเตือนของกษัตริย์ดาวิดที่ว่า…

“ดูเถิด พระองค์ทรงกระทำให้วันเวลาของข้าพระองค์ยาวสองสามฝ่ามือเท่านั้น

ชั่วชีวิตของข้าพระองค์ ไม่เท่าไรเลย  เฉพาะพระพักตร์พระองค์

มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่อย่างลมหายใจแน่ทีเดียว มนุษย์ไปๆมาๆอย่างเงาแน่ทีเดียว

เขาทั้งหลายยุ่งอยู่เปล่าๆแน่ทีเดียว  มนุษย์โกยกองไว้ และไม่ทราบว่าใครจะเก็บไป (สดุดี.39:5-6)

อย่ายุ่งจนเกินไป!

อย่ามัวแต่หา “สิ่งของ” และ “กำ” สิ่งเหล่านั้นไว้ในมือ … แต่ จง “แบ” มือออก และใช้สิ่งเหล่านั้น สร้างความสุขให้กับคนที่คุณรักในขณะที่มีโอกาส!

นี่คือ คำเตือนสุดท้ายสำหรับคุณ!

– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

กุญแจรัก!

“ความรักคือแม่กุญแจที่ใช้ไขเปิดประตูแห่งความสุข!”

(Love is the master key that opens the gates of happiness.)

ใคร ๆ ก็ต้องการได้ความสุข แต่ก็แปลกที่มีน้อยคนนักที่ได้เข้าประตูแห่งความสุขแท้ที่ยั่งยืน!

หลายคนมีโอกาสสัมผัสกับความสุขเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ

เหมือนกับคนกรุงเทพฯ ได้สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นเพียงเวลาชั่วครู่

แต่แท้จริงแล้ว เราทุกคนล้วนมีกุญแจที่สามารถเปิดประตูแห่งความสุขอยู่ในมือ นั่นคือ ความรัก!

หากเรามีความรักเป็นตัวนำในการดำเนินชีวิตของเรา เราจะมีความสุขได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเบื้องหน้าของเราจะเผชิญกับสถานการณ์อะไร ต่อให้เจอคนน่าเกลียด เราก็มีความสุขได้ หากว่าเราใช้ความรักนำหน้า “ความรู้สึก” เพราะความรักเป็นเรื่องของ “ความตั้งใจ” และ “การเชื่อฟัง”!

คุณต้องตระหนักไว้เสมอว่า… คุณจะรักคนอื่น ๆ ได้ยากมาก หากว่าคุณใช้ “ความรู้สึก” (Feeling) เป็นตัวนำ!  และด้วยเหตุผลเดียวกัน คนอื่น ๆ ก็จะรักคุณได้ยากเช่นเดียวกัน หากว่าเขาใช้ความรู้สึก (Feeling) เป็นตัวนำในการคบหากับคุณ เพราะว่าคุณเองก็ใช่ว่าจะน่ารักวันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน ซะเมื่อไหร่ !

จริงไหมครับ?

ดังนั้นหากคุณใช้ความรู้สึกเป็นตัวนำหรือเป็นกุญแจสำหรับไขประตูแห่งความสัมพันธ์ คุณคงจะไขประตูแห่งความสุขไม่ได้เป็นแน่ เพราะว่า นั่นไม่ใช่กุญแจสำหรับเปิดประตูแห่งความสุขแท้!

แล้วอย่างนั้น กุญแจที่จะไขประตูแห่งความสุขคืออะไร?

คำตอบก็คือ  “ความรัก” ที่เกิดจาก “ความตั้งใจ” และ “การเชื่อฟัง!”

เพราะว่า ความรักเป็นเรื่องที่เหนือความรู้สึก เนื่องจากคุณลักษณะสำคัญของความรัก คือ “ความตั้งใจ”(Willing)! เป็นความตั้งใจที่จะส่งเสริมสวัสดิภาพทั้งกาย จิต และวิญญาณ ให้แก่บุคคลอื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าเขาจะน่ารักหรือไม่น่ารักก็ตาม  เป็นเรื่องของ “ความตั้งใจ” (Willing) จริง ๆ 100 %

เหมือนกับพ่อแม่ที่มีวิญญาณแห่งความเป็นพ่อแม่ จะตั้งใจรักลูกของพวกเขา แม้ว่าลูกของพวกเขาจะเกิดมาไม่สมประกอบดังที่คาดหวังก็ตาม !  แต่พ่อแม่ก็จะรัก!

ทั้ง ๆ ที่เหตุผลหรือปัจจัยที่จะก่อให้เกิด “อารมณ์” หรือ “ความรู้สึก” (Feeling) ให้เกิดความเสน่หา พอใจ แทบไม่มีเลย!  อาทิ ลูกของตนอาจ

…ไม่สวย  ไม่หล่อ        …ไม่น่ารัก

…ไม่เก่ง                        ..ไม่ฉลาด

…ไม่สูง ไม่ขา               …ไม่รวย

…หรือไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ ที่น่าภาคภูมิใจ

….หรืออาจจะสร้างปัญหาหนักอกหนักใจให้กับพ่อแม่อยู่เป็นประจำ  ฯลฯ

แต่พ่อแม่ก็ตั้งใจจะรัก แม้ว่าไม่มีอารมณ์ที่จะรักเลยก็ตาม!

และในวินาทีใดที่พ่อแม่ตั้งใจรักลูกของตน ความสุขก็จะเกิดขึ้นในใจได้ในวินาทีนั้นในบัดดล!

และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรารักคนที่ไม่น่ารักได้ ก็คือ ความเชื่อฟัง (Obeying)!

เชื่อฟังใครนะหรือ?  

ก็เชื่อฟังพระเจ้าแห่งความรักนะสิ!

เพราะว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์อย่างเรา ทรงบัญชาให้เรารักคนอื่น!

“ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า

และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า

เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก (1ยอห์น 4:7-8)

“ฉะนั้นเราทั้งหลายจึงรู้ และเชื่อในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา

พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า

และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น” (1ยอห์น 4:16)

เมื่อใดก็ตามที่เราเชื่อฟังพระเจ้าแห่งความรัก เราจะได้รับความรักจากพระเจ้าและกลายเป็นผู้ส่งต่อความรักนั้นไปให้แก่คนอื่น ๆ  ได้ ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะน่ารักหรือไม่ก็ตาม!

ดุจเดียวกับบุรุษไปรษณีย์ ต้องส่งจดหมายให้กับผู้รับทุกคนตามที่มีชื่อจ่าไว้หน้าซอง ไม่ว่าผู้รับนั้นจะน่ารักหรือไม่ก็ตาม!

เพราะนั่นคือ หน้าที่ของเขาที่เขาต้องเชื่อฟัง และทำตาม!

เราทุกคนก็เช่นกัน เราแต่ละคนได้รับมอบหมายความรักจากพระเจ้าให้แจกจ่ายความรักของพระองค์ให้แก่ทุกคนโดยไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเรา และเราจะยังคงเป็นหนี้ความรักของพระเจ้าต่อคนเหล่านั้นเสมอไป จนกว่าเราจะได้ส่งต่อความรักนั้นออกไป (PASS THE LOVE FORWARD!)  ให้พวกเขาทำตามพระประสงค์ของพระองค์!

คุณรู้หรือไม่ว่า… สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งจะเกิดขึ้น เมื่อคุณตั้งใจ (Willing) และเชื่อฟัง (Obeying)  ในการส่งต่อและแสดงความรักต่อคนที่ไม่น่ารักทั้ง ๆ ที่คุณเองไม่มีอารมณ์หรือความรู้สึก (Feeling) ที่จะทำเช่นนั้น นั่นคือคุณจะได้รับความรักและความซาบซึ้งเป็นการตอบสนองมาจากคนที่ตอนแรกดูไม่น่ารักเลยสำหรับเรา! (แม้ว่าจะไม่ทันทีทันใดก็ตาม!)

ดังนั้น จงจำไว้เสมอว่า หากเราเชื่อฟัง (Obeying) ที่จะกระทำตามที่พระเจ้าบัญชาให้เรารักคนอื่น และเราตั้งใจ (Willing) กระทำตามนั้น โดยไม่อิดออด เราจะมีประสบการณ์กับความรู้สึก (Feeling) ที่สุดแสนยอดเยี่ยมเกินพรรณนาที่เป็นผลมาจากการกระทำสิ่งที่กล่าวมา  เพราะว่าความรักนั้นจะเป็นประดุจกุญแจที่ไขเปิดประตูเข้าไปสู่ความสุขแท้ให้กับเราอย่างไม่คาดฝัน!

ไม่เชื่อลองดูสิครับ!

– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

เพชรที่มีตำหนิ

“การเป็นคนแข็งแกร่งที่มีจุดอ่อนดีกว่าการเป็นคนอ่อนแอที่มีจุดแข็ง

การเป็นเพชรที่มีตำหนิ ยังดีกวา การเป็นก้อนอิฐที่ไร้รอยร้าว!”

ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กล่าวประโยคข้างต้น แต่สะกิดใจผมจังเลย เพราะว่าผมไม่อยากเป็นคนอ่อนแอที่มีจุดแข็ง!  หากเป็นได้ผมอยากเป็นคนแข็งแกร่งที่ไม่มีจุดอ่อน แต่ก็รู้ตัวว่า ชั่วชีวิตนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้!

ถึงอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคงอยากเป็นคนแข็งแกร่งอยู่ดี! แต่คิดไปคิดมา ผมก็อดขำไม่ได้ เพราะว่าในสังคมของเรา เรามักจะให้โอกาสและชื่นชมกับคนอ่อนแอที่มีจุดแข็งมากกว่าจะชื่นชมคนเข้มแข็งที่มีจุดอ่อน!

โดยธรรมชาติคนเรามักมีสายตาชอบไปมองหาจุดเล็ก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว! อย่างเช่น กระดานขาวทั้งแผ่น ขอให้เพียงมีจุดดำเล็ก ๆ 1 จุด หากถามคนที่นั่งอยู่หน้ากระดานว่า

“เห็น(สี)อะไรบนกระดาน?” 99 % จะตอบว่าเห็น จุดสีดำ!

คงมีเพียงแค่ 1 % กระมัง ที่ผ่าเหล่าผ่ากอบอกว่าเห็นสีขาว!

ในทำนองกลับกันหากว่า นำกระดานสีดำมาตั้งแล้วเขียนจุดขาวบนกระดานนั้น แล้วถามว่า

“เห็นอะไรบนกระดาน?” เช่นกัน 99% คงตอบว่าเห็นจุดสีขาว ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของกระดานคือสีดำ!

ด้วยเหตุนี้เอง คนที่ส่วนใหญ่ของชีวิตมีพฤติกรรมในข่ายสีดำ แต่พอมีความประพฤติในเชิงสีขาวขึ้นมาสักนิดก็จะได้รับการชื่นชมในทันที!

แต่น่าแปลกที่คนบางคนมีพฤติกรรมชีวิตส่วนใหญ่ในโทนสีขาวมาตลอด ถึงกระนั้นก็ยังคงมีคนที่พยายามสอดส่องหรือจดจ้องมองหาจุดดำในชีวิตของเขาให้ได้ และความพยายามอยู่ที่ไหน ความ สำเร็จก็อยู่ที่นั่น ในที่สุดก็จะค้นพบจุดดำในชีวิตของคน ๆ นั้นจนได้!

พี่น้องที่รักอย่าให้เราเสียเวลามองหาจุดดำในชีวิตของคนข้างๆ ตัวของเรา หรือคนรอบตัวของเราเลย นอกจากว่าบังเอิญไปเห็นจุดดำนั้นเข้าอย่างจังจริงๆ ในชีวิตของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ก็ขอให้คุณแสดงความรักต่อเขาหรือเธอด้วยการบอกถึงจุดดำนั้นอย่างจริงใจไม่ใส่อารมณ์ (เกินควร) ด้วยใจถ่อมสุภาพ ผมเชื่อแน่ว่า ท่าทีเช่นนี้จะสร้างความซาบซึ้งใจให้แก่ผู้ที่เราบอกความจริงแก่เขา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่า เขาเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ในพื้นที่สีขาวจริง ๆ )

แต่ถ้าจะให้ดีก่อนจะกระซิบบอกจุดดำในชีวิตของบุคคลใดก็ขอให้เราตั้งสติสักนิด พินิจ พิจารณามองดูพื้นที่สีขาวในชีวิตของเขาให้ทั่วถึงแล้วบอกเขาสักนิดว่า คุณชื่นชมอะไรในชีวิตของเขาบ้าง จากนั้นจึงบอกเขาในสิ่งที่เขาควรจะรับรู้!

หากคุณทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าคุณทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนชีวิตและพฤติกรรมให้เขาเห็นตัวเอง และหากคุณพูดหนุนใจหรือให้คำมั่นที่จะยืนอยู่เคียงข้างช่วยเหลือเขาด้วยล่ะก็จะยิ่งเป็นกำลังใจให้เขามีพลังในการกำจัดจุดดำในตัวของเขาลง และเพิ่มพื้นที่สีขาวให้มากขึ้นจนใกล้ความสมบูรณ์!

พี่น้องที่รัก!   คนรอบตัวของคุณ(ซึ่งอาจรวมถึงตัวของคุณเองด้วย) อาจกำลังต้องการกำลังขวัญหรือกำลังใจอย่างมากอยู่ในเวลานี้ พวกเขาอาจอยู่ในสภาพที่เปราะบางเต็มที่เพราะบอบช้ำหรือแบกภาระชีวิตอันหนักอึ้งมานานจนเกือบจะทนรับต่อไปไม่ไหวแล้ว

คำตำหนิติเตียนของคุณหรือคำวิพากษ์วิจารณ์ของคุณอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาจมลงในบ่อโคลนแห่งความทุกข์ขมขื่นใจ และหมดกำลังใจอย่างสิ้นเชิงก็เป็นได้!

หรือในทางกลับกัน คำพูดหนุนใจหรือคำชมเชยของคุณที่มีต่อสิ่งดีที่เขากระทำก็อาจจะเป็นประจุดทิพยโอสถที่ช่วยชะโลมใจและฟื้นฟูกำลังเรี่ยวแรงให้เขาสามารถยืนหยัดหรือก้าวหน้าต่อไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ!

ด้วยเหตุนี้ ขอให้พวกเราปรับท่าทีของเราให้ถูกต้องมากขึ้น ขอให้เราชื่นชมในคุณค่าของทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นก้อนอิฐที่ไร้รอยร้าวหรือเป็นเพชรที่มีรอยตำหนิ! แน่นอนครับว่า  หากเรายังเห็นคุณค่าของก้อนอิฐที่ไร้รอยร้าว เราก็ไม่มีทางตำหนิเพชรที่มีรอยตำหนิเป็นแน่!

ดังนั้น หากมีบุคคลใดที่เป็นดุจก้อนอิฐที่ไร้รอยร้าวในท่ามกลางพวกเรา ก็ขอให้เราจงชื่นชมเขา  เพราะว่าหากเขาปล่อยตัวจนกลายเป็นก้อนอิฐที่มีรอยร้าวจะกลายเป็นปัญหาและภาระของคนใกล้ตัวของเขา (รวมทั้งเราด้วย) เป็นแน่  และหากมีบุคคลใดในท่ามกลางพวกเราเป็นดุจเพชรที่มีตำหนิ ก็ขอให้เรามองส่วนดีมีคุณค่าของเขา และให้เราชื่นชมเขาพร้อมกับช่วยกันลบรอยตำหนิที่มีอยู่ของเขาให้ลดลงเพื่อเขาจะกลายเป็นเพชรที่สูงค่าไร้ตำหนิที่พวกเราร่วมภาคภูมิใจด้วย!

ขอให้เรากระทำตามคำแนะนำในพระวจนะของพระเจ้า ที่ว่า…

“เหตุฉะนั้น จงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้นตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น!”

(1เธสะโลนิกา 5:11)

วันนี้ คุณได้หนุนใจใครที่เป็นดุจเพชรที่มีตำหนิบ้างหรือยัง?

– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

จะบ่นเรื่องอะไรดี?

อาดัม ซิมเบลอร์ (Adam Zimbler) เคยกล่าวไว้เป็นข้อควรคิดว่า…

“คนที่ไม่เคยมีความสุข คือคนที่บ่นได้ในทุกเรื่องในขณะที่ตื่น และในขณะที่หลับ ก็กำลังคิดว่าจะบ่นเรื่องอะไรดีเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้ !”

(People who never achieve happiness are the ones who complain whenever they’re awake,

and whenever they’re asleep, they are thinking about what to complain about tomorrow.)

เมื่อก่อนผมเป็นคนชอบบ่น เดี๋ยวนี้บ่นน้อยลง แต่ก็ยังบ่นอยู่!

เมื่อผมนั่งคิดนั่งพิจารณาดูก็พบสัจธรรมว่า การบ่นของผมไม่เคยทำให้ผู้ใดมีความสุข ทั้งต่อตัวเอง และต่อคนที่ได้ยินผมบ่น  ผมจึงต้องบังคับตัวเองให้ไม่บ่น!

คนที่ชอบบ่นคือคนที่มองอะไรก็หาเรื่องบ่นได้เสมอ

บ่นเรื่องปากท้องก็บ่นได้!  บ่นเรื่องการทำงานกับผู้อื่นก็บ่นได้!

บ่นเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวก็บ่นได้!

บ่นเรื่องการถูกเตือนถูกสอนก็บ่นได้! บ่นเรื่องภาวะโลกร้อนก็บ่นได้!

บ่นเรื่องการบ้านการเมืองร้อนแรงก็บ่นได้! บ่นเรื่องการจราจรจราจลก็บ่นได้!

บ่นเรื่องคนแต่งตัวไม่ถูกตาหรือพูดไม่ถูกหูก็บ่นได้!

หรือแม้แต่อ่านบทความนี้แล้วไม่ถูกใจก็ยังบ่นได้เช่นกัน!

“การบ่น” ถือว่าอยู่ในระดับต้น ๆ ในรายการของสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจ!

พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัยเมื่อคนของพระเจ้าบ่นต่อว่าพระเจ้า!

“เราจะทนชุมนุมชนชั่วร้ายนี้บ่นต่อเรานานสักเท่าใด เราได้ยินเสียงบ่นของคนอิสราเอลซึ่งเขาบ่นว่าเรา”

(กดว.14:27)

พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัยเมื่อมีคนบ่นต่อว่าคนที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ทำหน้าที่เพื่อพระองค์ เพราะเปรียบเสมือนการบ่นต่อว่าพระองค์โดยตรง!

“ในเวลาเช้าพวกท่านจะได้เห็นพระสิริแห่งพระเจ้า เพราะคำบ่นต่อว่าของพวกท่านต่อพระเจ้าทราบถึงพระองค์แล้ว เราทั้งสองเป็นผู้ใดเล่า พวกท่านจึงมาบ่นต่อว่าเรา”…  เพราะพระเจ้าทรงทราบคำบ่นของท่านต่อพระองค์ เราทั้งสองนี้เป็นผู้ใดเล่า พวกท่านมิได้บ่นต่อว่าเรา แต่ได้บ่นต่อว่าพระเจ้า”                        (อพย.16:7-8)

ผลที่ตามมาจากการบ่นหรือสบประมาทพระเจ้านั้นน่ากลัวมากจริง ๆ

ดังตัวอย่างในพระคัมภีร์เล่าว่า …โคราห์ กับพรรคพวกพากันไปยืนต่อหน้าโมเสส และต่อว่าโมเสสและอาโรน อีกทั้งยังไม่ยอมให้ความร่วมมือกับโมเสส เมื่อได้รับการร้องขออีก ทั้งหมดจึงต้องพากันเข้าเฝ้าพระเจ้าเพื่อให้พระองค์ทรงตัดสินความ พระเจ้าตรัสสั่งให้คนอื่น ๆ ทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกห่างจากโคราห์ ดาธาน และอาบีรัมที่เป็นหัวโจกในการร่วมกันบ่นว่าโมเสสและอาโรน  แล้วทรงให้แผ่นธรณีที่พวกโคราห์ ดาธานและอาบีรัม พร้อมกับครอบครัวยืนอยู่แยกออกจากกันกลืนคนเหล่านั้นลงไป พร้อมกับมีไฟจากพระเจ้าเผาผลาญคนเหล่านั้นรวมทั้งหมด 250 คน!

แต่กระนั้นก็ตาม ผลปรากฎว่าในวันรุ่งขึ้นก็ยังมีชุมนุมชนอิสราเอลมาบ่นว่า โมเสสกับอาโรนอีก พระเจ้าก็ทรงพระพิโรธอีก แม้ว่าโมเสสกับอาโรนจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อลบมลทินบาปของประชาชน แต่ก็ไม่ทันการแล้ว เพราะว่ามีผู้ที่ต้องตายเพราะภัยพิบัตินั้นอีก 14700 คน! (กดว.16)

จากนั้น พระเจ้าก็ทรงกำชับประชาชนอิสราเอลให้เลิกบ่น และสงบปากคำเสียที โดยให้หมายสำคัญก็คือให้ประมุขของแต่ละเผ่า นำไม้เท้าที่เขียนชื่อแต่ละคนมาวางไว้ในเต็นท์นัดพบ

และพระเจ้าทรงยืนยันว่าทรงสถิตอยู่ฝ่ายอาโรน โดยการให้ไม้เท้าของท่านมีดอกตูม ดอกบาน และเกิดผลอัลมันด์สุก  จากนั้นพระเจ้าทรงกำชับให้เก็บไม้เท้าของอาโรนไว้เป็นเครื่องเตือนประชาชนให้ยุติการบ่น มิฉะนั้นจะตาย!  (กดว.17:4-5,8,10)

ดูเหมือนว่าเรื่องดังกล่าวน่าจะจบลงได้แล้วและบทเรียนที่ชาวอิสราเอลได้รับ และพระบัญชาของพระเจ้าดังกล่าวน่าจะได้รับการปฏิบัติตามด้วยความยำเกรงพระองค์ แต่ผลปรากฎว่า ไม่ใช่!

ประชาชนยังคงเอาแต่ใจ และขี้บ่นอยู่อีก ผลที่ตามมาก็คือ การลงโทษที่ไม่รีรอจากพระเจ้าก็เกิดขึ้นอีกครั้งจนได้!   เมื่อประชาชนที่เดินทางไม่สะดวกและเผชิญกับความยากลำบากเริ่มบ่นว่าพระเจ้าและโมเสสอีก (กดว.21:5) พระเจ้าจึงทรงบัญชาให้งูกัดประชาชนคนอิสราเอลตายจำนวนมาก!

ประชาชนที่รอดก็เลยลนลานมาหาโมเสส และยอมสารภาพว่าได้กระทำผิดบาปที่บ่นว่าพระเจ้าและโมเสส! (กดว.21:7)

โมเสสจึงอธิษฐานเพื่อประชาชนและพระเจ้าทรงเมตตาโปรดช่วยคนทั้งหลายให้รอดตายจากพิษงูทุกคน!

พี่น้องที่รัก !  เห็นแล้วหรือยังครับว่า การบ่นนั้นนำทุกข์ภัยอย่างมหันต์มาสู่เรา และคนในครอบครัวของเรา!

หลายพันปีต่อมา อาจารย์เปาโลก็นำบทเรียนเรื่องดังกล่าวนั้นมาเตือนสติคนในสมัยของท่านว่า“อย่าบ่น”!

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจพวกเรา ไม่ให้เรามีใจโลภปรารถนาสิ่งที่ชั่วเหมือนเขาเหล่านั้นอย่าให้เราลองดีองค์พระผู้เป็นเจ้า เหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้กระทำ แล้วก็ต้องตายด้วยงูร้าย อย่าให้เราบ่นเหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้บ่น แล้วก็ต้องพินาศด้วยองค์เพชฌฆาต! (1คร.10:6,9-11)

ดังนั้น ขอให้เราอย่าให้เราบ่นต่อพระเจ้าหรือบ่นต่อว่ากันและกัน ไม่ว่าจะต่อ คนในครอบครัว คนในคริสตจักร หรือ คนในที่ทำงาน ของเรา !

“พี่น้องทั้งหลาย จงอย่าบ่นว่ากันและกัน เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทรงพิพากษา  จงดูองค์พระผู้พิพากษาทรงประทับยืนอยู่ที่ประตูแล้ว” (ยก.5:9)

แต่ให้เราพูดถึงกันอย่างสร้างสรรค์และแสดงความชื่นชมต่อกันด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันด้วยความอดทนและอดกลั้นต่อกัน และกันด้วยความรักจะดีกว่า!

ให้เราคิดถึงแต่ “ส่วนดี” ของผู้อื่นอยู่เสมอ และ “ขอบคุณพระเจ้า” สำหรับสิ่งดีเหล่านั้น และหากว่าบังเอิญเขาทำสิ่งใดที่ดีไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามก็ขอให้เรารีบกล่าว “ขอบคุณ” เขาให้ได้ยินโดยเร็ว  เพราะว่า การกระทำที่ดีเช่นนี้ จะช่วยเปลี่ยนแปลง “คน” ที่เรารู้สึกไม่ชอบ หรือ “เรื่อง” ที่เราไม่พอใจให้กลับกลายเป็น “คน” และ “เรื่อง” ที่ให้กำลังใจ และช่วยเราให้เติบโตขึ้นในพระคุณและความรักของพระเจ้าขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง และในที่สุดเราจะขอบคุณพระเจ้าที่ทรงนำเราหรืออนุญาตให้เราพบกับ “คน” หรือ “เหตุการณ์” เหล่านั้นที่เคยทำให้เราบ่นนั้น เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นได้กลับช่วยเราให้มีจิตวิญญาณที่พัฒนาสูงขึ้นกว่าเดิมได้อย่างน่าอัศจรรย์!

ดังนั้น วันนี้ ขอให้เรามาเปลี่ยน “คำบ่น” ของเราให้กลายเป็น “คำขอบคุณ” และ “คำสรรเสริญ”

จะดีกว่า เห็นด้วยไหมครับ?

– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

มองสองแง่

“มองอะไรให้มองทั้งสองแง่ อย่ามองแต่แง่ดีเท่าที่เห็น

หรือมองแค่แง่ร้ายหมายประเด็น  จงเยือกเย็นยุติธรรมอย่าลำเอียง!”

ผมอ่านพบข้อคิดข้างต้นแล้วรู้สึกว่าดี ก็เลยนำมาขยายความ!  เพราะในสังคมปัจจุบันคนเรามีความ สุขน้อยลง เพราะชอบมองกันด้านเดียว!

เวลาเราชอบใครเชียร์ใครก็มองแต่ด้านดีด้านเดียวของคนนั้น แต่ปิดตาไม่ยอมมองด้านที่บกพร่องของ เขาหรือเธอ

หรือกลับกัน เวลาเราไม่ชอบใคร (ซึ่งโดยปกติมักจะเกิดจากเรื่องส่วนตัวก่อน) เราก็จ้องแต่ด้านจุดอ่อนหรือด้านที่บกพร่องของตัวเราเองหรือของเขาหรือเธอ และจะเอาเป็นเอาตายให้ได้ ทั้ง ๆ ที่บางทีเรื่องเหล่านั้นช่างเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกับข้อบกพร่องของคนบางคนที่ตัวเราเองชอบหรือเชียร์!

และที่น่าเศร้าก็คือ เวลาเราไม่ชอบใครตาของเรากลับบอดมองไม่เห็นส่วนดีของเขาซึ่งมีมากมายปรากฎอยู่ตรงหน้า!

บางทีเราเองเอาแต่พูดพล่ามหรือเพ้อเจ้อเรื่องความรักของพระเจ้ามากจนเกินไป แต่ที่จะปฏิบัติออกมาต่อผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนที่เราไม่ชอบนั้นช่างน้อยเกินไปหรือไม่มีเลย!

ความรักที่ “เชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ” ที่ควรแสดงออกมาให้ประจักษ์กลับมองไม่เห็น มีแต่ความเกลียดชังปรากฎออกมาทั้งต่อหน้าและลับหลัง!

ในยามที่เรามองผู้อื่นด้วยใจลำเอียงนั้น “ต่อมแห่งความรัก” ของเราจะหยุดทำงาน และ “ต่อมแห่งความชิงชัง” ของเราจะเริ่มทำงานแบบไม่มีวันหยุด จนเป็นเหตุให้เราหมกมุ่นอยู่กับการคิดวางแผนทำร้ายผู้ใดก็ได้ แม้แต่ในวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างวันอาทิตย์หรือวันสะบาโต โดยไม่รู้สึกเกรงใจพระเจ้า!

หากว่าเรายังปล่อยให้เครื่องจักรแห่งความมุ่งร้ายของเราสอดส่องและบันทึกจดจำความผิดของผู้อื่นอยู่อย่างหักโหมหามรุ่งหามค่ำอยู่ตลอดเวลาก็จงระวังให้ดี เพราะว่าวันหนึ่งดาบนั้นอาจย้อนคืนสนอง เพราะว่าทุกความเกลียดชังของเราจะถูกเครื่องจักรเดียวกันนั้นจดบันทึกไว้เพื่อเล่นงานตัวของเราเช่นเดียวกัน โดยที่เราไม่รู้ตัว!

ขอให้เราระลึกถึงคุณลักษณะประการหนึ่งของความรักที่ว่า …

“ความรักไม่ช่างจดจำความผิดของผู้อื่น!” (Love keeps no record of wrongs!)

จึงเป็นการดีที่เราจะรีบปิดปุ่มเครื่องจักรแห่งความมุ่งร้ายนี้แล้วรีบกดปุ่มเครื่องจักรแห่งความรักโดย เร็วที่สุด เพื่อเราจะได้พบกับความสันติในใจที่เป็นสุขเกินบรรยาย!

ขอให้ตาใจของเราสามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้องและสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเห็นบุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำสิ่งใดบกพร่องหรือผิดพลาด ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่เราชอบหรือไม่ชอบ ผิดก็คือ ผิด หน้าที่ของเราก็คือ แสดงความรักต่อเขาด้วยการช่วยเหลือเขาหรือเธออย่างจริงใจด้วยความถ่อมสุภาพ  ไม่ใช่ด้วยท่าทีแห่งการจับผิดหรือมุ่งร้าย ที่ทำให้ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการไปรื้อฟื้นหรือจดจำเรื่องเดิมที่ผ่านมาแล้วเกิน 24 ชั่วโมง!

ให้เรามองไปข้างหน้า และช่วยเขาหรือเธอให้ก้าวพ้นจากความผิดหรือความบกพร่องนั้นตั้งแต่ชั่วโมงที่ 25 นี้ในทันที!

จงจำไว้เสมอว่าเราต้องรังเกียจความบาป ในขณะเดียวกันเราต้องรักคนบาปนั้น!

ในทำนองเดียวกัน หากผู้หนึ่งผู้ใดไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่เราชอบหรือไม่ชอบ หากว่าเขาทำสิ่งใดที่ดีและคู่ควรต่อการยกย่อง เราก็ควรที่จะแสดงความชื่นชมต่อเขาออกมาโดยไม่รีรอ ควบคู่ไปกับการเตือนสติเขาให้ระวังการลื่นไถลหรือล้มลงในความบาปผิดที่ดักรอเขาอยู่!

หากว่าเราได้กระทำต่อกันดังเช่นที่ว่ามานี้ด้วยความรักและความเป็นธรรม ก็เท่ากับว่าเรากำลังก่อร่างสร้างชุมชนของพระเจ้าแท้ขึ้น มาบนพื้นพิภพนี้

เบนจามิน แฟรงคลิน เคยกล่าวไว้ว่า …

ศัตรูที่เปิดเผย อาจเป็นดุจคำแช่งสาป แต่มิตรที่เสแสร้งนั้นเลวร้ายกว่า!”

(An open foe may prove a curse; but a pretended friend is arose.)

ดังนั้น วันนี้ ขอให้เราเป็นชุมชนที่ทุกคนรู้จักมองดูทุกสิ่งด้วยสายตาอันสมดุล รู้จักแยกแยะสิ่งผิดถูกอย่างเป็นธรรม จนกลายเป็นชุมชนดีที่ปลอดจากศัตรูที่เปิดเผย  มิตรเทียม และพี่น้องปลอม!

จะดีไหมครับ?

– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

ดอกกุหลาบหรือพวงหรีด?

“ดอกกุหลาบเพียงดอกเดียวสำหรับคนที่ยังเป็นอยู่

ดีกว่าพวงหรีดราคาแพงที่หลุมฝังศพ

(A single rose for the living is better than a costly wreath at the grave.)

หากใครคิดจะเตรียมพวงหรีดราคาแพงมอบให้กับผมตอนผมตายแล้วล่ะก็…  ผมขอดอกกุหลาบราคาถูกสักดอกเดียวในตอนนี้จะดีกว่าครับ!

ใช่ครับ! ผมเห็นด้วยกับข้อคิดที่เยี่ยมยอดข้างต้นนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ผมเห็นคนมากมายที่ฟาดฟันกันแบบเอาเป็นเอาตายในตอนที่ต่างคนต่างมีชีวิตอยู่ ทั้ง ๆ ที่ประเด็นแห่งการขัดแย้งเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น บางทีไม่เพียงแต่ตัวเองทำร้ายอีกฝ่ายด้วยคำพูด ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ยังไปดึงคนอื่น ๆ อีกหลาย ๆ คนมาร่วมรุมยำคนที่เราไม่พอใจด้วย จนบางทีคน ๆ นั้น แทบเสียผู้เสียคนไป…   แต่พอคนนั้นเกิดตายไป คนที่ทำร้ายหรือมีส่วนร่วมทำร้ายก็จำต้องไปร่วมงานศพหรือส่งพวงหรีดราคาแพง ๆ ไปให้ !

ผมว่า พวงหรีดเช่นนั้นช่างไร้ความหมาย และไร้ค่าครับ หากเปรียบกับดอกกุหลาบราคาไม่กี่บาทที่จะมอบให้แก่เขาในยามที่เขายังมีชีวิตอยู่ พร้อมกับรีบปรับความเข้าใจให้เกิดการคืนดีกัน จะมีค่ามากกว่ากันเยอะเลยครับ! แต่หากว่าเขาจะดันทุรังทำในสิ่งที่ผิดก็จงให้เวลากับเขาและมอบการให้อภัยให้แก่เขาโดยด่วนในขณะที่ยังทำได้!

ดอกกุหลาบ 1 ดอกคู่กับการอโหสิ พร้อมด้วยถ้อยคำหนุนใจอันอ่อนหวานอย่างจริงใจ มีคุณค่าสูงล้ำสำหรับคนเป็นที่กำลังจะตายเป็นอย่างยิ่ง! การช่วยให้คนบางคนรอดตายมีคุณค่ามากกว่าทำให้คนบางคนต้องตายมากนักจนไม่อาจจะเปรียบเทียบกันได้เลย!

ในเวลานี้มีใครในครอบครัวของคุณ?   ในที่ทำงานของคุณ?  หรือในโบสถ์ของคุณ? ที่กำลังถูกคุณยำหรือมีส่วนร่วมยำจนเกือบจะตายแล้วบ้าง! ……          หากมีก็ขอให้หยุดทำอย่างนั้นเถอะ!

แต่ให้หาทางช่วยเขาให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมจะดีกว่า!

หากคุณบอกว่า เขาคนนั้นทำหลายอย่างที่ผิดหรือพลาด สมควรถูกจัดการ(ให้ตาย) และไม่คู่ควรต่อความรักและการให้อภัยของคุณ คุณก็จงรู้ความจริง(ที่ปิดซ่อนไว้) ณ บัดนี้เลยว่า คนประเภทนั้นแหละครับคือคนที่พระเจ้าทรงส่งมาให้คุณรักเป็นการเฉพาะ!

เพราะคนแบบนั้นล่ะคือข้อสอบที่คุณต้องสอบให้ผ่าน!

หากคุณรักเขาไม่ได้ คุณก็สอบตก! ทำให้คุณเองก็ไม่ได้ดีอะไรไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย!

แต่หากคุณรักเขาได้ คุณก็สอบผ่าน!

หากคุณปฏิบัติต่อเขาได้อย่างดี คุณอาจได้เกียรตินิยมจากพระเจ้าก็เป็นได้!

แต่ส่วนคน ๆ นั้นเขาจะสอบได้หรือสอบตกก็คงขึ้นอยู่กับตัวของเขาเองแล้วล่ะครับ คงไม่เกี่ยวกับคุณ!

หากจะถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณสอบผ่านในเรื่องความรักดังกล่าวแล้วหรือไม่?

คำตอบก็คือ คุณจงอ่านพระธรรม 1โครินธ์ 13 ซึ่งเป็นอมตธรรมแห่งความรัก แล้วถามตัวเองว่า

  1. ฉันอดทนกับเขานานพอหรือไม่?
  2. ฉันกระทำคุณ(ประโยชน์) อะไรให้กับเขาบ้าง?
  3. ฉันอิจฉาเขาหรือเปล่า?
  4. ฉันอวดตัวใส่เขาเกินไปหรือไม่?
  5. ฉันทำตัวหยิ่งผยองต่อเขาเกินเหตุหรือเปล่า?
  6. ฉันกระทำอะไรที่หยาบคายต่อเขามากแค่ไหน?
  7. ฉันคิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียวหรือไม่เวลาปฏิบัติต่อเขา?
  8. ฉันแสดงอาการฉุนเฉียวต่อเขาหรือเรื่องของเขาอย่างเกินเลยหรือไม่?
  9. ฉันช่างจดจำความผิดของเขาหรือไม่? (จนมักลืมความผิดของตัวเองอยู่บ่อย ๆ หรือเปล่า?)
  10. ฉันชื่นชมยินดีเมื่อกำลังประพฤติในสิ่งที่ผิดต่อเขา และผิดจากพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?
  11. ฉันแสดงอาการแสดงความชื่นชมยินดีต่อเขาเมื่อเขากระทำสิ่งดีได้อย่างจริงใจหรือไม่? (หรือต่อตัวเองเมื่อกระทำสิ่งที่ชอบบ้างหรือไม่?)
  12. ฉันทนได้ทุกอย่างแม้แต่ความผิดของเขาที่ทำต่อฉันได้หรือไม่?
  13. ฉันเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอหรือไม่?
  14. ฉันมีความหวังในตัวของเขาอยู่เสมอหรือเปล่า?
  15. ฉันทนต่อทุกอย่างที่เขาทำได้หรือไม่?

หากคำตอบของคุณแสดงถึงการดึงดันที่จะทำตามใจของคุณโดยไม่แยแสพระวจนะของพระเจ้าแล้วล่ะก็… คนที่ควรจะถูกจัดการจะไม่ใช่ตัวของเขาคนนั้นหอรกครับ แต่คือตัวของคุณเองนั่นแหละ!

และใครจะเป็นผู้จัดการกับคุณ?

ใช่ครับ!   พระเจ้า จะทรงเป็นผู้กระทำ!

…ดังนั้น วันนี้แทนที่เราจะฆาตรกรรมผู้ใดหรือยืนดูเขาถูกฆาตรกรรมอยู่ตรงหน้า แล้วส่งหรีดไปให้เขา เราควรจะตุนดอกกุหลาบให้มาก แล้วใจกว้างในการส่งดอกกุหลาบแห่งมิตรภาพนั้นให้แก่คน ๆ นั้นเพื่อเขาจะมีกำลังใจที่จะปรับปรุงตัวเองและทำสิ่งดีให้เกิดขึ้นทั้งกับชีวิตของเขาและกับคุณจะดีกว่า!

จริงไหมครับ?

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • เนื่องจาก ค.จ. มีคนมามากขึ้น กรุณานำรถไปจอดที่ บ.ยอห์นสัน และ
  • อย่าคุยเล่นส่งเสียงดัง ตรงบริเวณอพาร์ตเม้นท์ ผู้เช่าร้องเรียนมาค่ะ
  • ช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดทั้งในห้องประชุม ห้องน้ำ และบริเวณโดยรอบ ค.จ.
  • รวมทั้งอดใจไว้คุยระหว่างรับประทานอาหาร อย่าคุยแข่งกับผู้นำนมัสการ หรืออาจารย์ที่กำลังเทศนาค่ะ
  • เราคงต้องระมัดระวัง ทำทุกอย่างไม่ให้กระทบกระเทือนผู้อื่น และถวายเกียรติแด่พระเจ้า

พระคัมภีร์นำชีวิต!

bibleผมชอบคำพูดของ Dr. Rick Warren ที่กล่าวว่า …

พระคัมภีร์ เป็นมาตรฐานที่ทรงสิทธิอำนาจสำหรับชีวิตของผม

เป็นเข็มทิศที่ผมพึ่งพิงได้สำหรับทิศทางชีวิตของผม

เป็นคำปรึกษาที่ผมรับฟังเพื่อตัดสินใจได้อย่างฉลาด

เป็นดัชนีชีวิตที่ผมใช้ประเมินทุก ๆ สิ่ง

…พระคัมภีร์ต้องเป็นถ้อยคำแรก และสุดท้ายในชีวิตของผมเสมอไป!”

(The Bible must become the authoritative standard for my life; the compass I rely on for a direction, the counsel I listen to for making wise decisions, and  the benchmark I use for evaluating everything. The Bible must always have the first and the last word in my life.!)

ใช่ครับ ทุกวันนี้ คนเราหัวปั่นไปหมดเพราะไม่รู้จะเชื่อใครหรือเชื่ออะไรกันแล้ว!

คนในสังคมต่างก็อ้างความถูกต้องหรือความชอบธรรม และยิ่งนานก็ยิ่งแตกต่างเป็นคนละฝ่ายกันมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างในด้านทางการตีความกฎหมายที่แต่ละฝ่ายต่างก็ตีความไม่เหมือนกัน (ทั้ง ๆ ที่ล้วนเป็นนักกฎหมายกันทั้งสิ้น!)

หรือความแตกต่างในทัศนะทางการเมือง ที่แตกต่างกันคนละขั้ว ทั้ง ๆ ที่ล้วนเป็นนักวิชาการทางการเมืองด้วยกันทั้งนั้น (บางทีอยู่ในคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน ยังมองต่างกันอย่างสุดขั้ว)

หรือความแตกต่างในมุมมองเรื่องเศรษฐกิจที่แต่ละค่าย แต่ละสำนักออกมาแสดงความคิดเห็นขัดกันอย่างคนละทิศละทาง ฝ่ายหนึ่งว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ลง อีกฝ่ายกลับบอกว่ากำลังดีขึ้น ฝ่ายหนึ่งว่า เศรษฐกิจเป็นรูปตัว “U” อีกฝ่ายว่าเป็นแบบตัว “V” อีกฝ่ายก็สำทับไปเลยว่า ต้องแบบตัว “W” อย่างแน่นอน!

หรือความแตกต่างในด้านการศึกษาที่นักการศึกษามีนานาทัศนคติที่แตกต่างกันจนระบบการศึกษาบ้านเราทุกวันนี้สับสน และถอยหลังเข้าคลองอย่างไม่น่าเชื่อ ทฤษฏีการเรียนการสอนมากมายในโรงเรียนล้วนล้มหลว เพราะนักเรียนต้องเรียนกวดวิชากันเป็นบ้าเป็นหลัง ตั้งแต่เด็กจนแก่!

ในเรื่องพฤติกรรมของเด็กนั้น ฝ่ายหนึ่งว่าต้องสร้างวินัยและลงวินัยนักเรียนด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยใช้ไม้เรียว เพื่อเด็กจะไม่เสียอย่างปัจจุบัน อีกฝ่ายก็บอกว่าไม่ได้ เพราะไปละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ของเด็กนักเรียน  เนื่องจากคนไม่ใช่วัวไม่ใช่ควายจะไปตีอย่างนั้นได้อย่างไร

ผลก็คือ เด็กไทยเวลานี้อยู่ในเกณฑ์ต่ำสุดหมด ทั้งด้าน I.Q, E.Q, M.Q  หรือ สารพัด Q ทั้งหลาย!

หรือแม้แต่ในเรื่องความแตกต่างในด้านสังคม ที่พวกหนึ่งก็เรียกร้องให้ยึดแนวทางสายอนุรักษ์นิยม  รณรงค์ให้รักนวลสงวนตัวของชายหญิง แต่อีกพวกก็เห็นว่าทั้งเชยและล้าสมัย โดยถือว่าเดี๋ยวนี้ต้องเสรีนิยมหรือหัวก้าวหน้า  หากครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งยังยึดวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม ก็อาจถูกอีกฝ่ายถากถางว่าเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีก็เป็นได้

นอกจากนี้ยังมีการเน้นเสรีภาพกันอย่างผิด  จนกระทั่งว่าเดี๋ยวนี้ ใครใคร่ปล่อยตัวจนตั้งท้องก็เป็นสิทธิ์ส่วนตัว คนอื่นอย่ามาวิพากษ์วิจารณ์  ทำได้อย่างมากก็เพียงแค่รณรงค์แจกอุปกรณ์ป้องกันให้ก็พอแล้ว!

จึงกล่าวได้ว่า…

สังคมไทยและสังคมโลกกำลังหลงทาง เพราะว่าทุกวันนี้ บาปได้ล่อลวงจนทำให้วัฒนธรรม ประเพณี เหตุผล และอารมณ์ ความรู้สึกของเราถูกบิดเบือนไป จนกลายเป็นช่องทางในการทำตามใจบาปของคนในสังคมจนเกือบหมดสิ้นแล้ว!

เราจึงต้องเรียกหาและยึดสิ่งที่สามารถจะเป็นมาตรฐานในการดำเนินชีวิตของเราได้  และในที่สุด เราก็พบว่า

พระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าที่พระองค์ทรงมอบให้แก่มวลมนุษยชาติ เปรียบประดุจ “คู่มือชีวิตมนุษย์” อันเป็นของขวัญแห่งความจริงที่ทรงสิทธิอำนาจและไม่แปรปรวนไปตามกระแสใด  ๆ ในโลกนี้

ดังนั้น เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตของคุณ  ขอให้คุณดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพราะหากกระทำดังนี้ ชีวิตของคุณก็จะดำเนินอยู่อย่างปลอดภัย  และมั่นคง ตามพระประ สงค์ของพระเจ้าเสมอไป…   ขอให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากพระคัมภีร์ เพราะ…

  • พระคัมภีร์จะก่อเกิดความเชื่อที่ถูกต้องและบริสุทธิ์ใสขึ้นในใจของคุณ!
  • พระคัมภีร์จะก่อเกิดปัญญาที่ให้สติและแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างเกิดผลให้แก่คุณ!
  • พระคัมภีร์จะก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และทัศนคติของคุณให้ไปในทางที่ดีขึ้น!
  • พระคัมภีร์จะเสริมสร้างอุปนิสัยใหม่ที่ดีงามตามพระลักษณะของพระเจ้าให้เกิดขึ้นในตัวของคุณ!
  • พระคัมภีร์จะก่อเกิดความชื่นชมยินดีให้แก่ชีวิตของคุณ แม้แต่ในยามที่คุณเผชิญกับภาวะทุกข์โศกเศร้าของชีวิต!
  • พระคัมภีร์จะนำคุณให้มีชัยชนะต่อความยากลำบากหรืออุปสรรคนานาประการในชีวิตของคุณ!
  • พระคัมภีร์จะช่วยคุณให้พิชิตการทดลองหรือการยั่วยวนใจในชีวิตที่คุณเผชิญอยู่ได้!
  • พระคัมภีร์จะช่วยคุณให้รู้จักปลดปล่อยพลังฤทธ์ของพระเจ้าออกมาผ่านการดำเนินชีวิตประจำวันของคุณ!
  • พระคัมภีร์จะช่วยคุณให้ก้าวเดินเข้าสู่ประสบการณ์กับพระคริสต์เป็นส่วนตัวและเป็นส่วนรวมเมื่อศึกษาร่วมกัน!
  • พระคัมภีร์จะนำการรักษามาสู่ความสัมพันธ์ที่แตกหักหรือความเจ็บปวดในชีวิตของคุณได้อย่างเหลือเชื่อ!
  • พระคัมภีร์จะให้ความหวังแก่คุณในการมุ่งหน้าสู่อนาคตอันเป็นนิรันดรของคุณ!
  • พระคัมภีร์จะบอกวิธีและขั้นตอนของการดำเนินชีวิตในความรักอย่างมีความสุขที่เป็นพรต่อตัวของคุณเองและคนรอบข้าง!
  • พระคัมภีร์จะช่วยคุณให้รู้จักวัตถุประสงค์ในการดำเนินชีวิตของคุณตามพระประสงค์ของพระเจ้าและช่วยคุณ ในการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในชีวิตของคุณได้อย่างถูกต้อง!  ฯลฯ

ดังนั้น พี่น้องที่รัก!  สมควรแล้วหรือยังที่คุณจะจัดเวลาและลงทุนชีวิตของคุณในการเริ่มต้นศึกษา, ใคร่ครวญ, ท่องจำ และนำพระคัมภีร์ไปประยุกต์ปฏิบัติใช้อย่างจริงจังในชีวิตของคุณ ทั้งเป็นส่วนตัวและร่วมกับผู้อื่น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป!

ดีไหมครับ?

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-