มองสองแง่

“มองอะไรให้มองทั้งสองแง่ อย่ามองแต่แง่ดีเท่าที่เห็น

หรือมองแค่แง่ร้ายหมายประเด็น  จงเยือกเย็นยุติธรรมอย่าลำเอียง!”

ผมอ่านพบข้อคิดข้างต้นแล้วรู้สึกว่าดี ก็เลยนำมาขยายความ!  เพราะในสังคมปัจจุบันคนเรามีความ สุขน้อยลง เพราะชอบมองกันด้านเดียว!

เวลาเราชอบใครเชียร์ใครก็มองแต่ด้านดีด้านเดียวของคนนั้น แต่ปิดตาไม่ยอมมองด้านที่บกพร่องของ เขาหรือเธอ

หรือกลับกัน เวลาเราไม่ชอบใคร (ซึ่งโดยปกติมักจะเกิดจากเรื่องส่วนตัวก่อน) เราก็จ้องแต่ด้านจุดอ่อนหรือด้านที่บกพร่องของตัวเราเองหรือของเขาหรือเธอ และจะเอาเป็นเอาตายให้ได้ ทั้ง ๆ ที่บางทีเรื่องเหล่านั้นช่างเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกับข้อบกพร่องของคนบางคนที่ตัวเราเองชอบหรือเชียร์!

และที่น่าเศร้าก็คือ เวลาเราไม่ชอบใครตาของเรากลับบอดมองไม่เห็นส่วนดีของเขาซึ่งมีมากมายปรากฎอยู่ตรงหน้า!

บางทีเราเองเอาแต่พูดพล่ามหรือเพ้อเจ้อเรื่องความรักของพระเจ้ามากจนเกินไป แต่ที่จะปฏิบัติออกมาต่อผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนที่เราไม่ชอบนั้นช่างน้อยเกินไปหรือไม่มีเลย!

ความรักที่ “เชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ” ที่ควรแสดงออกมาให้ประจักษ์กลับมองไม่เห็น มีแต่ความเกลียดชังปรากฎออกมาทั้งต่อหน้าและลับหลัง!

ในยามที่เรามองผู้อื่นด้วยใจลำเอียงนั้น “ต่อมแห่งความรัก” ของเราจะหยุดทำงาน และ “ต่อมแห่งความชิงชัง” ของเราจะเริ่มทำงานแบบไม่มีวันหยุด จนเป็นเหตุให้เราหมกมุ่นอยู่กับการคิดวางแผนทำร้ายผู้ใดก็ได้ แม้แต่ในวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างวันอาทิตย์หรือวันสะบาโต โดยไม่รู้สึกเกรงใจพระเจ้า!

หากว่าเรายังปล่อยให้เครื่องจักรแห่งความมุ่งร้ายของเราสอดส่องและบันทึกจดจำความผิดของผู้อื่นอยู่อย่างหักโหมหามรุ่งหามค่ำอยู่ตลอดเวลาก็จงระวังให้ดี เพราะว่าวันหนึ่งดาบนั้นอาจย้อนคืนสนอง เพราะว่าทุกความเกลียดชังของเราจะถูกเครื่องจักรเดียวกันนั้นจดบันทึกไว้เพื่อเล่นงานตัวของเราเช่นเดียวกัน โดยที่เราไม่รู้ตัว!

ขอให้เราระลึกถึงคุณลักษณะประการหนึ่งของความรักที่ว่า …

“ความรักไม่ช่างจดจำความผิดของผู้อื่น!” (Love keeps no record of wrongs!)

จึงเป็นการดีที่เราจะรีบปิดปุ่มเครื่องจักรแห่งความมุ่งร้ายนี้แล้วรีบกดปุ่มเครื่องจักรแห่งความรักโดย เร็วที่สุด เพื่อเราจะได้พบกับความสันติในใจที่เป็นสุขเกินบรรยาย!

ขอให้ตาใจของเราสามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้องและสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเห็นบุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำสิ่งใดบกพร่องหรือผิดพลาด ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่เราชอบหรือไม่ชอบ ผิดก็คือ ผิด หน้าที่ของเราก็คือ แสดงความรักต่อเขาด้วยการช่วยเหลือเขาหรือเธออย่างจริงใจด้วยความถ่อมสุภาพ  ไม่ใช่ด้วยท่าทีแห่งการจับผิดหรือมุ่งร้าย ที่ทำให้ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการไปรื้อฟื้นหรือจดจำเรื่องเดิมที่ผ่านมาแล้วเกิน 24 ชั่วโมง!

ให้เรามองไปข้างหน้า และช่วยเขาหรือเธอให้ก้าวพ้นจากความผิดหรือความบกพร่องนั้นตั้งแต่ชั่วโมงที่ 25 นี้ในทันที!

จงจำไว้เสมอว่าเราต้องรังเกียจความบาป ในขณะเดียวกันเราต้องรักคนบาปนั้น!

ในทำนองเดียวกัน หากผู้หนึ่งผู้ใดไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่เราชอบหรือไม่ชอบ หากว่าเขาทำสิ่งใดที่ดีและคู่ควรต่อการยกย่อง เราก็ควรที่จะแสดงความชื่นชมต่อเขาออกมาโดยไม่รีรอ ควบคู่ไปกับการเตือนสติเขาให้ระวังการลื่นไถลหรือล้มลงในความบาปผิดที่ดักรอเขาอยู่!

หากว่าเราได้กระทำต่อกันดังเช่นที่ว่ามานี้ด้วยความรักและความเป็นธรรม ก็เท่ากับว่าเรากำลังก่อร่างสร้างชุมชนของพระเจ้าแท้ขึ้น มาบนพื้นพิภพนี้

เบนจามิน แฟรงคลิน เคยกล่าวไว้ว่า …

ศัตรูที่เปิดเผย อาจเป็นดุจคำแช่งสาป แต่มิตรที่เสแสร้งนั้นเลวร้ายกว่า!”

(An open foe may prove a curse; but a pretended friend is arose.)

ดังนั้น วันนี้ ขอให้เราเป็นชุมชนที่ทุกคนรู้จักมองดูทุกสิ่งด้วยสายตาอันสมดุล รู้จักแยกแยะสิ่งผิดถูกอย่างเป็นธรรม จนกลายเป็นชุมชนดีที่ปลอดจากศัตรูที่เปิดเผย  มิตรเทียม และพี่น้องปลอม!

จะดีไหมครับ?

– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

ดอกกุหลาบหรือพวงหรีด?

“ดอกกุหลาบเพียงดอกเดียวสำหรับคนที่ยังเป็นอยู่

ดีกว่าพวงหรีดราคาแพงที่หลุมฝังศพ

(A single rose for the living is better than a costly wreath at the grave.)

หากใครคิดจะเตรียมพวงหรีดราคาแพงมอบให้กับผมตอนผมตายแล้วล่ะก็…  ผมขอดอกกุหลาบราคาถูกสักดอกเดียวในตอนนี้จะดีกว่าครับ!

ใช่ครับ! ผมเห็นด้วยกับข้อคิดที่เยี่ยมยอดข้างต้นนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ผมเห็นคนมากมายที่ฟาดฟันกันแบบเอาเป็นเอาตายในตอนที่ต่างคนต่างมีชีวิตอยู่ ทั้ง ๆ ที่ประเด็นแห่งการขัดแย้งเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น บางทีไม่เพียงแต่ตัวเองทำร้ายอีกฝ่ายด้วยคำพูด ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ยังไปดึงคนอื่น ๆ อีกหลาย ๆ คนมาร่วมรุมยำคนที่เราไม่พอใจด้วย จนบางทีคน ๆ นั้น แทบเสียผู้เสียคนไป…   แต่พอคนนั้นเกิดตายไป คนที่ทำร้ายหรือมีส่วนร่วมทำร้ายก็จำต้องไปร่วมงานศพหรือส่งพวงหรีดราคาแพง ๆ ไปให้ !

ผมว่า พวงหรีดเช่นนั้นช่างไร้ความหมาย และไร้ค่าครับ หากเปรียบกับดอกกุหลาบราคาไม่กี่บาทที่จะมอบให้แก่เขาในยามที่เขายังมีชีวิตอยู่ พร้อมกับรีบปรับความเข้าใจให้เกิดการคืนดีกัน จะมีค่ามากกว่ากันเยอะเลยครับ! แต่หากว่าเขาจะดันทุรังทำในสิ่งที่ผิดก็จงให้เวลากับเขาและมอบการให้อภัยให้แก่เขาโดยด่วนในขณะที่ยังทำได้!

ดอกกุหลาบ 1 ดอกคู่กับการอโหสิ พร้อมด้วยถ้อยคำหนุนใจอันอ่อนหวานอย่างจริงใจ มีคุณค่าสูงล้ำสำหรับคนเป็นที่กำลังจะตายเป็นอย่างยิ่ง! การช่วยให้คนบางคนรอดตายมีคุณค่ามากกว่าทำให้คนบางคนต้องตายมากนักจนไม่อาจจะเปรียบเทียบกันได้เลย!

ในเวลานี้มีใครในครอบครัวของคุณ?   ในที่ทำงานของคุณ?  หรือในโบสถ์ของคุณ? ที่กำลังถูกคุณยำหรือมีส่วนร่วมยำจนเกือบจะตายแล้วบ้าง! ……          หากมีก็ขอให้หยุดทำอย่างนั้นเถอะ!

แต่ให้หาทางช่วยเขาให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมจะดีกว่า!

หากคุณบอกว่า เขาคนนั้นทำหลายอย่างที่ผิดหรือพลาด สมควรถูกจัดการ(ให้ตาย) และไม่คู่ควรต่อความรักและการให้อภัยของคุณ คุณก็จงรู้ความจริง(ที่ปิดซ่อนไว้) ณ บัดนี้เลยว่า คนประเภทนั้นแหละครับคือคนที่พระเจ้าทรงส่งมาให้คุณรักเป็นการเฉพาะ!

เพราะคนแบบนั้นล่ะคือข้อสอบที่คุณต้องสอบให้ผ่าน!

หากคุณรักเขาไม่ได้ คุณก็สอบตก! ทำให้คุณเองก็ไม่ได้ดีอะไรไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย!

แต่หากคุณรักเขาได้ คุณก็สอบผ่าน!

หากคุณปฏิบัติต่อเขาได้อย่างดี คุณอาจได้เกียรตินิยมจากพระเจ้าก็เป็นได้!

แต่ส่วนคน ๆ นั้นเขาจะสอบได้หรือสอบตกก็คงขึ้นอยู่กับตัวของเขาเองแล้วล่ะครับ คงไม่เกี่ยวกับคุณ!

หากจะถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณสอบผ่านในเรื่องความรักดังกล่าวแล้วหรือไม่?

คำตอบก็คือ คุณจงอ่านพระธรรม 1โครินธ์ 13 ซึ่งเป็นอมตธรรมแห่งความรัก แล้วถามตัวเองว่า

  1. ฉันอดทนกับเขานานพอหรือไม่?
  2. ฉันกระทำคุณ(ประโยชน์) อะไรให้กับเขาบ้าง?
  3. ฉันอิจฉาเขาหรือเปล่า?
  4. ฉันอวดตัวใส่เขาเกินไปหรือไม่?
  5. ฉันทำตัวหยิ่งผยองต่อเขาเกินเหตุหรือเปล่า?
  6. ฉันกระทำอะไรที่หยาบคายต่อเขามากแค่ไหน?
  7. ฉันคิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียวหรือไม่เวลาปฏิบัติต่อเขา?
  8. ฉันแสดงอาการฉุนเฉียวต่อเขาหรือเรื่องของเขาอย่างเกินเลยหรือไม่?
  9. ฉันช่างจดจำความผิดของเขาหรือไม่? (จนมักลืมความผิดของตัวเองอยู่บ่อย ๆ หรือเปล่า?)
  10. ฉันชื่นชมยินดีเมื่อกำลังประพฤติในสิ่งที่ผิดต่อเขา และผิดจากพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?
  11. ฉันแสดงอาการแสดงความชื่นชมยินดีต่อเขาเมื่อเขากระทำสิ่งดีได้อย่างจริงใจหรือไม่? (หรือต่อตัวเองเมื่อกระทำสิ่งที่ชอบบ้างหรือไม่?)
  12. ฉันทนได้ทุกอย่างแม้แต่ความผิดของเขาที่ทำต่อฉันได้หรือไม่?
  13. ฉันเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอหรือไม่?
  14. ฉันมีความหวังในตัวของเขาอยู่เสมอหรือเปล่า?
  15. ฉันทนต่อทุกอย่างที่เขาทำได้หรือไม่?

หากคำตอบของคุณแสดงถึงการดึงดันที่จะทำตามใจของคุณโดยไม่แยแสพระวจนะของพระเจ้าแล้วล่ะก็… คนที่ควรจะถูกจัดการจะไม่ใช่ตัวของเขาคนนั้นหอรกครับ แต่คือตัวของคุณเองนั่นแหละ!

และใครจะเป็นผู้จัดการกับคุณ?

ใช่ครับ!   พระเจ้า จะทรงเป็นผู้กระทำ!

…ดังนั้น วันนี้แทนที่เราจะฆาตรกรรมผู้ใดหรือยืนดูเขาถูกฆาตรกรรมอยู่ตรงหน้า แล้วส่งหรีดไปให้เขา เราควรจะตุนดอกกุหลาบให้มาก แล้วใจกว้างในการส่งดอกกุหลาบแห่งมิตรภาพนั้นให้แก่คน ๆ นั้นเพื่อเขาจะมีกำลังใจที่จะปรับปรุงตัวเองและทำสิ่งดีให้เกิดขึ้นทั้งกับชีวิตของเขาและกับคุณจะดีกว่า!

จริงไหมครับ?

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • เนื่องจาก ค.จ. มีคนมามากขึ้น กรุณานำรถไปจอดที่ บ.ยอห์นสัน และ
  • อย่าคุยเล่นส่งเสียงดัง ตรงบริเวณอพาร์ตเม้นท์ ผู้เช่าร้องเรียนมาค่ะ
  • ช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดทั้งในห้องประชุม ห้องน้ำ และบริเวณโดยรอบ ค.จ.
  • รวมทั้งอดใจไว้คุยระหว่างรับประทานอาหาร อย่าคุยแข่งกับผู้นำนมัสการ หรืออาจารย์ที่กำลังเทศนาค่ะ
  • เราคงต้องระมัดระวัง ทำทุกอย่างไม่ให้กระทบกระเทือนผู้อื่น และถวายเกียรติแด่พระเจ้า

พระคัมภีร์นำชีวิต!

bibleผมชอบคำพูดของ Dr. Rick Warren ที่กล่าวว่า …

พระคัมภีร์ เป็นมาตรฐานที่ทรงสิทธิอำนาจสำหรับชีวิตของผม

เป็นเข็มทิศที่ผมพึ่งพิงได้สำหรับทิศทางชีวิตของผม

เป็นคำปรึกษาที่ผมรับฟังเพื่อตัดสินใจได้อย่างฉลาด

เป็นดัชนีชีวิตที่ผมใช้ประเมินทุก ๆ สิ่ง

…พระคัมภีร์ต้องเป็นถ้อยคำแรก และสุดท้ายในชีวิตของผมเสมอไป!”

(The Bible must become the authoritative standard for my life; the compass I rely on for a direction, the counsel I listen to for making wise decisions, and  the benchmark I use for evaluating everything. The Bible must always have the first and the last word in my life.!)

ใช่ครับ ทุกวันนี้ คนเราหัวปั่นไปหมดเพราะไม่รู้จะเชื่อใครหรือเชื่ออะไรกันแล้ว!

คนในสังคมต่างก็อ้างความถูกต้องหรือความชอบธรรม และยิ่งนานก็ยิ่งแตกต่างเป็นคนละฝ่ายกันมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างในด้านทางการตีความกฎหมายที่แต่ละฝ่ายต่างก็ตีความไม่เหมือนกัน (ทั้ง ๆ ที่ล้วนเป็นนักกฎหมายกันทั้งสิ้น!)

หรือความแตกต่างในทัศนะทางการเมือง ที่แตกต่างกันคนละขั้ว ทั้ง ๆ ที่ล้วนเป็นนักวิชาการทางการเมืองด้วยกันทั้งนั้น (บางทีอยู่ในคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน ยังมองต่างกันอย่างสุดขั้ว)

หรือความแตกต่างในมุมมองเรื่องเศรษฐกิจที่แต่ละค่าย แต่ละสำนักออกมาแสดงความคิดเห็นขัดกันอย่างคนละทิศละทาง ฝ่ายหนึ่งว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ลง อีกฝ่ายกลับบอกว่ากำลังดีขึ้น ฝ่ายหนึ่งว่า เศรษฐกิจเป็นรูปตัว “U” อีกฝ่ายว่าเป็นแบบตัว “V” อีกฝ่ายก็สำทับไปเลยว่า ต้องแบบตัว “W” อย่างแน่นอน!

หรือความแตกต่างในด้านการศึกษาที่นักการศึกษามีนานาทัศนคติที่แตกต่างกันจนระบบการศึกษาบ้านเราทุกวันนี้สับสน และถอยหลังเข้าคลองอย่างไม่น่าเชื่อ ทฤษฏีการเรียนการสอนมากมายในโรงเรียนล้วนล้มหลว เพราะนักเรียนต้องเรียนกวดวิชากันเป็นบ้าเป็นหลัง ตั้งแต่เด็กจนแก่!

ในเรื่องพฤติกรรมของเด็กนั้น ฝ่ายหนึ่งว่าต้องสร้างวินัยและลงวินัยนักเรียนด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยใช้ไม้เรียว เพื่อเด็กจะไม่เสียอย่างปัจจุบัน อีกฝ่ายก็บอกว่าไม่ได้ เพราะไปละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ของเด็กนักเรียน  เนื่องจากคนไม่ใช่วัวไม่ใช่ควายจะไปตีอย่างนั้นได้อย่างไร

ผลก็คือ เด็กไทยเวลานี้อยู่ในเกณฑ์ต่ำสุดหมด ทั้งด้าน I.Q, E.Q, M.Q  หรือ สารพัด Q ทั้งหลาย!

หรือแม้แต่ในเรื่องความแตกต่างในด้านสังคม ที่พวกหนึ่งก็เรียกร้องให้ยึดแนวทางสายอนุรักษ์นิยม  รณรงค์ให้รักนวลสงวนตัวของชายหญิง แต่อีกพวกก็เห็นว่าทั้งเชยและล้าสมัย โดยถือว่าเดี๋ยวนี้ต้องเสรีนิยมหรือหัวก้าวหน้า  หากครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งยังยึดวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม ก็อาจถูกอีกฝ่ายถากถางว่าเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีก็เป็นได้

นอกจากนี้ยังมีการเน้นเสรีภาพกันอย่างผิด  จนกระทั่งว่าเดี๋ยวนี้ ใครใคร่ปล่อยตัวจนตั้งท้องก็เป็นสิทธิ์ส่วนตัว คนอื่นอย่ามาวิพากษ์วิจารณ์  ทำได้อย่างมากก็เพียงแค่รณรงค์แจกอุปกรณ์ป้องกันให้ก็พอแล้ว!

จึงกล่าวได้ว่า…

สังคมไทยและสังคมโลกกำลังหลงทาง เพราะว่าทุกวันนี้ บาปได้ล่อลวงจนทำให้วัฒนธรรม ประเพณี เหตุผล และอารมณ์ ความรู้สึกของเราถูกบิดเบือนไป จนกลายเป็นช่องทางในการทำตามใจบาปของคนในสังคมจนเกือบหมดสิ้นแล้ว!

เราจึงต้องเรียกหาและยึดสิ่งที่สามารถจะเป็นมาตรฐานในการดำเนินชีวิตของเราได้  และในที่สุด เราก็พบว่า

พระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าที่พระองค์ทรงมอบให้แก่มวลมนุษยชาติ เปรียบประดุจ “คู่มือชีวิตมนุษย์” อันเป็นของขวัญแห่งความจริงที่ทรงสิทธิอำนาจและไม่แปรปรวนไปตามกระแสใด  ๆ ในโลกนี้

ดังนั้น เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตของคุณ  ขอให้คุณดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพราะหากกระทำดังนี้ ชีวิตของคุณก็จะดำเนินอยู่อย่างปลอดภัย  และมั่นคง ตามพระประ สงค์ของพระเจ้าเสมอไป…   ขอให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากพระคัมภีร์ เพราะ…

  • พระคัมภีร์จะก่อเกิดความเชื่อที่ถูกต้องและบริสุทธิ์ใสขึ้นในใจของคุณ!
  • พระคัมภีร์จะก่อเกิดปัญญาที่ให้สติและแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างเกิดผลให้แก่คุณ!
  • พระคัมภีร์จะก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และทัศนคติของคุณให้ไปในทางที่ดีขึ้น!
  • พระคัมภีร์จะเสริมสร้างอุปนิสัยใหม่ที่ดีงามตามพระลักษณะของพระเจ้าให้เกิดขึ้นในตัวของคุณ!
  • พระคัมภีร์จะก่อเกิดความชื่นชมยินดีให้แก่ชีวิตของคุณ แม้แต่ในยามที่คุณเผชิญกับภาวะทุกข์โศกเศร้าของชีวิต!
  • พระคัมภีร์จะนำคุณให้มีชัยชนะต่อความยากลำบากหรืออุปสรรคนานาประการในชีวิตของคุณ!
  • พระคัมภีร์จะช่วยคุณให้พิชิตการทดลองหรือการยั่วยวนใจในชีวิตที่คุณเผชิญอยู่ได้!
  • พระคัมภีร์จะช่วยคุณให้รู้จักปลดปล่อยพลังฤทธ์ของพระเจ้าออกมาผ่านการดำเนินชีวิตประจำวันของคุณ!
  • พระคัมภีร์จะช่วยคุณให้ก้าวเดินเข้าสู่ประสบการณ์กับพระคริสต์เป็นส่วนตัวและเป็นส่วนรวมเมื่อศึกษาร่วมกัน!
  • พระคัมภีร์จะนำการรักษามาสู่ความสัมพันธ์ที่แตกหักหรือความเจ็บปวดในชีวิตของคุณได้อย่างเหลือเชื่อ!
  • พระคัมภีร์จะให้ความหวังแก่คุณในการมุ่งหน้าสู่อนาคตอันเป็นนิรันดรของคุณ!
  • พระคัมภีร์จะบอกวิธีและขั้นตอนของการดำเนินชีวิตในความรักอย่างมีความสุขที่เป็นพรต่อตัวของคุณเองและคนรอบข้าง!
  • พระคัมภีร์จะช่วยคุณให้รู้จักวัตถุประสงค์ในการดำเนินชีวิตของคุณตามพระประสงค์ของพระเจ้าและช่วยคุณ ในการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในชีวิตของคุณได้อย่างถูกต้อง!  ฯลฯ

ดังนั้น พี่น้องที่รัก!  สมควรแล้วหรือยังที่คุณจะจัดเวลาและลงทุนชีวิตของคุณในการเริ่มต้นศึกษา, ใคร่ครวญ, ท่องจำ และนำพระคัมภีร์ไปประยุกต์ปฏิบัติใช้อย่างจริงจังในชีวิตของคุณ ทั้งเป็นส่วนตัวและร่วมกับผู้อื่น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป!

ดีไหมครับ?

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

พูดถึงกันดี ๆ จะดีกว่า!

“อย่าพูดถึงสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับผู้หนึ่งผู้ใด…

แต่จงพูดสิ่งดี ๆ ทั้งปวงที่คุณรู้เกี่ยวกับทุก ๆ คนออกไป

(Speak ill of no man, but speak all the good you know of every body.)

ผู้ที่กล่าวข้อความข้างต้นคือ เบนจามิน แฟรงคลิน! ซึ่งผมเห็นด้วยกับท่าน 100 % ครับ!

…หากเราไม่มีเรื่องดี ๆ เกี่ยวกับผู้หนึ่งผู้ใดก็อย่าไปพูดถึงเขาเลย  นอกจากว่าจำเป็นที่ต้องพูดถึง เพราะสถานการณ์บังคับให้ต้องพูด!

แต่กระนั้นก็ตามเราควรจะเลือกพูดถึงเฉพาะเท่าที่จำเป็น และให้น้อยที่สุด!

คนทุกคนแม้แต่คนที่ทำผิดพลาด ล้วนต้องการโอกาสที่จะแก้ตัวใหม่ทั้งสิ้น ดังนั้นเราควรจะให้โอกาสแก่เขา! การที่เราพูดเรื่องไม่ดีของเขาให้น้อยที่สุด (เท่าที่จำเป็น) หรือไม่พูดถึงเลย (หากว่าไม่จำเป็น) จะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่งได้ง่ายขึ้น!

เป็นการดีกว่า หากว่าคุณจะพูดถึงแต่สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับคนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่คุณบอกว่ารักเขา! อย่าให้ความหงุดหงิดของคุณหรือความน่าหงุดหงิดของเขาทำให้คุณพูดเลวร้ายเกี่ยวกับตัวของเขาออกมาอยู่เรื่อยไป เพราะเมื่อคุณหายหงุดหงิด คุณจะเสียใจมากกับการที่คุณทำร้ายคนที่คุณบอกว่ารัก!

และสิ่งที่คุณพูดไม่ค่อยน่าฟังเกี่ยวกับตัวของเขาอาจจะเข้าถึงหูของเขา แล้วสิ่งนั้นจะทำให้เขารู้สึกหงุด หงิด ผลที่ตามมาก็คือ เขาอาจจะพูดบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดเมื่อได้ยินเช่นกัน!

สุดท้ายคุณก็ทนไม่ได้คุณก็เลยพูดบางอย่างที่ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกหงุดหงิดเพิ่มขึ้นมาอีก และแล้ววัฎฎจักรอุบาทว์นี้ก็จะหมุนวนเป็นรอบที่ 2 อีกรอบ…

หากว่าคุณไม่รีบตัดวงจรอุบาทว์นี้ทิ้งให้เร็วที่สุด คุณจะต้องหงุดหงิด และขมขื่นไปกับมันอย่างยาวนาน  ผลก็คือ มันจะกัดกร่อนและบั่นทอนความสุขที่คุณพึงมี และมิตรภาพที่คุณเคยมีให้เสียไปอย่างน่าเสียดาย!

แต่ในทางตรงกันข้าม หากคุณเริ่มพูดดี ๆ เกี่ยวกบคนอื่น ๆ รวมทั้งคนที่คุณรู้สึกหงุดหงิดกับเขาในบางเรื่อง คุณจะกลายเป็นผู้ชนะที่ใสสะอาด!

เพราะว่าคุณจะไม่ต้องเผชิญกับวงจรอันเลวร้ายของคำพูดแย่ๆ ใด ๆ อีกต่อไป!

แต่คุณจะเริ่มได้ยินเสียงสะท้อนดี ๆ กลับคืนมาจากคนที่ได้ยินถ้อยคำดี ๆ ของคุณ  รวมทั้งจากคนที่คุณไม่ชอบเมื่อคำดี ๆ ของคุณเข้าไปถึงหูของเขา!

ด้วยเหตุนี้เอง แทนที่คุณจะต้องหงุดหงิดหรือขมขื่นกับวงจรชั่วร้ายของคำซุบซิบนินทาคำเสียดสี หรือคำวิพากวิจารณ์ ที่เกิดจากผู้อื่นหรือเกิดจากปากของคุณเอง

…คุณจะชื่นชมยินดีกับถ้อยคำชูใจที่หมุนวนกลับมาแทน!

“ถ้อยคำแช่มชื่นเหมือนรวงผึ้ง เป็นความหวานแก่วิญญาณจิตและเป็นอนามัยแก่ร่างกาย”

(Pleasant words are a honeycomb,sweet to the soul and healing to the bones.)

(สุภาษิต 16:24)

และคนที่พูดถ้อยคำที่ดีน่าฟังก็(เกี่ยวกับผู้อื่น) จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีกลับคืนสู่ตัวของเขาเอง

“จากผลแห่งถ้อยคำของตนคนก็อิ่มใจในความดี และผลงานแห่งมือของเขาก็กลับมาหาเขา”

(From the fruit of his lips a man is filled with good things

as surely as the work of his hands rewards him.)                  (สุภาษิต 12:14)

แต่การพูดถ้อยคำไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดไม่ดีเกี่ยวกับผู้อื่นอย่างไม่เหมาะสมไม่ว่าจะจริงใจขนาดไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ไม่เกิดผลดี!

การรู้จักยับยั้งปากไม่ให้พูดถ้อยคำเหล่านั้น จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตัวผู้พูดเอง!

“บุคคลที่ยับยั้งถ้อยคำของเขาเป็นคนมีความรู้

และบุคคลผู้มีจิตใจเยือกเย็นเป็นคนมีความเข้าใจ

(A man of knowledge uses words with restraint,

and a man of understanding is even-tempered.)      (สุภาษิต 17:27)

พระคัมภีร์เรียกคนที่รู้จักยับยั้งปากของตนว่า เป็นคนที่มีความรู้และมีความเข้าใจ!

วันนี้ ขอให้เราพูดกันดี ๆ หรือพูดถึงกันอย่างดี ๆ ดังที่คนซึ่งมีความรู้ความเข้าใจกระทำต่อกัน!

จะดีไหมครับ?

– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ –

คุณเคยขโมยโดยไม่เจตนาไหม?

จอห์น ดี รอกกี้เฟลเลอร์ มหาเศรษฐีใจบุญชื่อก้องโลก เคยกล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องการถวายสิบลดของเขาว่า…

ผมคงไม่มีทางสามารถถวายสิบลดจำนวน 1 ล้านเหรียญ(สหรัฐ)แรกได้ หากว่าผมไม่ยอมถวายสิบลดของเงินเดือนแรกของผมจำนวน 1.50 เหรียญ (สหรัฐ) ต่อสัปดาห์ก่อน!”

คริสเตียนเรา “ถวายสิบลด” หรือ “ถวายทศางค์” (สิบชักหนึ่ง) จากทรัพย์สิ่งของที่เรามีอยู่ถวายแด่พระเจ้า เพื่อเป็นการนมัสการและขอบคุณพระเจ้า ไม่ได้ถวายเพราะถูกบังคับฝืนใจ ของเราเองและก็ไม่ได้ถวายตามใจเช่นกัน!

การถวายสิบลดนี้ต้องกระทำด้วยความเต็มใจและวางใจพระเจ้าสำหรับสิ่งที่ถวายไปนั้น โดยมีความสำนึกในพระคุณของพระเจ้าเป็นหลัก และแสดงออกถึงการเชื่อฟังพระเจ้าอย่างเป็นรูปธรรมของเรา โดยไม่คำนึงว่าพระเจ้าจะนำไปใช้อย่างไรต่อไป เพราะนั่นเป็นสิทธิขาดของพระองค์!

แท้จริงแล้ว…ก่อนที่จะมีพระบัญญัติให้ถวายสิบลด คนของพระเจ้าได้ถวายสิบลดออกมาจากใจของเขาเอง โดยไม่มีข้อเรียกร้องใด ๆ อาทิ อับราฮัมถวายสิบลดที่ได้จากชัยชนะในสงครามแด่พระเจ้า (ปฐก.14:17-27;ฮบ.7:4-10)  และยาโคบ บนตัวไว้กับพระเจ้าว่าท่านจะถวายหนึ่งในสิบจากทรัพย์สมบัติของท่านถวายแด่พระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงนำท่านกลับมาอยู่บ้านเมืองเดิมอย่างปลอดภัย (ปฐก.28:20-22)

การถวายสิบลดทั้ง 2 กรณี นี่จึงเป็นเรื่องของการแสดงความขอบคุณที่พระเจ้าทรงนำและประทานสิ่งต่างๆ !

ต่อมาพระเจ้าทรงกำหนดให้อิสราเอลทุกคนต้องถวายหนึ่งในสิบของผลแรกจากไร่นาและฝูงสัตว์โดยให้ทำอย่างสัตย์ซื่อ โดยไม่ต้องคิดมาก  แต่หากว่าเขาอยากจะไถ่พืชผลหรือสัตว์เลี้ยง เขาก็ทำได้ตามราคาที่ปุโรหิตคำนวณไว้ และต้องเพิ่มจำนวนอีก 1 ใน 5 เป็นค่าปรับ  เพราะว่าเขาได้นำสิ่งที่มอบถวายแด่พระเจ้ากลับมาใช้เอง!

“”ทศางค์ทั้งสิ้นที่ได้จากแผ่นดินเป็นพืชที่ได้จากแผ่นดินก็ดี หรือผลจากต้นไม้ก็ดี

เป็นของพระเจ้าเป็นสิ่งบริสุทธิ์แด่พระเจ้า ถ้าคนใดประสงค์จะไถ่ทศางค์ส่วนใดของเขา

เขาต้องเพิ่มอีกหนึ่งในห้าของทศางค์นั้น และทศางค์ที่ได้มาจากฝูงวัว หรือฝูงแพะแกะ

คือสัตว์หนึ่งในสิบตัวที่ลอดใต้ไม้เท้าของผู้เลี้ยง เป็นสัตว์บริสุทธิ์แด่พระเจ้าอย่าให้คิดว่าดีหรือไม่ ดี

และอย่าให้เขาสับเปลี่ยน ถ้าเขาสับเปลี่ยนทั้งตัวที่นำมาเปลี่ยนกับตัวที่ถูกเปลี่ยนเป็นของบริสุทธิ์ไถ่ไม่ได้

(ลนต.27:30-33)

ทศางค์ที่ประชาชนนำไปถวายพระเจ้านี้ ประชาชน( 11 เผ่า) นำเอาไปให้เผ่าเลวี เปรียบเหมือนเป็นรายได้ของพวกเลวี เพราะว่า พวกเขาเป็นเผ่าที่ไม่มีที่ดินทำกินเหมือนเผ่าอื่น ๆ พวกเขาถูกเรียกออกมาให้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลา!   พวกเขาทำหน้าที่ด้านศาสนกิจต่างๆ และต้องเสี่ยงชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่พิธีกรรมต่าง ๆ เพราะหากว่าพวกเขาประพฤติปฏิบัติไม่สมควรต่อพระเจ้า พวกเขาจะต้องประสบหายนะ (ถึงแก่ความตาย)!

อย่างไรก็ตาม คนเลวีที่ได้รับทศางค์เป็นรายได้ก็ต้องถวายทศางค์อีกเช่นกัน ให้กับพวกปุโรหิตอีกต่อหนึ่ง

ประชาชนจะนำทศางค์นี้ไปถวายที่พลับพลา (หรือพระวิหาร ในสมัยต่อมาหรือคริสตจักรในนี้) และทุกคนในครอบครัวของประชาชนจะร่วมสามัคคีธรรมกินเลี้ยงกับพวกเลวีด้วย (ฉธบ.12:5-7,17-19)

แต่หากว่าบ้านของผู้ถวายทศางค์อยู่ไกลจากพลับพลาไม่สะดวกในการนำพืชผลหรือสัตว์มาถวายก็ให้ขายสิ่งเหล่านั้นในตำบลของตน แล้วนำเงินมาถวายที่พลับพลาแทน (ฉธบ.14:22-27)

ในสมัยของพระเยซูคริสต์ พระองค์ตรัสเตือนผู้ถวายทศางค์ให้กระทำด้วยความรัก ความเมตตา ยุติธรรม และด้วยความเชื่อ หากผู้ที่ถวายขาดท่าทีดังกล่าว แทนที่พระเจ้าจะทรงรับของถวายนั้น ตรงกันข้ามพระเจ้าอาจจะทรงลงโทษเขาแทนก็เป็นได้! (มธ.23:4,23;ลก.11:42,46;18:12)

ในปัจจุบันนี้ พวกคริสเตียนไม่ได้ถูกบังคับให้ถวายสิบลดเหมือนอย่างชาวยิว แต่เราถูกสอนให้ถวายอย่างสุดกำลังและสุดความสามารถด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ถวายด้วยความนึกเสียดาย หรือด้วยความฝืนใจ (2คร.8:3;9:7)  เราถูกสอนให้ตระหนักว่า สิบลดนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ของของเรา!

แท้จริงแล้วต้องพูดว่า ทั้งสิบส่วนหรือ 100 % ที่เราครอบครองอยู่นั้นล้วนเป็นของ ๆ พระเจ้าอย่างสิ้นเชิง  เราเป็นผู้อารักขาดูแลมีหน้าที่เบื้องต้นในการถวาย 10 ลด จากผลแรกของเราในทันทีด้วยความรัก และด้วยความเชื่อฟังพระองค์อย่างไม่มีข้อแม้ หรือเงื่อนไขใด ๆ !

ปัจจุบันในคริสตจักรจะมีคณะบุคคลที่ดูแลการใช้ทรัพย์(สิบลด)นั้นซึ่งอาจเรียกชื่อแตกต่างหลากหลาย อาทิ คณะธรรมกิจ, คณะมัคนายก, คณะผู้อภิบาล หรือคณะกรรมการคริสตจักร ฯลฯ  คนเหล่านั้นจะต้องรับผิดชอบทั้งต่อพระเจ้าและต่อคริสตจักรในการใช้สิบลดเหล่านั้น “ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” ไม่ใช่ “ตามใจของข้าพเจ้า!”

เราถูกสอนว่า การนำสิบลดไปใช้ตามใจของเราเองนั้น ไม่เรียกว่าการถวายสิบลด!

ดังนั้น เมื่อเราถวาย 10 ลด ขอให้เราถวายด้วยความเชื่อฟัง โดยไม่เจาะจงว่าคริสตจักรต้องนำไปใช้ทำอะไรตามที่เรากำหนด! และให้เราไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงใช้สิบลดเหล่านั้นอย่างเกิดผลผ่านคณะบุคคลที่คริสตจักรให้ความเชื่อถือดังกล่าว!

หากบุคคลใดถวาย 10 ลดแด่พระเจ้า โดยมีเงื่อนไข… ตามหลักคำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์ถือว่า บุคคลคนนั้นไม่ได้ถวาย 10 ลดให้กับพระเจ้า แต่เป็นการนำ 10 ลดของพระเจ้ามาใช้ตามใจตนเอง!

การกระทำเช่นนั้นจะไม่ก่อเกิดประโยชน์ หรือพระพรต่อผู้ถวายแต่ประการใด  เพราะว่า พระเจ้าทรงประสงค์ “ความเชื่อฟัง” มากยิ่งกว่า “เครื่องบูชา” (สิบลด) ที่ถวายโดยไม่เชื่อฟัง!  (1ซมอ.15:22-23)

ดังนั้น ขอให้วันนี้พวกเรามีท่าทีที่ถูกต้องในการถวายทศางค์คืนแด่พระเจ้า!

อนึ่ง สิ่งที่อนุโลมได้ก็คือ หลังจากที่เราแต่ละคนถวายสิบลดแด่พระเจ้าตามแนวทางของพระคริสตธรรมคัมภีร์โดยความสมัครใจด้วยใจชื่นชมในพระคุณของพระเจ้าแล้ว เราอาจจะถวายทรัพย์เพิ่มเติมโดยระบุวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับพระทัยของพระเจ้าก็ย่อมได้!

ด้วยเหตุนี้เอง ขอให้พวกเราแยกแยะให้ออกระหว่างการถวาย 10 ลด โดยไม่มีเงื่อนไขกับการถวายพิเศษโดยมีเงื่อนไข  เพื่อว่าเราทั้งหลายจะได้ไม่ทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์  แทนที่จะถวายสิบลดแด่พระเจ้า กลับกลายเป็นการขโมยหรือยักยอกสิบลดของพระเจ้าไปแทน! หากเรากระทำเช่นนั้น… เราย่อมรู้อยู่แก่ใจแล้วใช่ไหมครับว่า ผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการกระทำเช่นนั้นจะเป็นเช่นไร ?

บทส่งท้ายหากว่าเราที่เชื่อพระเจ้าทุกคนเชื่อฟังและรักพระเจ้า และเราสัตย์ซื่อในการถวาย 10 ลด โดยไม่นึกเสียดาย เราอาจจะมีประสบการณ์แห่งพระคุณที่เพิ่มพูนขึ้นอีกมากมายในชีวิตของเรา และเราจะสนุกชื่นชมกับการถวายสิบลดที่เพิ่มมากขึ้น จากการอวยพระพรของพระเจ้าอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้!

เพราะพระองค์สัญญาว่าผู้ใดที่สัตย์ซื่อต่อทรัพย์ที่พระองค์มอบหมายให้ดูแล พระองค์จะทรงเพิ่มเติมให้แก่เขามากยิ่งขึ้นอย่างล้นเหลือ (2คร.9:8-10)!

– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ –

เป้าหมายอันทรงคุณค่า!

เป้าหมายอันทรงคุณค่า!

“คุณประสบความสำเร็จในทันทีที่คุณเริ่มต้นมุ่งหน้าสู่เป้าหมายอันทรงคุณค่า!”

(You are successful the moment you start moving toward a worthwhile goal.)

-Charles Carlson-

ชีวิตคนเราจะจบลงอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเรามุ่งหน้าไปที่ไหน!

หากเรามุ่งหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไร้ค่า ชีวิตของเราจะสูงค่าได้อย่างไร?

หากเรามุ่งไปสู่จุดหมายที่ล้ำค่า ต่อให้ไปไม่ถึง ชีวิตของเราก็มีค่าแล้ว!

ชีวิตของคุณทุกวันนี้ล่ะ… มีเป้าหมายอยู่ที่ไหน?

ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนชั่วคราว หากคุณมีเป้าหมายอยู่ที่ของชั่วคราว  และทุ่มเททั้งหมดที่คุณมีเพื่อสิ่งนั้น คุณกำลังเอา “สิ่งที่มีค่า” ไปแลกกับ “สิ่งที่ไม่มีค่า” อย่างแท้จริง!

แต่ตรงกันข้าม หากว่าคุณยอมเอาทุกอย่างที่คุณมี (ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งชั่วคราว) มาเปลี่ยนกับ “ชีวิตนิรันดร์” ที่พระเจ้าประทานให้ คุณกำลังเอา “สิ่งที่ไม่มีค่า” มาแลกกับ “สิ่งที่ล้ำค่า” อย่างแท้จริง!

อะไรบ้างคือสิ่งที่ชั่วคราวในโลกซึ่งไร้ค่าในสวรรค์?

*   เงินทอง          *   สิ่งของ         *    ตำแหน่งยศศักดิ์       *   ที่ดิน อาคารสถานที่

*   แก้วแหวนเครื่องประดับ         *   รางวัล ปริญญาและประกาศนียบัตรต่าง ๆ  ฯลฯ

แล้วสิ่งใดล่ะ…คือสิ่งที่จะจากโลกนี้ไปและดำรงอยู่อย่างถาวรในสวรรค์ ?  คำตอบคือ…

“วิญญาณของมนุษย์!”

ดังนั้น หากคุณคิดจะลงทุนชีวิตของคุณกับสิ่งที่คู่ควร และคุ้มค่า คุณควรจะทุ่มเทกับวิญญาณจิตของมนุษย์!

โดยเริ่มต้นจากวิญญาณของตัวคุณเองก่อน!

อย่าให้คุณทำให้ชีวิตและวิญญาณของคุณต้องเสียไปเพราะมัวแต่ไปสาละวนอยู่กับการหาได้มา

หรือเก็บรักษาสิ่งของในโลกนี้!  พระเยซูคริสต์ตรัสเตือนสติไว้ว่า…

“เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร

เพราะว่าผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา?(มาระโก 8:36-37)

การที่คุณมีเป้าหมายที่จะไปสวรรค์เพื่ออยู่กับพระเจ้านิรันดร์ จึงเป็นเป้าหมายที่มีค่า และยิ่งหากว่าคุณมี

เป้าหมายที่จะพาคนที่คุณรักไปอยู่ในสวรรค์สถานด้วยกันกับคุณด้วยล่ะก็…คุณกำลังมีเป้าหมายที่ล้ำค่ามากยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก!

หากคุณบอกว่าคุณรักใครบางคน แต่คุณไม่เคยคิดใส่ใจในการจะพาเขาหรือเธอเข้าในแผ่นดินสวรรค์นิรันดร์อย่างจริงจัง คุณก็กำลังโกหก!

หากว่าคุณกำลังปล่อยหรือสละละ(ทิ้ง)คนที่คุณบอกว่ารัก เพียงเพื่อจะเอาตัวของคุณเองให้รอดหรือเพียงเพื่อจะได้ “ของ” อันชั่วคราวบางอย่าง คุณก็กำลังมุสาอยู่เช่นกัน!  เพราะหากว่าคุณรักใครสักคนหนึ่งจริง ๆ คุณจะยินดีสละทุกอย่างที่คุณมีเพื่อช่วยเขาให้รอดอย่างแน่นอน!

แล้ว…วันนี้

คุณได้ทำอะไรบ้างที่จะช่วยคนที่คุณรักให้ไปสู่จุดหมายปลายทางอันมีคุณค่าคู่ควรที่แสนสุขมั่นคงและปลอดภัยนิรันดร์ ดังที่กล่าวมาแล้ว!

ช่วยตอบที!

– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ –

ทุกปัญหามีทางออก?

ทุกปัญหามีทางออก?

เฮนรี่ หลุยส์ เมนเคน (Henry Louis Mencken) เคยกล่าวไว้เป็นข้อคิดว่า…

“For every problem, there is a solution that is simple, neat, and  wrong.”

“ในทุกๆ ปัญหามักจะมีทางออกหนึ่งที่ดูเรียบง่าย เรียบร้อย และผิด!”

ไม่มีผู้ใดในพวกเราที่สามารถจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้โดยปราศจากปัญหาได้!  เพียงแต่ว่าปัญหานั้นอาจจะเล็กหรือใหญ่  ง่ายหรือยาก สั้นหรือยาว ฯลฯ แตกต่างกันเท่านั้น !

ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่เรามองหรือจากวิธีที่เราใช้รับมือจัดการกับปัญหาเหล่านั้น!

บางคนมองปัญหา “ใหญ่ ๆ ” ให้ “เล็ก” เกินไป จนเกิดความประมาท หรือชะล่าใจ ผลก็คือต้องเจ็บปวด หรือย่อยยับ เพราะปัญหานั้น!

แต่บางคนกลับตรงกันข้าม เขามองปัญหา “เล็ก ๆ” ให้กลายเป็นเรื่อง “ใหญ่” เกินความเป็นจริง เป็นเหตุที่ทำให้ต้องมีความทุกข์ขมขื่นอย่างทรมานใจและกายอย่างไม่จำเป็น!

จริง ๆ แล้วในยามที่เราเผชิญกับปัญหา (Problem) แต่ละปัญหา  เรามักมีทางเลือกอยู่หลายทางตั้ง แต่ทางที่ง่ายที่สุดจนถึงทางที่ยากที่สุด แต่บางคนมักคิดสั้นหรือคิดตื้น คว้าเอาวิธีแก้ปัญหาหรือทาง ออกที่ดูเรียบง่ายที่สุด แบบสิบเบี้ยใกล้มือ แต่ผลที่ปรากฎออกมากลับกลายเป็นว่า เราเลือกทางออกที่ผิด!

เพราะนั่นเป็นทางออกจากประตูแล้วตกลงไปในเหวลึกแห่งความสิ้นหวัง!

ดร.จอห์น ซี แม็กซ์เวลล์ (John C. Maxwell) ได้แบ่งปันข้อคิดและหลักการที่ท่านได้รับจากปัญหาที่ท่านเผชิญมาตลอดชีวิตของท่าน โดยอธิบายว่าปัญหา (Problems) ต่าง ๆ มีประโยชน์ ดังนี้

Predictorsปัญหาช่วยให้เราคาดการณ์อนาคตได้

Reminders ปัญหาช่วยย้ำเตือนให้เรารู้ว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จได้โดยลำพัง

Opportunities –ปัญหาเป็นโอกาสที่ฉุดเราออกจากความจำเจและช่วยพัฒนาความคิดเชิงสร้างสรรค์

Blessingsปัญหาช่วยเปิดประตูที่ก่อนหน้านี้เราไม่อยากก้าวเข้าไป

Lessonsปัญหาเป็นบทเรียน เสมือนเป็นคำแนะนำสำหรับทุกการท้าทายใหม่ ๆ

Everywhereปัญหาที่มีอยู่ทุกหนแห่งช่วยบอกให้เรารู้ว่าไม่มีใครไม่ต้องพบความยุ่งยากลำบากใจ

Messagesปัญหาคือข่าวสารอันเป็นสัญญาณเตือนภัยก่อนไฟไหม้

Solvableปัญหาเตือนใจเราให้ระลึกไว้เสมอว่าในทุก ๆ กรณีมีทางแก้ไข

ดังนั้น หากเราคาดหวังว่าชีวิตของเราไม่น่าจะเจอปัญหาเรากำลังจะมีปัญหาตามมาในไม่ช้า !

หากว่าเราเครียดกับปัญหาที่เผชิญอยู่หรือยังไม่ได้เจอจนออกอาการเกินควร เรากำลังมีปัญหาที่ไม่จำเป็น!

และหากว่าเราประมาทในการจัดการกับปัญหาที่ประสบอยู่เราก็กำลังเสี่ยงเจ็บปวด และเสียหายอย่างน่าเป็นห่วง!

ขอให้เราตระหนักว่า “ทุกปัญหา” นั้นมีประโยชน์ต่อเราอย่างยิ่ง  หากว่าเรามีทัศนคติที่ถูกต้องและมีวิธีจัดการกับมันได้อย่างเหมาะสม!

ขอให้สำนึกไว้เสมอว่า “ปัญหา” มิได้มีไว้เพื่อให้เราหลบลี้หนีไปด้วยความกลัวหรือมองข้ามมันด้วยความประมาท

เพราะปัญหาคือ “ข้อบกพร่อง หรือ อุปสรรค ที่ต้องแก้ไขให้ลุล่วง!”

ดังนั้น จงก้าวออกไปจัดการแก้ไขปัญหาที่อยู่ข้างหน้าของคุณ โดยพึ่งอาศัยสติปัญญา และกำลังเรี่ยวแรงที่มาจากพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่เหนือปัญหาใด ๆ ในโลกนี้  และวางใจในพระองค์อย่างสิ้นเชิงจริง ๆ

แล้วคุณจะกินอิ่มนอนหลับสบาย และมีความสุขได้ในท่ามกลางปัญหาสารพัดที่รุมเร้าชีวิตของคุณ!

เพราะพระเจ้าจะทรงประทานทางออกที่ดีแก่คุณอยู่เสมอ!

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-