บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทเรียนที่ 10

คำเทศนาของสเทเฟน (2)

พระธรรม        กิจการ 7:30-60

อ้างอิง             อพย.3:1-6,7-10;11:10;12:41;14:21;15:25;17:5-6;19:17;25:8-9,40;32:1-23;33:1-5;38:21       

บทนำ              ในการรับใช้ เราอาจประสบอุปสรรค์  เราอาจพบการต่อต้าน เราอาจถูกปฏิเสธ หรือบางทีเราอาจต้องเสียชีวิต แต่การตายอย่างมีเกียรติที่พระเจ้าพอพระทัย ก็ยังดีกว่าการอยู่อย่างไร้เกียรติ ไร้คุณค่าอย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนา!

บทเรียน

7:30 “เมื่อเวลาผ่านไปได้สี่สิบปี ทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาปรากฏแก่โมเสสในเปลวไฟที่พุ่มไม้ในถิ่นทุรกันดารของภูเขาซีนาย” 

    (“Now when forty years had passed, an angel appeared to him in the wilderness of Mount Sinai, in a flame of fire in a bush.)

7:31 “เมื่อโมเสสเห็นก็อัศจรรย์ใจเพราะนิมิตนั้น เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าตรัสว่า” 

    (When Moses saw it, he was amazed at the sight, and as he drew near to look, there came the voice of the Lord: )

7:32 ‘เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า คือพระเจ้าของอับราฮัม ของอิสอัค และของยาโคบ’ โมเสสจึงกลัวจนตัวสั่นไม่กล้ามองดู” 

    (‘I am the God of your fathers, the God of Abraham and of Isaac and of Jacob.’ And Moses trembled and did not dare to look. )

7:33 “พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า ‘จงถอดรองเท้าออก เพราะที่ที่เจ้ายืนอยู่นี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์”

     (Then the Lord said to him, ‘Take off the sandals from your feet, for the place where you are standing is holy ground.) 

7:34 “อันที่จริงเราเห็นความทุกข์ของชนชาติของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว และเราได้ยินเสียงคร่ำครวญของเขาทั้งหลาย เราจึงลงมาเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด มาเถอะ เราจะใช้เจ้าไปยังประเทศอียิปต์’” 

     (I have surely seen the affliction of my people who are in Egypt, and have heard their groaning, and I have come down to deliver them. And now come, I will send you to Egypt.’)

7:35 “โมเสสคนนี้ที่เคยถูกพวกเขาปฏิเสธ โดยกล่าวว่า ‘ใครตั้งเจ้าให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาของเรา’ นั้นเอง โดยมือของทูตสวรรค์ผู้ซึ่งปรากฏแก่ท่านที่พุ่มไม้ พระเจ้าทรงใช้โมเสสคนนี้แหละ ไปเป็นผู้ครอบครองและผู้ช่วยกู้” 

     (“This Moses, whom they rejected, saying, ‘Who made you a ruler and a judge?’—this man God sent as both ruler and redeemer by the hand of the angel who appeared to him in the bush. )

7:36 “คนนี้แหละที่เป็นผู้นำพวกเขาออกมา และทำการอัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ ในแผ่นดินอียิปต์ ที่ทะเลแดง และในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี” 

     (This man led them out, performing wonders and signs in Egypt and at the Red Sea and in the wilderness for forty years. )

7:37 “โมเสสคนนี้แหละที่กล่าวกับชนชาติอิสราเอลว่า ‘พระเจ้าจะประทานผู้เผยพระวจนะผู้หนึ่งเกิดมาเพื่อท่านทั้งหลาย จากพี่น้องของพวกท่าน เหมือนอย่างข้าพเจ้า’”  

     (This is the Moses who said to the Israelites, ‘God will raise up for you a prophet like me from your brothers.’) 

7:38 “โมเสสคนนี้แหละที่อยู่ในชุมนุมชนในถิ่นทุรกันดาร อยู่กับทูตสวรรค์ผู้พูดกับท่านที่ภูเขาซีนาย และอยู่กับบรรพบุรุษของเรา ท่านได้รับพระดำรัสอันทรงชีวิตเพื่อส่งต่อมาให้เรา” 

      (This is the one who was in the congregation in the wilderness with the angel who spoke to him at Mount Sinai, and \ with our fathers. He received living oracles to give to us. )

7:39 “บรรพบุรุษของเราไม่ยอมฟังโมเสส แต่ผลักไสท่านออกไป และหันเหจิตใจกลับไปยังแผ่นดินอียิปต์” 

      (Our fathers refused to obey him, but thrust him aside, and in their hearts they turned to Egypt, )

7:40 “พวกเขากล่าวกับอาโรนว่า ‘ขอสร้างพระให้แก่เรา เป็นพระที่จะนำเราไป เพราะว่าโมเสสคนนี้ ที่เป็นคนนำเราออกจากประเทศอียิปต์นั้นเราไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรไป’”

      (saying to Aaron, ‘Make for us gods who will go before us. As for this Moses who led us out from the land of Egypt, we do not know what has become of him.’ )

7:41 “ในเวลานั้นพวกเขาทำรูปโคหนุ่ม และนำเครื่องสัตวบูชามาถวายแก่รูปนั้น และมีใจยินดีในสิ่งที่พวกเขาทำขึ้นด้วยมือ”

      (And they made a calf in those days, and offered a sacrifice to the idol and were rejoicing in the works of their hands.)

7:42 “ แต่พระเจ้าเบือนพระพักตร์และทรงปล่อยให้พวกเขานมัสการหมู่ดาวในท้องฟ้า ตามที่มีเขียนไว้ในหนังสือของบรรดาผู้เผยพระวจนะว่า ‘โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอล พวกเจ้าฆ่าสัตว์บูชาเรา ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปีหรือ?”

       (But God turned away and gave them over to worship the host of heaven, as it is written in the book of the prophets: “‘Did you bring to me slain beasts and sacrifices, during the forty years in the wilderness, O house of Israel?)

7:43  “พวกเจ้าขนเต็นท์ของพระโมเลค และนำดาวพระเรฟาน รูปพระต่างๆ ที่พวกเจ้าทำขึ้น เพื่อกราบนมัสการรูปนั้นต่างหากเราจะกวาดพวกเจ้าไปไกลจนพ้น เมืองบาบิโลน’

     (You took up the tent of Moloch and the star of your god Rephan, the images that you made to worship; and I will send you into exile beyond Babylon.’)

7:44  “บรรพบุรุษของเราเมื่ออยู่ในถิ่นทุรกันดารก็มีเต็นท์แห่งสักขีพยาน ตามที่พระองค์ทรงสั่งไว้เมื่อตรัสกับโมเสสว่าให้ทำเต็นท์ตามแบบที่ได้เห็น” 

      (Our fathers had the tent of witness in the wilderness, just as he who spoke to Moses directed him to make it, according to the pattern that he had seen. )

7:45 “บรรพบุรุษของเราเมื่อได้รับเต็นท์นั้นจึงขนตามโยชูวาไป หลังจากเข้ายึดแผ่นดินของบรรดาประชาชาติที่พระเจ้าทรงขับไล่ให้พ้นหน้าบรรพบุรุษของเราแล้ว เต็นท์นั้นก็ยังคงอยู่จนถึงสมัยของดาวิด” 

     (Our fathers in turn brought it in with Joshua when they dispossessed the nations that God drove out before our fathers. So it was until the days of David,)

7:46 “ดาวิดนั้นได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า และทรงขออนุญาตที่จะจัดเตรียมพระนิเวศสำหรับพระเจ้าของยาโคบ”

      (who found favor in the sight of God and asked to find a dwelling place for the God of Jacob.)

7:47 “แต่ซาโลมอนเป็นผู้ที่ได้สร้างพระนิเวศสำหรับพระเจ้า” 

     (But it was Solomon who built a house for him.48Yet the Most High does not dwell in houses made by hands, as the prophet says,)

7:48 “ถึงกระนั้นก็ดี องค์ผู้สูงสุดก็ไม่ได้ประทับในพระนิเวศที่มือมนุษย์ทำไว้ ตามที่ผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้ว่า”

     (“However, the Most High does not live in houses made by human hands. As the prophet says:)

7:49 ‘สวรรค์เป็นที่ประทับของเรา และแผ่นดินโลกเป็นที่รองเท้าของเรา พวกเจ้าจะสร้างนิเวศชนิดไหนสำหรับเรา องค์พระผู้เป็นเจ้า หมายถึงพระเจ้า ตรัสหรืออะไรจะเป็นที่พำนักของเรา?”

     (“‘Heaven is my throne, and the earth is my footstool. What kind of house will you build for me, says the Lord, or what is  the place of my rest?)

7:50 “สิ่งเหล่านี้มือของเราทำไว้ทั้งหมดไม่ใช่หรือ?’” 

     (Did not my hand make all these things?’)

7:51 “เจ้าพวกคนหัวแข็ง ใจดื้อดึง และหูตึง พวกท่านขัดขวางพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอ บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายทำอย่างไร พวกท่านก็ทำอย่างนั้น” 

      (“You stiff-necked people, uncircumcised in heart and ears, you always resist the Holy Spirit. As your fathers did, so do you. )

7:52 “มีใครบ้างในบรรดาผู้เผยพระวจนะที่บรรพบุรุษทั้งหลายของพวกท่านไม่ได้ข่มเหง? พวกเขาฆ่าคนทั้งหลายที่พยากรณ์ถึงการเสด็จมาของ ‘องค์ผู้ชอบธรรม’ และบัดนี้ท่านทั้งหลายก็ทรยศและฆ่าพระองค์” 

     (Which of the prophets did your fathers not persecute? And they killed those who announced beforehand the coming of the Righteous One, whom you have now betrayed and murdered, )

7:53 “คือพวกท่านที่ได้รับธรรมบัญญัติจากเหล่าทูตสวรรค์ แต่ไม่ได้ประพฤติตามธรรมบัญญัตินั้น”

     (you who received the law as delivered by angels and did not keep it.”)

7:54 “เมื่อพวกเขาได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกเดือดดาล และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่สเทเฟน” 

     (Now when they heard these things they were enraged, and they ground their teeth at him.)

7:55 “ส่วนสเทเฟนเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านเขม้นดูสวรรค์เห็นพระรัศมีของพระเจ้า และเห็นพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์” 

     (But he, full of the Holy Spirit, gazed into heaven and saw the glory of God, and Jesus standing at the right hand of God.) 

7:56 “แล้วท่านกล่าวว่า “นี่แน่ะ ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็นช่อง และเห็นบุตรมนุษย์ทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า” 

     (And he said, “Behold, I see the heavens opened, and the Son of Man standing at the right hand of God.”)

7:57 “แต่พวกเขาร้องเสียงดังและอุดหูวิ่งกรูกันเข้าไปหาสเทเฟน” 

     (But they cried out with a loud voice and stopped their ears and rushed together at him.) 

7:58 “แล้วขับไล่ท่านออกจากกรุงและเอาหินขว้าง และพวกสักขีพยานที่ปรักปรำสเทเฟน ก็ฝากเสื้อผ้าของตนวางไว้ที่เท้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซาโล” 

    (Then they cast him out of the city and stoned him. And the witnesses laid down their garments at the feet of a young man named Saul. )

7:59 “ขณะที่พวกเขาเอาหินขว้างสเทเฟนอยู่นั้น ท่านร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงรับจิตวิญญาณของข้าพระองค์ด้วย” 

     (And as they were stoning Stephen, he called out, “Lord Jesus, receive my spirit.” )

7:60 “แล้วสเทเฟนก็คุกเข่าลงร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดอย่าถือโทษพวกเขาเพราะบาปนี้” เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วก็สิ้นใจ”

     (And falling to his knees he cried out with a loud voice, “Lord, do not hold this sin against them.” And when he had said this, he fell asleep.)

ข้อมูลมีประโยชน์

7:30     “เวลาผ่านไปได้สี่สิบปี” (Now when forty years had passed)

          = รวมกับอีก 40 ปีในข้อ 23 เท่ากับ 80 ปี ใน อพย.7:7

              “ภูเขาซีนาย” (Mount Sinai) –ใน อพย.3:1 เรียกชื่อว่า “โฮเรบ”

 7:35     “โมเสสคนนี้เคยถูกพวกเขาปฏิเสธ” (This Moses, whom they rejected) –คนอิสราเอลปฏิเสธผู้มาปลดปล่อยพวกเขา เหมือนพวกยิวในเวลานี้ปฏิเสธเทเฟน ผู้มาประกาศและปฏิเสธพระเยซูคริสต์ผู้มาปลดปล่อยพวกเขา

“ทูตสวรรค์ผู้ซึ่งปรากฏแก่ท่านที่พุ่มไม้” (the angel who appeared to him in the bush) –อพย.3:2

7:37     “ผู้เผยพระวจนะ…. เหมือนอย่างข้าพเจ้า” (a prophet like me) -3:22-23;ฉธบ.18:15;34:10,12

7:38     “ทูตสวรรค์ผู้พูดกับท่าน” (the angel who spoke to him ) –ตามการตีความของพวกยิวในเวลานั้น บทบัญญัติมาถึงโมเสสโดยมีทูตสวรรค์เป็นตัวกลาง ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ โมเสสได้รับการเรียกครั้งแรก (อพย.3:2;7:53;กท.3:19;ฮบ.2:2)

         “ท่านได้รับพระดำรัสอันทรงชีวิตเพื่อส่งต่อมาให้เรา” ( He received living oracles to give to us)

         = โมเสสเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์บนภูเขาซีนาย

7:39     “บรรพบุรุษของเราไม่ยอมฟังโมเสส” (Our fathers refused to obey him,) = พวกเขาปฏิเสธผู้แทนของพระเจ้า และพระบัญชาของพระองค์อีกแล้ว

7:40     “ขอให้สร้างพระให้แก่เขา” (Make for us gods who will go before us)

           = ขอให้อาโรนช่วยสร้างเทพเจ้า (รูปเคารพ) ขึ้นมาให้พวกเขาในที่โมเสสกำลังรับพระบัญญัติของพระเจ้าอยู่บนภูเขาซีนาย พวกประชาชนก็ทำวัวทองคำขึ้นมา เท่ากับเป็นปฏิเสธพระเจ้าและตัวแทนของพระองค์ (อพย.32:1)

7:42     “แต่พระเจ้าเบือนพระพักตร์และทรงปล่อย” (But God turned away) –ปท. กับในโรม 1:24

            “นมัสการหมู่ดาวในท้องฟ้า” (to worship the host of heaven)  -ยรม.19:13

7:43     “เราจะกวาดพวกเจ้าไปไกลจนพ้นเมืองบาบิโลน” (I will send you into exile beyond Babylon)

          = สเทเฟน ยกเอาอาโมส 5:25-27 จากพระคัมภีร์ฉบับเซปทัวจิ้นมาใช้ โดยแทนที่ดามัสกัสด้วยบาบิโลน โดยมองว่า ในท้ายสุดพวกอิสราเอลต้องออกจากดินแดนแห่งพันธสัญญาไปเป็นเชลยอยู่ที่บาบิโลน (ทั้ง ๆ ที่อาโมสกำลังพูดถึงการเป็นเชลยครั้งแรก ของอาณาจักรเหนือโดยกองทัพของอัสซีเรียโดยพูดถึง “พระโมเลค…พระเรฟาน” –อมส.5:26;ลนต.18:21

7:44-50 = เนื่องด้วย สเทเฟนถูกกล่าวหาว่า พูดลบหลู่ สถานบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ (6:13) เขาจึงสรุปคำชี้แจงว่าด้วยเรื่องสถานนมัสการ โดยกล่าวว่า พระเยซูผู้เป็นขึ้นมาจากตาย ได้มาทดแทนพระวิหารแล้ว โดยทรงเป็นผู้กลาง ผู้แสดงการสถิตของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางประชากรของพระองค์ เพื่อไถ่และช่วยพวกเขาให้รอดพ้นโทษบาป และเป็น ทาง(สถานที่) ให้พวกเขาให้รอดพ้นโทษบาป และเป็นทาง (สถานที่) ให้พวกเขาและบรรดาประชาชาติ (มก.11:17) ไปถึงพระเจ้าได้ผ่านการอธิษฐานด้วยความศรัทธาในพระคริสต์ (6:13)

7:44     “เต็นท์แห่งสักขีพยาน” (the tent of witness ) –บางฉบับแปลว่า “พลับพลาแห่งพันธสัญญา” ที่สเทเฟนเรียกเช่นนั้นเพราะสิ่งสำคัญที่อยู่ในพลับพลา คือ หีบพันธสัญญา และแผ่นจารึกพันธสัญญา ทั้ง 2 แผ่นที่อยู่ภายในเต็นท์นั้น  (อพย.25:16,21)

7:49     “พวกเจ้าจะสร้างนิเวศชนิดไหนสำหรับเรา” (What kind of house will you build for me) = สเทเฟนกำลังเตือนสติชาวอิสราเอลว่า ทุกชีวิตล้วนเป็นวิหารที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่ในอาคารวัตถุ

7:51     “เจ้าพวกคนหัวแข็งไม่ดื้อดึงและหูตึง” ( You stiff-necked people, uncircumcised in heart and ears )  = บางฉบับแปลว่า “ท่านเหล่าประชากรผู้หัวแข็ง ผู้มีจิตใจและหูที่ไม่ได้เข้าสุหนัต”

            = พวกเขาเข้าสุหนัตแต่ทำตัวเหมือนชนชาติต่าง ๆ ที่ไม่เข้าสุหนัต จึงนับว่าเป็นพวกเขาสุหนัตอย่างไร้ประโยชน์ใด ๆ เพราะยังหัวแข็ง ดื้อดึงและหูตึงต่อพระเจ้า

7:52     “องค์ผู้ชอบธรรม” (the Righteous One  ) -3:14

7:53     “ธรรมบัญญัติจากเหล่าทูตสวรรค์” (the law as delivered by angels) -7:38

7:55     “เต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (full of the Holy Spirit ) -2:4;6:5

            “พระรัศมีของพระเจ้า” (the glory of God)  = พระเกียรติสิริของพระเจ้า –ลก.2:29

7:56     “บุตรมนุษย์” (   the Son of Man ) –มก.8:31

            “ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า” (standing at the right hand of God.) –สดด.110:1;มก.14:62;ลก.22:69;ฮบ.1:2-3

7:58     “ก็ฝากเสื้อผ้าของตนวางไว้ที่เท้าของ….เซาโล” (laid down their garments at the feet of a young man named Saul) = การเริ่มต้นแนะนำตัวละครหลักของพระธรรมกิจการ คือ ตัวเซาโล หรือเปาโลในเวลาต่อมา (บทที่ 13-28)

            -บางคนตีความว่า เซาโลเป็นผู้รับผิดชอบในการสังหารสเทเฟน

คำถามนำอภิปราย

  1. พระเจ้าทรงเรียกโมเสสเมื่อท่านอายุมากถึง 80 ปีแล้ว พระเจ้าทรงเรียกคุณเมื่อตอนอายุเท่าไร? อย่างไร?
  2. บางครั้งคุณอาจมีใจร้อนรนที่จะช่วยเหลือหรือรับใช้พี่น้องของคุณ คุณเคยประสบกับความผิดหวังหรือความเจ็บปวดจากเจตนาดีของคุณจน(แทบ) หมดใจบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  3. คุณเคยถูกปฏิเสธซ้ำซ้อนจากคนที่คุณพยายามช่วยเหลือพวกเขาบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณตอบสนองอย่างไร?
  4. ถ้าคุณเชื่ออย่างสุดใจว่า ร่างกายของคุณคือพระวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณคิดว่า คุณจะมีพฤติกรรมอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้บ้าง? แล้วจะมีอะไรดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แล้วจะส่งผลกระทบอะไร? อย่างไรบ้าง?
  5. คุณเคยถูกผู้อื่นโกรธจัดมากจนคิดเล่นงานคุณบ้างหรือไม่? เพราะเรื่องอะไร? แล้วลงเอยอย่างไร?
  6. คุณเคยโกรธผู้ใดมากจนตั้งหน้าตั้งตาเล่นงานเขาบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วผลที่ตามมาคืออะไร? ดีหรือไม่?
  7. คุณเคยเห็นนิมิตอะไรจากพระเจ้าบ้างหรือไม่? แล้วส่งผลอะไรต่อชีวิตของคุณหรือผู้อื่นบ้าง? อย่างไร?
  8. คุณเคยให้อภัยแก่คนที่ทำร้ายคุณอย่างเจ็บปวดมากหรือไม่? ทำอย่างไร? และทำไมจึงทำเช่นนั้นได้?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทเรียนที่ 8

คนที่ถูกเลือก

พระธรรม        กิจการ 6:1-15

อ้างอิง            กจ.1:14-16,24;2:41;4:35;7:55-60;8:5-40;9:17,29,39-41;11:19,26;15:1;19:6;21:8,21:22:20; 26:3;27:18;28:8,17;1ทธ.4:14;5:3;ฮบ.4:12;ลก.1:15;อพย.18:21;นหม.13:13;มธ.26:59-61;27:32

บทนำ             ปัญหามีอยู่ทุกที่ เราไม่อาจหนีปัญหาให้พ้นได้ทุกเรื่อง เพราะแม้แต่ในคริสตจักรของพระเจ้าก็ยังมีปัญหาเลย แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปัญหา แต่อยู่ที่วิถีในการแก้ปัญหาของเราต่างหาก!

บทเรียน

6:1 “ในเวลานั้นเมื่อพวกสาวกกำลังเพิ่มจำนวนขึ้น พวกยิวที่พูดกรีกพากันบ่นติเตียนพวกยิวที่พูดฮีบรู เพราะบรรดาแม่ม่ายของพวกเขาถูกทอดทิ้งไม่ได้รับแจกอาหารประจำวัน” 

    (Now in these days when the disciples were increasing in number, a complaint by the Hellenists arose against the Hebrews because their widows were being neglected in the daily distribution.) 

6:2 “อัครทูตทั้งสิบสองคนจึงเรียกพวกสาวกมาประชุมกัน แล้วกล่าวว่า “การที่เราจะละเลยพระวจนะของพระเจ้า มัวไปแจกอาหารก็ไม่สมควร”

   (And the twelve summoned the full number of the disciples and said, “It is not right that we should give up preaching the word of God to serve tables.)

6:3 “เพราะฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย จงเลือกเจ็ดคนในพวกท่านที่มีชื่อเสียงดี เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา เราจะตั้งให้พวกเขาดูแลงานนี้” 

   (Therefore, brothers, pick out from among you seven men of good repute, full of the Spirit and of wisdom, whom we will appoint to this duty.) 

6:4 “ส่วนเราจะอุทิศตัวในการอธิษฐานและในพันธกิจด้านพระวจนะ”

   (But we will devote ourselves to prayer and to the ministry of the word.”)

6:5 “คนทั้งหลายก็เห็นชอบกับสิ่งที่กล่าวนี้ จึงเลือกสเทเฟนผู้เต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์ กับฟีลิป โปรโครัสนิคาโนร์ ทิโมน ปารเมนัส และนิโคเลาส์ชาวเมืองอันทิโอกซึ่งเป็นคนเข้าจารีตในศาสนายิว” 

   (And what they said pleased the whole gathering, and they chose Stephen, a man full of faith and of the Holy Spirit, and Philip, and Prochorus, and Nicanor, and Timon, and Parmenas, and Nicolaus, a proselyte of Antioch.)

6:6 “คนทั้งเจ็ดนี้ พวกเขาให้มายืนต่อหน้าพวกอัครทูต แล้วอัครทูตก็อธิษฐานและวางมือบนตัวเขาทั้งหลาย”

   (These they set before the apostles, and they prayed and laid their hands on them.)

6:7 “การประกาศพระวจนะของพระเจ้าก็เจริญขึ้น และจำนวนสาวกก็เพิ่มขึ้นอย่างมากในกรุงเยรูซาเล็ม และพวกปุโรหิตจำนวนมากก็มาเชื่อถือ”

   (And the word of God continued to increase, and the number of the disciples multiplied greatly in Jerusalem, and a great many of the priests became obedient to the faith.)

6:8 “สเทเฟนซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยพระคุณและฤทธานุภาพก็ทำการมหัศจรรย์และหมายสำคัญใหญ่ท่ามกลางประชาชน” 

   (And Stephen, full of grace and power, was doing great wonders and signs among the people.) 

6:9 “แต่มีบางคนจากธรรมศาลาที่เรียกว่าธรรมศาลาของทาสอิสระ ชาวไซรีน ชาวอเล็กซานเดรียและบางคนจากซิลีเซียและเอเชียลุกขึ้นมาโต้แย้งกับสเทเฟน” 

    (Then some of those who belonged to the synagogue of the Freedmen (as it was called), and of the Cyrenians, and of the Alexandrians, and of those from Cilicia and Asia, rose up and disputed with Stephen.)

6:10 “คนเหล่านั้นไม่สามารถต่อสู้ถ้อยคำที่ท่านกล่าวโดยสติปัญญาและพระวิญญาณบริสุทธิ์” 

    (But they could not withstand the wisdom and the Spirit with which he was speaking.)

6:11 “จึงแอบสร้างพยานเท็จกล่าวว่า “เราได้ยินคนนี้พูดหมิ่นประมาทโมเสสและพระเจ้า” 

    (Then they secretly instigated men who said, “We have heard him speak blasphemous words against Moses and God.”) 

6:12 “เขาทั้งหลายยุยงประชาชนและพวกผู้ใหญ่กับพวกธรรมาจารย์ให้เกิดความวุ่นวาย แล้วเข้ามาจับสเทเฟนนำไปยังสภายิว” 

    (And they stirred up the people and the elders and the scribes, and they came upon him and seized him and brought him before the council,) 

6:13 “ให้พวกสักขีพยานเท็จมาให้การว่า “คนนี้พูดหมิ่นประมาทสถานบริสุทธิ์และธรรมบัญญัติไม่หยุดเลย” 

    (and they set up false witnesses who said, “This man never ceases to speak words against this holy place and the law) 

6:14 “เพราะเราได้ยินเขาว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธจะทำลายสถานที่นี้ และจะเปลี่ยนธรรมเนียมที่โมเสสให้ไว้แก่เรา” 

    (for we have heard him say that this Jesus of Nazareth will destroy this place and will change the customs that Moses delivered to us.”) 

6:15 “พวกสมาชิกสภาต่างจ้องดูสเทเฟน เห็นหน้าของท่านเหมือนหน้าทูตสวรรค์”

     (And gazing at him, all who sat in the council saw that his face was like the face of an angel.)

 ข้อมูลมีประโยชน์

6:1    “พวกสาวกเพิ่มจำนวนขึ้น” (the disciples were increasing in number)

       = เวลาผ่านมาพอสมควรจากบทที่ 5  แต่คริสตจักรก็ยังคงเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง (5:14)

“บ่นติเตียน” (complaint) = เมื่อคริสตจักรเติบโตขึ้นก็เกิดปัญหาตามมา ทั้งจากภายใน (6:1-7) และจาก

ภายนอก(6:8-7:60)

-ในพัฒนาตอนนี้คริสตจักรประกอบด้วยพวกชาวยิว 2 ประเภท

1) ยิวที่ถือธรรมเนียมกรีก มีสัณชาติกรีก เกิดในดินแดนอื่น นอกปาเลศไตน์ พูดภาษากรีก มีวิถีชีวิตมุมมองและทัศนคติแบบกรีกมากกว่าแบบยิว

2) ยิวที่ถือธรรมเนียมยิว พูดทั้งภาษา อารเมค และหรือภาษาฮีบรู ของยิวในปาเลศไตน์ และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของชาวยิว

“ไม่ได้รับแจกอาหารประจำวัน” (were being neglected in the daily distribution) = คริสตจักรในยุคต้นต้องรับผิดชอบดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหารของแม่ม่ายที่ไม่มีใครดูแลเอาใจใส่ (ปท.4:35;11:28-29;1ทธ.5:3-16)

6:2    “อัครทูตทั้งสิบสองคน” (the twelve) = ในช่วงเวลานี้ พวกอัครทูตเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบชีวิตของคริสตจักร ทั้งในด้านพันธกิจการประกาศพระวจนะของพระเจ้าและการทำพันธกิจการดูแลคนจน

“มัวไปแจกอาหารก็ไม่สมควร” (to serve tables)  = แท้จริงคริสตจักรยุคแรกต้องดูแลเอาใจใส่พันธกิจทุกด้าน ทั้งด้านฝ่ายจิตวิญญาณ (พระวจนะของพระเจ้า  ด้านอธิษฐาน (ข.4) และปากท้องหรือฝ่ายวัตถุต่าง ๆ

 6:3    “จงเลือกเจ็ดคน” (among you seven)  = คริสตจักร “เลือก” คนทั้งหมดนี้ขึ้นมา (ข.5) และอัครทูต

         “สถาปนา” พวกเขาให้ทำหน้าที่ (ข.6)

 6:5    “จึงเลือกสเทเฟน…นิโคเลาส์ ชาวเมืองอันทิโอก” (and they chose Stephen,…. Nicolaus, a proselyte of Antioch.) = การที่คนทั้ง 7 คนมีชื่อเป็นภาษากรีก นับว่า มีนัยสำคัญเพราะเป็นกลุ่มที่มีปัญหาที่เกิดข้อร้องเรียนขึ้นมา จึงนับเป็นสิ่งสวยงามที่คริสตจักรในยุคแรกนั้นใช้วิธีแก้ปัญหาที่แสดงถึงความใส่ใจอย่างเท่าเทียม-ใน 7 คนนี้มีแต่สเทเฟนกับนิโคเลาส์(หรือนิโคลัส) ได้รับการกล่าวถึงมากยิ่งขึ้น

1) สเทเฟน -6:8-7:60

2) ฟิลิป –8:8-40;21:8-9

“ชาวเมืองอันทิโอกซึ่งเป็นคนเข้าจารีตในศาสนายิว” ( a proselyte of Antioch) = เป็นนัยสำคัญที่ผู้เข้าจารีตยิวถูกนับรวมเข้าไปในกลุ่มนี้ด้วย ลูการะบุว่า บ้านเกิดของเขาอยู่ที่อันทิโอก ซึ่งเป็นเมืองที่ในไม่ช้าจะได้รับข่าวประเสริฐ และกลายเป็นสำนักงานใหญ่สำหรับพันธกิจส่งมิชชันนารีไปประกาศกับคนต่างชาติ

6:6       “อธิษฐานและวางมือบนตัวเขาทั้งหลาย” (prayed and laid their hands on them) = ในพระคัมภีร์เดิมนั้น การวางมือมีจุดประสงค์หลายประการ

  1. เพื่ออวยพร –ปฐก.48:13-20
  2. เพื่อส่งผ่านความผิดบาปจากคนบาปไปยังเครื่องบูชา –ลนต.1:4
  3. เพื่อมอบหมายความรับผิดชอบใหม่ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง –กดว.27:23

ส่วนในพระคัมภีร์ใหม่นั้น การวางมือใช้ในกรณี

  1. เพื่อรักษาโรค – กจ.28:8;มก.1:41
  2. เพื่ออวยพร -มก.10:16
  3. เพื่อสถาปนาหรือแต่งตั้งให้ทำงาน – กจ.6:6;13:3;1ทธ.5:22
  4. เพื่อมอบของประทานฝ่ายวิญญาณ –กจ.8:17;19:6;1ทธ.4:;2ทธ.1:6

-ทั้ง  7 คนนี้ ถูกแต่งตั้งให้รับผิดชอบงานที่อัครทูตมอบหมายให้ทำในภาษากรีก คำ ๆ นี้ใช้อธิบายความรับผิดชอบของพวกเขา หมายถึง “รับใช้ที่โต๊ะอาหาร” เป็นคำกริยาของคำนามที่แปลว่า “มัคนายก” หรือ “ผู้ปรนนิบัติ, ผู้รับใช้” ต่อมาถูกเรียกว่า “คณะเจ็ดคน”  -21:8

มีประเด็นถกเถียงกันว่า กลุ่มคนทั้ง 7 คนนี้เป็นมัคนายกกลุ่มแรกหรือว่าจะมีมัคนายกมาแทนที่กลุ่มนี้ในภายหลัง (1ทธ.3:8)

6:7    “การประกาศพระวจนะของพระเจ้าก็เจริญขึ้น” ( the word of God continued to increase)

= มีการรายงานความก้าวหน้าของคริสตจักรเป็นระยะ ๆ ในพระธรรมกิจการ เช่น 1:15;2:41;4:4;5:14;6:7;9:31; 12:24;16:5;19:20;28:3

“พวกปุโรหิตจำนวนมากก็มาเชื่อถือ” (the priests became obedient to the faith.) = เมื่อเดิมนั้นเหล่าปุโรหิตจะต้องรับใช้ทั้งชีวิตและผูกพันกับการถวายเครื่องบูชาตามพันธสัญญาเดิมที่กำหนดไว้ แต่ในตอนนี้ พวกเขาก็ยอมรับคำเทศนาของอัครทูตที่ประกาศว่า เครื่องบูชาแบบใหม่ได้ทำให้เครื่องบูชาแบบเก่าหมดความจำเป็น –ฮบ.8:3;10:1-4,11-14

“มาเชื่อถือ” (the faith) = มารับเชื่อ แปลตามตัวว่า “มาเชื่อฟังความเชื่อ”

= เป็นการตอบสนองตามคำบัญชาของข่าวประเสริฐ โดยความเชื่อนี้เองก็คือการเชื่อฟังพระเจ้า และเป็นความเชื่อที่ส่งผลเป็นความเชื่อฟังด้วย – รม.1:5;อฟ.2:8-10;ยก.2:14-26

6:8   “ทำการมหัศจรรย์และหมายสำคัญใหญ่” (doing great wonders and signs) = ที่ผ่านมา มีแค่อัครทูตเท่านั้นทำการอัศจรรย์ (2:43;3:4-8;5:12)

       -แต่หลังจากอัครทูตวางมือให้กับคนเจ็ดคนนี้ พระธรรมกิจการบันทึกว่า สเทเฟนก็ทำการอัศจรรย์เป็นหมายสำคัญด้วย (ซึ่งต่อมาใน กจ.8:6 ฟิลิปก็ทำด้วยเช่นกัน)

6:9    “ทาสอิสระ” ( the Freedmen) = ทาสที่ได้รับอิสรภาพ มาจากดินแดนกรีกหลายแห่ง

        “ไซรีน” ( the Cyrenians) = เมืองสำคัญในลิเบีย และในอัฟริกาเหนือ (2:10;มก.15:21) อยู่ครึ่งทางระหว่าง อเล็กซานเดรียกับคาร์เธจ มีประชากรส่วนหนึ่งเป็นชาวยิว –11:19-21

“อเล็กซานเดรีย” (the Alexandrians) = เมืองหลวงของอียิปต์และใหญ่รองจากกรุงโรม ในจักรพรรดิโรมันเท่านั้น และสองในห้าแขวงของอเล็กซานเดรียเป็นแขวงของชาวยิว

“ซิลีเซีย” (Cilicia) = แคว้นของโรมันทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชียน้อย ติดกับซีเรีย

-เมืองทาร์ซัสบ้านเกิดของ อ.เปาโล ก็เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของแคว้นนี้

“เอเชีย” ( Asia) = แคว้นหนึ่งของโรมันในส่วนตะวันตกของเอเซียน้อย มีเมืองหลวงคือ เอเฟซัส ซึ่งในเวลาต่อมา อ.เปาโล ไปทำพันธกิจที่นั่นระยะหนึ่ง

“ลุกขึ้นมาโต้เถียงกับสเทเฟน” ( rose up and disputed with Stephen) = เปาโลมาจากเมืองทาร์ซัสอาจมาร่วมในธรรมศาลาแห่งนี้ด้วย และท่านอาจเป็นหนึ่งในพวกที่โต้แย้งกับสเทเฟน และในขณะที่สเทเฟนถูกหินขว้างตาย เปาโลก็อยู่ที่นั่นด้วย (7:58)

6:11   “คนนี้พูดหมิ่นประมาทโมเสสและพระเจ้า” (him speak blasphemous words against Moses and God.) = คงเนื่องมาจากการที่สเทเฟนประกาศว่า การนมัสการพระเจ้าไม่ถูกจำกัดให้อยู่ในพระวิหารอีก

(7:48-49) พวกปรปักษ์ของเขาจึงบิดเบือนคำพูดเหล่านั้นและกล่าวหาว่า สเทเฟนโจมตีพระวิหารบทบัญญัติ โมเสสและพระเจ้า

6:12     “พวกผู้ใหญ่กับพวกธรรมาจารย์” (the elders and the scribes) –มธ.2:4;15:2;ลก.5:17

            “สภายิว” (the council)  = สภาแซนเฮดริน – มก.15:55

6:13     “คนนี้พูดหมิ่นประมาทสถานบริสุทธิ์และธรรมบัญญัติไม่หยุดเลย” (This man never ceases to speak words against this holy place and the law) = เป็นคำกล่าวหาหรือข้อหาที่คล้ายคลึงกับที่พวกเขาป้ายสีให้กับพระเยซูคริสต์ (มธ.26:61)

-สเทเฟนอาจกล่าวถึงคำตรัสของพระเยซูที่บันทึกใน ยอห์น2:19 และคนฟังอาจเข้าใจผิดหรือตั้งใจตีความผิด (ข.14) เช่นเดียวกับที่พวกเขาไต่สวนพระเยซู

“สถานบริสุทธ์” ( this holy place) ในที่นี้หมายถึง พระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม

คำถามนำอภิปราย

  1. คริสตจักรของคุณกำลังเจริญเติบโตและมีสมาชิกเพิ่มจำนวนขึ้นหรือไม่? อย่างไร? ทำไม?
  2. คริสตจักรของคุณมีปัญหาในเรื่องใดบ้างในเวลานี้? อะไรคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในความคิดของคุณ? เกิดจากใครหรืออะไร?  และคริสตจักรของคุณแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ถูกต้องหรือแก้ไขได้ดีหรือไม่? อย่างไร?
  3. หากคริสตจักรของคุณมีปัญหา (ดังที่กล่าวในข้อ 2) คุณจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นหรือไม่? อย่างไร?
  4. ในคริสตจักรของคุณมีบุคคลที่มีคุณลักษณะเหล่านี้อย่างชัดเจนหรือไม่ คือ มีชื่อเสียงดี เต็มเปี่ยมด้วย     พระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีสติปัญญา? คุณเอ่ยชื่อพวกเขาได้หรือไม่?  พวกเขามีส่วนช่วยอะไรในคริสตจักรหรือไม่?  อย่างไร?
  5. คุณเคยได้รับการยืนยันในเรื่องของประทานของคุณหรือเคยได้รับการวางมือจากคริสตจักรหรือไม่? ในเรื่องอะไร? แล้วเกิดผลอะไรตามมา?
  6. ใครเป็นผู้รับใช้ที่คุณชื่นชมมากที่สุดในคริสตจักรของคุณ? ในเรื่องอะไร? ทำไม?
  7. คุณเคยเห็นหมายสำคัญของพระเจ้าเป็นพิเศษเรื่องอะไรในชีวิตของคุณบ้าง? ส่งผลอะไรต่อตัวคุณ คนอื่น และคริสตจักรของคุณบ้าง? อย่างไร?
  8. คุณเคยถูกกล่าวหาหรือถูกเล่นงานเป็นความเท็จบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณผ่านพ้นมาได้อย่างไร?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์- twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทที่ 6

อย่าลองดีกับพระวิญญาณบริสุทธิ์

พระธรรม        กิจการ 5:1-16

อ้างอิง             ยชว.7:11;ยน.4:48;10:23;กจ.2:43;4:32-37;5:3,5-6,10;19:12,17;มธ.4:10;8:16;ยน.13:2,27;ฉธบ.23:22;ลนต.6:2;สดด.5:6

บทนำ

พระเจ้าทรงรังเกียจความหน้าซื่อใจคด ความไม่จริงใจ และการหลอกลวงทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกระทำออกมาภายใต้หน้ากากแห่งความเป็นคนดีมีน้ำใจ เราต้องเตือนตัวเองว่า เราจะหลอกลวงมนุษย์คนใดก็ได้โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังถูกเราหลอก แต่คำเตือนคือ เราไม่มีทางหลอกลวงหรือปิดบังพระเจ้าได้ ดังนั้น จงเลิกหลอกตัวเองและผู้อื่น!

บทเรียน

5:1 “แต่มีชายคนหนึ่งชื่ออานาเนียกับภรรยาชื่อสัปฟีราขายที่ดินของตน”

      (But a man named Ananias, with his wife Sapphira, sold a piece of property, )

5:2 “แล้วเก็บเงินค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้ ภรรยาของเขาก็รู้ด้วย อีกส่วนหนึ่งนั้นเขานำมาวางไว้ที่เท้าของพวกอัครทูต” 

       (and with his wife’s knowledge he kept back for himself some of the proceeds and brought only a part of it and  laid it at the apostles’ feet.) 

5:3 “เปโตรจึงถามว่า “อานาเนีย ทำไมซาตาน จึงควบคุมใจของเจ้าให้โกหกต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทำให้เจ้าเก็บค่าที่ดินส่วน หนึ่งไว้?” 

       (But Peter said, “Ananias, why has Satan filled your heart to lie to the Holy Spirit and to keep back for yourself  part of the proceeds of the land?) 

5:4 “เมื่อที่ดินยังอยู่ก็เป็นของเจ้าไม่ใช่หรือ? เมื่อขายแล้วเงินก็ยังอยู่ในสิทธิอำนาจของเจ้าไม่ใช่หรือ? มีอะไรทำให้ใจของเจ้าคิดทำ อย่างนี้? เจ้าไม่ได้โกหกมนุษย์แต่โกหกพระเจ้า” 

      (While it remained unsold, did it not remain your own? And after it was sold, was it not at your disposal? Why is it that you have contrived this deed in your heart? You have not lied to man but to God.)

5:5 “เมื่ออานาเนียได้ยินคำเหล่านั้นก็ล้มลงและสิ้นใจ ทุกคนที่รู้เรื่องก็เกิดความเกรงกลัวอย่างยิ่ง” 

      (When Ananias heard these words, he fell down and breathed his last. And great fear came upon all who heard of it. )

5:6 “พวกคนหนุ่มก็มาห่อศพเขาแล้วหามไปฝัง”

      (The young men rose and wrapped him up and carried him out and buried him.)

5:7 “หลังจากนั้นประมาณสามชั่วโมง ภรรยาของเขาซึ่งยังไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เข้าไป”

      (After an interval of about three hours his wife came in, not knowing what had happened.) 

5:8 “เปโตรถามนางว่า “เจ้าขายที่ดินได้ราคาเท่านั้นหรือ จงบอกข้าเถิด?” นางจึงตอบว่า “ได้เท่านั้นค่ะ” 

      (And Peter said to her, “Tell me whether you sold the land for so much.” And she said, “Yes, for so much.)

5:9 “เปโตรจึงถามนางว่า “ทำไมเจ้าสองคนถึงพร้อมใจกันทดลองพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า? นี่แน่ะ เท้าของพวกคนที่ฝังศพสามีเจ้าอยู่ที่ประตู และพวกเขาจะหามศพของเจ้าออกไปด้วย” 

      (But Peter said to her, “How is it that you have agreed together to test the Spirit of the Lord? Behold, the feet of  those who have buried your husband are at the door, and they will carry you out.)

5:10 “ทันใดนั้นนางก็ล้มลงสิ้นใจแทบเท้าของเปโตร เมื่อพวกคนหนุ่มเข้ามาพบว่านางตายแล้ว ก็หามศพออกไปฝังไว้ข้างสามีของนาง”

        (Immediately she fell down at his feet and breathed her last. When the young men came in they found her dead, and they carried her out and buried her beside her husband.) 

5:11 “ทั่วคริสตจักรและทุกคนที่ได้ยินเหตุการณ์นั้นก็เกิดความเกรงกลัวอย่างยิ่ง”

        (And great fear came upon the whole church and upon all who heard of these things.)

5:12 “มีหมายสำคัญและการอัศจรรย์หลายอย่างที่พระเจ้าทรงทำด้วยมือของบรรดาอัครทูตท่ามกลางประชาชน และพวกเขารวมกัน อยู่ที่เฉลียงของซาโลมอน” 

       (Now many signs and wonders were regularly done among the people by the hands of the apostles. And they were all together in Solomon’s Portico.) 

5:13 “ส่วนคนอื่นๆ ไม่กล้าเข้ามาร่วมกับพวกเขา แต่ประชาชนเคารพพวกเขามาก” 

        (None of the rest dared join them, but the people held them in high esteem)

5:14 “และชายหญิงจำนวนมากก็เชื่อถือและเข้ามาเป็นสาวกของพระเจ้ามากกว่าก่อน” 

        (And more than ever believers were added to the Lord, multitudes of both men and women) 

5:15 “จนเขาทั้งหลายต่างหามคนเจ็บป่วยออกไปที่ถนนโดยวางบนที่นอนและแคร่ เพื่อว่าเมื่อเปโตรเดินผ่านไป อย่างน้อยเงาของท่านจะได้ถูกพวกเขาบางคน” 

       (so that they even carried out the sick into the streets and laid them on cots and mats, that as Peter came by at  least his shadow might fall on some of them.) 

5:16 “ประชาชนจากเมืองที่อยู่รอบกรุงเยรูซาเล็มมารวมกัน และพาบรรดาคนป่วยและคนมีผีโสโครกเบียดเบียนมา และทุกคนก็หาย”

       (The people also gathered from the towns around Jerusalem, bringing the sick and those afflicted with unclean  spirits, and they were all healed.)

ข้อมูลมีประโยชน์

5:1    “อานาเนีย…สัปฟีรา” ( Ananias…Sapphira) = เป็นแบบอย่างไม่ดีของการให้ที่ตรงข้ามกับบารนาบัสที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการให้ -4:36

-ต่างก็ขายที่ดินของตน แต่บารนาบัสทำด้วยความใจกว้างอย่างจริงใจ แต่อานาเนียกับสัปฟีรา ทำอย่างเสแสร้งสร้างภาพเพื่อต้องการให้คนเยินยอ

5:2  “แล้วเก็บเงินค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้” (kept back for himself some) = การทำบาปครั้งแรกในวิถีชีวิตของ คริสตจักร

          -จริง ๆ แล้วเขามีสิทธิ์จะเก็บเงินจากการขายที่ของเขา  ประเด็นอยู่ที่ว่า เขาเก็บบางส่วนไว้ แต่แสร้งทำเป็นว่าได้ถวายทั้งหมด

          -การหลอกลวงพระเจ้า ตาม กท.6:7 ปท. ยชว.7:11

          “เขานำมาวางไว้ที่เท้าของพวกอัครทูต” (brought only a part of it and laid it at the apostles’ feet)

          –กจ.4:35,37

5:3       “ทำไมซาตานจึงควบคุมใจของเจ้า” (why has Satan filled your heart) –บางฉบับแปลว่า “เหตุใดซาตานจึง    ครอบงำใจของท่าน”  = ซาตานยังทำงานของมันอยู่เรื่อย ๆ  -ลก.22:3;ยน.13:2,27;1ปต.5:8;มธ.4:10

           “ควบคุมใจ” = ครอบงำใจ  – ยน.13:2,27

         “โกหกต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์” (to lie to the Holy Spirit) = มุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่สถิตอยู่กับบรรดาผู้เชื่อ – กจ.5:9

         “ทำให้เจ้าเก็บค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้” (keep back for yourself part of the proceeds of the land?) = เก็บเงินค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้เพื่อตัวท่านเอง – ฉธบ.23:21

5:4     “เงินก็ยังอยู่ในสิทธิอำนาจของเจ้าไม่ใช่หรือ?” (And after it was sold, was it not at your disposal?)

              –ฉธบ.23:22

            “เจ้าไม่ได้โกหกมนุษย์ แต่โกหกพระเจ้า” (You have not lied to man but to God.) –ลนต.6:2

5:5        “ก็ล้มลงและสิ้นใจ” (fell down and breathed his last ) = ล้มลงสิ้นชีวิต – สดด.5:6;กจ.5:10

              “ก็เกิดความเกรงกลัวอย่างยิ่ง” (great fear came upon) = คนทั้งปวงที่ได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นก็ล้วนเกรงกลัวยิ่งนัก

             –กจ.5:1

5:6        “พวกคนหนุ่มก็มาห่อศพเขาแล้วหามไปฝัง” (The young men rose and wrapped him up and carried him out and buried him.) –ยน.19:40

5:8        “ได้เท่านั้นค่ะ” (Yes, for so much) –กจ.5:2

5:9        “ทำไมเจ้าสองคนถึงพร้อมใจกันทดลองพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า?” (How is it that you have agreed together to test the Spirit of the Lord? )

             -พระเจ้าจำเป็นต้องสอนบทเรียนสำคัญเรื่องความไม่ซื่อสัตย์หลอกลวงและการหน้าซื่อใจคด เป็นอันตรายต่อชุมชนของพระเจ้าโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคิดว่าเราสามารถหลอกพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ – กจ.5:3

5:10      “ทันใดนั้นนางก็ล้มลงสิ้นใจแทบเท้าของเปโตร” (Immediately she fell down at his feet and breathed her last)        

              –กจ.5:5

               “ก็หามศพออกไปฝังไว้ข้างสามีของนาง” (they carried her out and buried her beside her husband.)

               –กจ.5:6

5:11      “คริสตจักร” (church) =ในพระธรรมกิจการใช้คำว่า “คริสตจักร” เป็นครั้งแรกในข้อนี้ ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้เชื่อในท้องถิ่น (8:1;11:22;13:1) หรือคริสตจักรสากล (20:28) คำภาษากรีกที่ใช้นี้ (เอกคลีเซีย) โดยทั่วไปใช้ในความหมายทางการเมือง และการประชุมต่าง ๆ (19:32,40) และในพระคัมภีร์เดิมฉบับภาษากรีกที่เรียกว่า เซบทัวจิ้น ในคำนี้กับการที่ชาวอิสราเอลมาชุมนุมกันทางศาสนา

                “เกิดความเกรงกลัวอย่างยิ่ง” ( great fear) –กจ.5:5;19:17

5:12      “มีหมายสำคัญและการอัศจรรย์หลายอย่าง” (Now many signs and wonders) –ยน.4:48;กจ.2:43

               “พวกเขารวมกันอยู่” ( they were all together ) –กจ.4:32

               “ที่เฉลียงของซาโลมอน” (in Solomon’s Portico) –ยน.10:23;กจ.3:11

5:13      “ส่วนคนอื่น ๆ ไม่กล้าเข้ามาร่วมกับพวกเขา” (None of the rest dared join them)

               = เพราะตัวอย่างการลงโทษอานาเนียกับสัปฟีรา ทำให้หลายคนที่เสแสร้งหรือมีสองจิตสองใจไม่กล้าเสี่ยงเข้าร่วมกับผู้เชื่อ (ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีใครมาร่วมกับชุมนุมชนของคริสเตียน)

5:14       “ชายหญิงจำนวนมากก็เชื่อถือและเข้ามาเป็นสาวกของพระเจ้ามากกว่าก่อน” (And more than ever believers were added to the Lord, multitudes of both men and women)

              –กจ.4:4, ในที่นี้เป็นครั้งแรกที่บันทึกเจาะจงว่า มีผู้หญิงมาเชื่อ (ปท.8:3,12;9:2;13:50;16:1,13-14;17:4,12,34; 18:2;21:51;ปท.1:14)

5:15      “เงาของท่าน” (his shadow) = ในทำนองเดียวกันผ้าเช็ดหน้าของเปาโล ใน 19:12 และชายฉลองของพระเยซูคริสต์ ใน มธ.9:20  ไม่ใช่ว่า สิ่งเหล่านี้มีฤทธิ์อำนาจในตัวมันเอง แต่แสดงถึงการได้สัมผัสกับพระเยซูหรืออัครทูตโดยตรง

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยพบคนที่ดูเป็นคนดีมีใจกว้างน่านับถือ แต่ภายหลังพบว่าเขามิได้เป็นคนเช่นนั้นบ้างหรือไม่? เรื่องราวเป็นอย่างไร?  ส่งผลกระทบอะไรต่อคุณหรือส่วนรวมบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  2. คุณเคยคิดหลอกลวงตัวเองหรือหลอกลวงพระเจ้าบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร?  แล้วตอนหลังเป็นอย่างไร?
  3. คุณเป็นนายของเงินทองทรัพย์สินของคุณ หรือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นนายของคุณ? คุณรู้ได้อย่างไร? และส่งผลต่อชีวิตและการรับใช้ของคุณอย่างไร?
  4. คุณเคยประสบกับเรื่องใดที่ทำให้คุณรู้สึกเกรงกลัวหรือยำเกรงพระเจ้าอย่างจับใจบ้างหรือไม่? แบ่งปัน
  5. คุณเคยเห็นการอัศจรรย์หรือหมายสำคัญประการใด (ไม่ว่าจะเกิดกับตัวของคุณหรือคนอื่น) ที่ส่งผลต่อชีวิตของคุณมากบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? และอย่างไร?
  6. คุณเคยเห็นคนหายไปจากโบสถ์และคนเข้ามาเพิ่มขึ้นในโบสถ์มากขึ้นหรือไม่? อะไรเป็นสาเหตุ? เหตุการณ์เหล่านั้นสอนอะไรคุณบ้าง?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทเรียนที่ 5

เราควรจะเชื่อฟังท่านหรือเชื่อฟังพระเจ้าดี?

พระธรรม        กิจการ 4:1-37

อ้างอิง             ฉธบ.18:19;อพย.20:11;นหม.9:6;ปฐก.22:18;ลก.23:1,7-11;มธ.27:1-2;มก.15:1;สดด.118:22;146:6;2:1-2;ยน.18:28-29

บทนำ             เส้นทางในการติดตามพระเจ้า ไม่ใช่เส้นทางที่เรียบง่าย สงบสุขเสมอไป บางครั้งต้องเผชิญกับขวากหนามหรืออุปสรรค รวมทั้งการข่มเหงกลั่นแกล้ง ข่มขู่ หรือการทำร้าย เข่นฆ่า แต่ผู้ที่เชื่อในพระคริสต์จะไม่หวาดหวั่นหรือทอดทิ้งภารกิจในการประกาศข่าวประเสริฐเป็นอันขาด!

บทเรียน

4:1 “ขณะที่เปโตรกับยอห์นยังกล่าวกับคนทั้งปวงอยู่ ปุโรหิตทั้งหลายกับหัวหน้ารักษาพระวิหารและพวกสะดูสีก็มาหา” 

     (And as they were speaking to the people, the priests and the captain of the temple and the Sadducees came upon them)

4:2 “ด้วยความขัดเคืองใจยิ่งที่ท่านทั้งสองสั่งสอนและประกาศกับคนทั้งหลาย ถึงเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายโดยอ้างการคืนพระชนม์ของพระเยซู” 

     (greatly annoyed because they were teaching the people and proclaiming in Jesus the resurrection from the  dead. )

4:3 “พวกเขาจึงจับท่านทั้งสองขังคุกจนถึงวันรุ่งขึ้นเพราะว่าเย็นแล้ว” 

      (And they arrested them and put them in custody until the next day, for it was already evening. )

4:4 “แต่คนจำนวนมากที่ฟังคำสอนนั้นก็เชื่อ จำนวนผู้ชายจึงเพิ่มขึ้นจนนับได้ประมาณห้าพันคน”

      (But many of those who had heard the word believed, and the number of the men came to about five thousand.)

4:5 “ครั้นรุ่งขึ้นพวกผู้ครอบครองกับพวกผู้ใหญ่ และพวกธรรมาจารย์มาประชุมกันในกรุงเยรูซาเล็ม” 

      (On the next day their rulers and elders and scribes gathered together in Jerusalem) 

4:6 “ทั้งอันนาสมหาปุโรหิตและคายาฟาส รวมทั้งยอห์นและอเล็กซานเดอร์กับคนอื่นๆ ที่เป็นญาติของมหาปุโรหิตด้วย” 

      (with Annas the high priest and Caiaphas and John and Alexander, and all who were of the high-priestly family.)

4:7 “เมื่อพวกเขาให้เปโตรและยอห์นยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาแล้ว จึงถามว่า “เจ้าทั้งสองทำการนี้โดยฤทธิ์เดชหรือโดยนามของใคร?”

      (And when they had set them in the midst, they inquired, “By what power or by what name did you do this?” )

4:8 “ขณะนั้นเปโตรเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์กล่าวกับพวกเขาว่า “นี่แน่ะ ท่านผู้ครอบครองพลเมืองและพวกผู้ใหญ่ทั้งหลาย” 

      (Then Peter, filled with the Holy Spirit, said to them, “Rulers of the people and elders)

4:9 “ถ้าท่านทั้งหลายจะไต่สวนเราทั้งสองในวันนี้ถึงการดีที่ได้ทำกับคนป่วยนี้ และถามว่าเขาหายเป็นปกติได้อย่างไรแล้ว” 

      (if we are being examined today concerning a good deed done to a crippled man, by what means this man has been healed)

4:10 “ก็ให้ท่านทั้งหลายกับบรรดาชนอิสราเอลทราบเถิดว่า โดยพระนามของพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธที่พวกท่านตรึงไว้ที่กางเขนผู้ซึ่งพระเจ้าทรงให้เป็นขึ้นจากตาย โดยพระองค์นั้นแหละชายคนนี้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกท่านจึงได้หายเป็นปกติ” 

       (let it be known to all of you and to all the people of Israel that by the name of Jesus Christ of Nazareth, whom you crucified, whom God raised from the dead—by him this man is standing before you well. )

4:11 “พระองค์ทรงเป็นศิลา ที่พวกท่านผู้เป็นช่างก่อสร้างละทิ้งซึ่งกลับกลายเป็นศิลามุมเอกแล้ว” 

      (This Jesus is the stone that was rejected by you, the builders, which has become the cornerstone.) 

4:12 “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย เพราะว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้นั้น ไม่โปรดให้มีท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”

      (And there is salvation in no one else, for there is no other name under heaven given among men by which we must be saved.”

4:13 “เมื่อพวกเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็อัศจรรย์ใจ แล้วจำได้ว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู” 

      (Now when they saw the boldness of Peter and John, and perceived that they were uneducated, common men,  they were astonished. And they recognized that they had been with Jesus.) 

4:14 “ยิ่งพวกเขาเห็นคนนั้นที่หายโรคยืนอยู่กับเปโตรและยอห์น พวกเขาก็ไม่มีอะไรคัดค้านได้” 

        (But seeing the man who was healed standing beside them, they had nothing to say in opposition.) 

4:15 “เมื่อสั่งให้เปโตรกับยอห์นออกไปจากที่ประชุมแล้ว พวกเขาจึงปรึกษากัน” 

         (But when they had commanded them to leave the council, they conferred with one another)

4:16  “ว่า “เราจะทำอย่างไรกับสองคนนี้? เพราะเขาทั้งสองทำหมายสำคัญพิเศษซึ่งทุกคนที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มก็รู้และเราก็ปฏิเสธไม่ได้” 

         (saying, “What shall we do with these men? For that a notable sign has been performed through them is evident to all the inhabitants of Jerusalem, and we cannot deny it.)

4:17  “แต่ให้เราขู่เข็ญไม่ให้เขาทั้งสองพูดชื่อนั้นกับใครอีก เพื่อเรื่องนี้จะไม่เลื่องลือแพร่หลายไปท่ามกลางประชาชน” 

         (But in order that it may spread no further among the people, let us warn them to speak no more to anyone in this name.” 

4:18 “พวกเขาจึงเรียกเปโตรและยอห์นมา แล้วสั่งไม่ให้พูดหรือสอนออกพระนามของพระเยซูอีก” 

        (So they called them and charged them not to speak or teach at all in the name of Jesus.” 

4:19 “แต่เปโตรกับยอห์นกล่าวตอบพวกเขาว่า“เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเราควรเชื่อฟังพวกท่านหรือควรเชื่อฟังพระเจ้า ขอพวกท่านพิจารณาดู”

        (But Peter and John answered them, “Whether it is right in the sight of God to listen to you rather than to God,  you must judge) 

4:20 “เพราะเราไม่สามารถหยุดพูดในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน” 

        (for we cannot but speak of what we have seen and heard.”)

4:21 “เมื่อข่มขู่เขาทั้งสองอีก ก็ปล่อยตัวไป พวกเขาหาเหตุลงโทษท่านทั้งสองไม่ได้เพราะกลัวประชาชน เนื่องจากทุกคนสรรเสริญพระเจ้าเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น” 

        (And when they had further threatened them, they let them go, finding no way to punish them, because of the people, for all were praising God for what had happened.)

4:22 “เพราะว่าคนที่หายโรคโดยหมายสำคัญนั้นมีอายุกว่าสี่สิบปีแล้ว”

        (For the man on whom this sign of healing was performed was more than forty years old.)

4:23 “เมื่อได้รับการปล่อยตัวแล้วท่านทั้งสองจึงไปหาพวกพ้อง เล่าเรื่องทั้งหมดที่พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่พูดกับพวกท่าน” 

        (When they were released, they went to their friends and reported what the chief priests and the elders had  said to  them.)

4:24 “เมื่อเขาทั้งหลายฟังแล้วก็ร่วมใจกันเปล่งเสียงทูลพระเจ้าว่า “ข้าแต่องค์เจ้านาย พระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทะเลและสรรพสิ่งที่มีอยู่ในที่เหล่านั้น”

       (And when they heard it, they lifted their voices together to God and said, “Sovereign Lord, who made the heaven and the earth and the sea and everything in them,)

4:25 “พระองค์ตรัสไว้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยปากของดาวิดบรรพบุรุษของเรา ผู้รับใช้ของพระองค์ ว่า‘ทำไมคนต่างชาติจึงหยิ่งยโสและชนชาติทั้งหลายปองร้ายกันแต่ไม่เป็นผล”

       (who through the mouth of our father David, your servant, said by the Holy Spirit, “‘Why did the Gentiles rage, and  the peoples plot in vain?)

4:26   “บรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกตั้งตัวขึ้นและนักปกครองชุมนุมกันต่อสู้พระเจ้าและผู้รับการเจิมตั้ง แปลได้อีกว่าพระคริสต์ของพระองค์’” 

      (The kings of the earth set themselves, and the rulers were gathered together,against the Lord and against his Anointed’)

4:27 “ความจริงในเมืองนี้ ทั้งเฮโรดและปอนทิอัสปีลาตกับพวกต่างชาติและชนชาติอิสราเอล ร่วมชุมนุมกันต่อสู้พระเยซูผู้รับใช้บริสุทธิ์ของพระองค์ซึ่งทรงเจิมไว้แล้ว” 

        (for truly in this city there were gathered together against your holy servant Jesus, whom you anointed, both  Herod and Pontius Pilate, along with the Gentiles and the peoples of Israel) 

4:28 “พวกเขาทำสิ่งสารพัดตามที่พระหัตถ์และพระดำริของพระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า” 

        (to do whatever your hand and your plan had predestined to take place.) 

4:29 “บัดนี้ พระองค์เจ้าข้าขอทอดพระเนตรการข่มขู่ของพวกเขาและทรงให้บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์กล่าวถ้อยคำของพระองค์ด้วยใจกล้า” 

        (And now, Lord, look upon their threats and grant to your servants to continue to speak your word with all  boldness, )

4:30 “ในเวลาที่พระองค์ยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกรักษาโรค และโปรดให้หมายสำคัญกับการอัศจรรย์เกิดขึ้น โดยพระนามของพระเยซูผู้รับใช้บริสุทธิ์ของพระองค์” 

       (while you stretch out your hand to heal, and signs and wonders are performed through the name of your holy servant Jesus.)

4:31 “เมื่อเขาทั้งหลายอธิษฐานแล้ว ที่ซึ่งพวกเขาประชุมอยู่นั้นก็หวั่นไหว แล้วพวกเขาเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และกล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ”

       (And when they had prayed, the place in which they were gathered together was shaken, and they were all filled with the Holy Spirit and continued to speak the word of God with boldness.)

4:32 “คนทั้งหลายที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และไม่มีใครอ้างว่าสิ่งของที่ตนมีอยู่นั้นเป็นของตนเอง แต่ทั้งหมดเป็นของส่วนกลาง”

        (Now the full number of those who believed were of one heart and soul, and no one said that any of the things that belonged to him was his own, but they had everything in common.) 

 4:33 “และด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่บรรดาอัครทูตก็เป็นพยานถึงการคืนพระชนม์ของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระคุณอันยิ่งใหญ่อยู่กับพวกเขาทุกคน”

        (And with great power the apostles were giving their testimony to the resurrection of the Lord Jesus, and great grace was upon them all.) 

4:34 “เพราะว่าในพวกเขาไม่มีใครขัดสน ใครมีไร่นาบ้านเรือนก็ขายเสีย” 

       (There was not a needy person among them, for as many as were owners of lands or houses sold them and brought the proceeds of what was sold) 

4:35 “และนำเงินค่าของที่ขายได้นั้นมาวางไว้ที่เท้าของบรรดาอัครทูต พวกอัครทูตจึงแจกจ่ายให้ทุกคนตามความจำเป็น” 

         (and laid it at the apostles’ feet, and it was distributed to each as any had need.) 

4:36 “โยเซฟผู้ที่บรรดาอัครทูตเรียกว่า บารนาบัส ซึ่งแปลว่าลูกแห่งการหนุนน้ำใจ เป็นเลวีชาวเกาะไซปรัส” 

        (Thus Joseph, who was also called by the apostles Barnabas (which means son of encouragement), a Levite,  a native of Cyprus)

4:37 “มีที่ดินก็ขายเสีย และนำเงินค่าที่ดินนั้นมาวางไว้ที่เท้าของพวกอัครทูต”

        (sold a field that belonged to him and brought the money and laid it at the apostles’ feet.)

 

ข้อมูลมีประโยชน์

4:1       “ปุโรหิต” ( the priests ) = ผู้ที่กำลังรับใช้ในพระวิหารในสัปดาห์นั้น (ลก.1:23)

“หัวหน้ารักษาพระวิหาร” (the captain of the temple)  = หัวหน้ายามพระวิหาร  เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวปุโรหิต ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญรองจากมหาปุโรหิต (5:24;26;ลก.22:4,52)

“สะดูสี” เป็นนิกายของยิวซึ่งสมาชิกมาจากเชื้อสายปุโรหิต และควบคุมพระวิหาร ปฏิเสธความเชื่อเรื่องการเป็นขึ้นจากตาย หรือพระเมสสิยาผู้ที่เป็นบุคคล

-และมหาปุโรหิตที่เป็นสะดูสียังเป็นประธานสภาแซนเฮดรินด้วย (5:17;23:6-8;มธ.22:23-33;อสร.7:2;มธ.3:7;มก.12:18;ลก.20:27)

4:2       “การคืนพระชนม์ของพระเยซู” (Jesus the resurrection from the dead) = รากฐานของข่าวประเสริฐพวกสาวกประกาศสั่งสอน

4:3       “เพราะว่าเย็นแล้ว” (it was already evening) = การถวายเครื่องบูชายามเย็นเสร็จสิ้นประมาณ 16.00 น. และประตูวิหารจะปิด  การพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย จะต้องเริ่มและดำเนินการให้แล้ว เสร็จในช่วงเวลากลางวัน

4:4       “ประมาณห้าพันคน” (about five thousand) =เพิ่มจาก 3,000 คน ในวันเพ็นเทคอสต์ (2:41) และต่อมาในภายหลังเจริญเติบโตยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ (5:14;6:7)

4:6       “อันนาสมหาปุโรหิต” ( Annas the high priest ) = เป็นมหาปุโรหิตในช่วง คศ. 6-15 แต่ถูกโรมปลดออก และเอลียาเชอร์ ผู้เป็นบุตรได้รับช่วงต่อ และตามด้วยคายาฟาส ผู้เป็นบุตรเขย (ค.ศ.13-36) แต่คนยังยอมรับว่า อันนาส คือ มหาปุโรหิต (ลก.3:2;ยน.18:13,34)

“ยอห์น” (John) = อาจเป็นโยนาธานบุตรของอันนาส ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาปุโรหิตใน ค.ศ.36 หรืออาจ = โยฮานัน บุตรศักคัย ซึ่งได้เป็นประธานธรรมศาลาใหญ่ หลังเยรูซาเล็มล่มสลาย

4:8       “เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (filled with the Holy Spirit) -2:4

4:10     “พระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ” ( the name of Jesus Christ of Nazareth) –มธ.2:23

4:11     “ศิลาที่พวกท่านผู้เป็นช่างก่อสร้างละทิ้ง” (the stone that was rejected by you) = พระเยซูก็อ้างถึง สดุดี 118:22  ด้วย

             = การสำเร็จตามคำพยากรณ์ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญในคำเทศนา และเป็นการปกป้องความเชื่อของคริสตจักรในยุคแรก (มธ.21:42;1ปต.2:7;รม.9:33;อสย.28:16)

4:12     “นามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้นั้นไม่โปรดให้มี” (there is salvation in no one else)  -10:43;ยน.14:6;2ทธ.2:5;มธ.1:21

4:13     “ความกล้าหาญ” (the boldness ) = ถูกแสดงออกด้วยความมั่นใจ สิทธิอำนาจและความเด็ดเดี่ยวของเหล่าอัครทูต (2:29;4:29;28:31)  และในหมู่ผู้เชื่อ (4:31)

“ขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ” (uneducated, common men) = ไม่เคยได้รับการอบรมในโรงเรียนที่พวกรับบีสอน และไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในแวดวงทางศาสนา

“จำได้ว่า คนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู” (recognized that they had been with Jesus) = นึกขึ้นได้  อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังแสดงสิทธิอำนาจที่พระคริสต์มอบให้ (มก.1:22;3:14)

4:20     “เราไม่สามารถหยุดพูด” (we cannot but speak )  = ต้องพูด -5:29;ยรม.20:9

4:22     “สี่สิบปี” (forty years old) = ในสมัยนั้น การรักษาโรคตามปกติ ไม่สามารถรักษาคนที่มีอายุขนาดนั้นได้

4:23     “จึงไปหาพวกพ้อง” (went to their friends) = กลับมาหาพวกพ้อง

= อาจเป็นที่ห้องชั้นบน ห้องเดิมที่พวกอัครทูตเคยใช้เป็นที่พบปะกันมาก่อน (1:13) และเป็นที่ ๆ ผู้เชื่ออาจมาชุมนุมกันต่อไป (12:12)

4:24     “ข้าแต่องค์เจ้านาย” (Sovereign Lord)  = องค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เจ้าชีวิต (ลก.2:29)

4:27     “เฮโรด” (Herod ) = เฮโรด อันทีพาส ผู้ครองแคว้นกาลิลี และเพอเรีย (ลก.23:7-15)

              “ปอนทัสปีลาต” (Pontius Pilate) = ชาวโรมัน ผู้ว่าการยูเดีย (3:1)

4:28     “ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า” (plan had predestined) = พระเจ้าทรงใช้การกระทำของพวกเขาที่พวกเขาเลือก โดยเสรีให้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งการไถ่ที่กำหนดไว้ของพระองค์ (2:23)

4:30     “ผู้รับใช้บริสุทธิ์” (holy servant ) -3:13

4:31     “ก็หวั่นไหว” (was shaken)  = สะเทือนสะท้าน  เป็นหมายสำคัญที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด เป็นการสื่อสารว่า พระเจ้าได้สดับฟังคำอธิษฐานแล้ว (16:26)

“เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”( filled with the Holy Spirit) –2:4

“กล่าวพระวจนะของพระเจ้า” (speak the word of God with boldness) = พวกเขายังเทศนาต่อไปโดยไม่แยแสต่อคำขู่ของสภา (ข.13)

4:33     “เป็นพยานถึงการคืนพระชนม์ของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า” (were giving their testimony to the resurrection of the Lord Jesus)

  = เหตุการณ์ที่สำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการสิ้นพระชนม์ขององค์พระคริสต์ คือ การเป็นขึ้นจากตายของพระองค์ ที่ผลักดันให้สาวกไม่อาจเก็บนิ่งไว้อย่างเงียบ ๆ ต่อไปได้

4:34     “ใครมีไร่นาบ้านเรือนก็ขายเสีย” (were owners of lands or houses sold them) –2:44

 4:36     “บารนาบัส” (Barnabas)  = เพื่อนร่วมงานคนสำคัญของเปาโลในเวลาต่อมา (13:1-4)

 “เป็นเลวี” (a Levite) = แม้ว่าคนเลวีจะไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินในดินแดนปาเลศไตน์ แต่กฎบัญญัตินี้อาจไม่ได้ใช้กับคนเลวีที่อยู่ในต่างประเทศ เช่นในไซปรัส ดังนั้น บารนาบัส อาจขายที่ดินของเขาในไซปรัส และนำเงินมาให้เหล่าอัครทูต (ข.37) หรือเขาอาจมีภรรยาและที่ดินที่ขายอาจเป็นทรัพย์สินของภรรยาหรือข้อห้ามการถือครองที่ดินของเผ่าเลวีในดินแดนปาเลศไตน์ อาจไม่ได้ถือปฏิบัติกันต่อไปอีกแล้ว

“ไซปรัส” (Cyprus) = เป็นเกาะทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พวกชาวยิวไปตั้งถิ่นฐานกันที่นั่นตั้งแต่ในสมัยแมคคาบี

4:37     “มีที่ดินก็ขายเสียและนำเงินค่าที่ดินนั้นมาวางไว้ที่เท้าของพวกอัครทูต” ( sold a field that belonged to him and brought the money and laid it at the apostles’ feet.)  = การเสียสละของหลายคนที่มีความสำคัญต่อชีวิตและพันธกิจของคริสตจักรในยุคแรก (9:27;11:22;25;15:37-39)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยทำให้ผู้ใดงุ่นง่านใจเพราะการประกาศข่าวประเสริฐของคุณบ้างหรือไม่? อย่างไร? ที่ไหน? แล้วส่งผลอะไรตามมา?
  2. คุณเคยได้รับการข่มเหงหรือการกลั่นแกล้งเพราะประกาศข่าวประเสริฐหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณรอดพ้นมาได้อย่างไร?
  3. คุณเคยเป็นพยานต่อหน้าผู้นำหรือผู้ใหญ่ในเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ด้วยพลังและฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่?  อย่างไร และผลลัพธ์คืออะไร?
  4. คุณเคยมีประสบการณ์กับการเป็นพยานให้พระเยซูคริสต์ด้วยความกล้าหาญหรือไม่? กับใคร? ที่ไหน? อย่างไร? หรือเคยเห็นผู้ใด(ที่เป็นชาวบ้านธรรมดา)กระทำเช่นนั้น? ผลเป็นอย่างไร? (แบ่งปัน)
  5. คุณเคยถูกห้าม ถูกกำชับหรือถูกขู่ไม่ให้เป็นพยานเรื่องพระเยซูคริสต์บ้างหรือไม่? โดยใคร? แล้วคุณทำอย่างไร? หรือเคยเห็นใครอยู่ในสภาวะเช่นนั้นบ้าง? (แบ่งปัน)
  6. คุณเคยได้รับการหนุนน้ำใจจากคำพยานของผู้ใดมากที่สุดในชีวิต? เรื่องอะไร? และส่งผลต่อชีวิตการรับใช้ของคุณอย่างไร?
  7. คุณเคยเป็นพยานในเรื่องใดที่ทำให้ผู้ฟังล้วนสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้ากันอย่างมากมาย? หรือคุณเคยรู้สึกสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้ามากที่สุดจากคำพยานของผู้ใด? ทำไม?
  8. คุณประทับใจกับการถวายหรือการเสียสละหรือการแบ่งปันทรัพย์สินสิ่งของด้วยใจที่กว้างขวางมากที่สุดเท่าที่คุณเคยประสบมาหรือไม่? โดยผู้ใดในเรื่องอะไร? อย่างไร? และได้ส่งผลกระทบอะไรต่อคริสตจักรของคุณบ้าง หรือไม่อย่างไร?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทเรียนที่ 4

เงินและทองเราไม่มี!

พระธรรม        กิจการ 3:1-26

อ้างอิง            ลก.22:68;สดด.51:1;55:17;ยน.10:23;อสย.43:25;44:22;กจ.14:8;22:5;มก.15:11;ปฐก.12:3;22:18;รม.1:16

บทนำ            เมื่อเราติดตามพระคริสต์ และพึ่งพาวางใจในพระนามและฤทธิ์เดชของพระองค์ เราก็ไม่เหลืออะไรต้องวิตกหรือกลัวอีกต่อไป แต่เราสามารถเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้มีอะไรที่จะเป็นหลักประกันทางกายภาพแต่อย่างใด

บทเรียน

3:1 “วันหนึ่งขณะที่เปโตรกับยอห์นกำลังขึ้นไปยังบริเวณพระวิหาร ในเวลาอธิษฐานตอนบ่ายสามโมง” 

         (Now Peter and John were going up to the temple at the hour of prayer, the ninth hour.) 

3:2 “มีชายคนหนึ่งเป็นง่อยมาตั้งแต่เกิด ถูกหามเข้ามา ทุกๆ วันคนจะวางเขาไว้ที่ริมประตูพระวิหารซึ่งมีชื่อว่าประตูงาม เพื่อให้ขอทานจากคนทั้งหลายที่เข้าไปในพระวิหารนั้น” 

         (And a man lame from birth was being carried, whom they laid daily at the gate of the temple that is called the Beautiful Gate to ask alms of those entering the temple.)

3:3 “เมื่อคนนั้นเห็นเปโตรกับยอห์นกำลังจะเข้าไปในพระวิหารก็ขอทาน” 

        (Seeing Peter and John about to go into the temple, he asked to receive alms.)

3:4 “เปโตรกับยอห์นเพ่งดูเขาบอกว่า “จงดูเราทั้งสองเถิด”

        (And Peter directed his gaze at him, as did John, and said, “Look at us.” )

3:5 “คนนั้นก็จ้องดู คิดว่าจะได้อะไรจากท่านทั้งสอง” 

        (And he fixed his attention on them, expecting to receive something from them.)

3:6 “แต่เปโตรกล่าวว่า “เงินและทองเราไม่มี แต่สิ่งที่เรามีนั้นเราจะให้ท่าน คือในพระนามของพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงเดินเถิด” 

        (But Peter said, “I have no silver and gold, but what I do have I give to you. In the name of Jesus Christ of Nazareth, rise up and walk!”) 

3:7 “แล้วเปโตรก็จับมือขวาของเขาพยุงขึ้น ในทันใดนั้นเท้าและข้อเท้าของเขาก็มีกำลัง” 

        (And he took him by the right hand and raised him up, and immediately his feet and ankles were made strong.) 

3:8 “เขาจึงกระโดดขึ้นยืนและเดินเข้าไปในพระวิหาร พร้อมกับเปโตรและยอห์น ทั้งเดินทั้งเต้นโลดและสรรเสริญพระเจ้า” 

        (And leaping up, he stood and began to walk, and entered the temple with them, walking and leaping and praising God.)

3:9 “คนทั้งหมดเห็นเขาเดินและสรรเสริญพระเจ้า”

         (And all the people saw him walking and praising God)

3:10 “ก็จำได้ว่าเขาคือคนที่เคยนั่งขอทานอยู่ที่ประตูงามของพระวิหาร เขาทั้งหลายจึงประหลาดใจและอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนนั้น”

         (and recognized him as the one who sat at the Beautiful Gate of the temple, asking for alms. And they were filled with wonder and amazement at what had happened to him.)

3:11 “ขณะที่คนนั้นยังรั้งตัวเปโตรและยอห์นอยู่นั้น ฝูงคนก็วิ่งไปหาท่านทั้งสองด้วยความอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งที่เฉลียงพระวิหารที่เรียกว่าเฉลียงของซาโลมอน” 

         (While he clung to Peter and John, all the people, utterly astounded, ran together to them in the portico  called Solomon’s. )

3:12 “พอเปโตรแลเห็นก็กล่าวกับคนเหล่านั้นว่า “ชนชาติอิสราเอลทั้งหลาย ทำไมท่านทั้งหลายอัศจรรย์ใจเพราะเรื่องของคนนี้? และทำไมท่านทั้งหลายจ้องดูเราราวกับว่าเราทำให้คนนี้เดินได้โดยฤทธิ์เดชหรือความชอบธรรมของเราเอง?” 

          (And when Peter saw it he addressed the people: “Men of Israel, why do you wonder at this, or why do  you stare at us, as though by our own power or piety we have made him walk? )

3:13 “พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ซึ่งเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเรา ได้ประทานพระเกียรตินี้แด่พระเยซู ผู้รับใช้ของพระองค์ พระเยซูผู้ที่ท่านทั้งหลายมอบไว้และปฏิเสธต่อหน้าปีลาต แม้ว่าปีลาตตั้งใจจะปล่อยพระองค์ไป” 

         (The God of Abraham, the God of Isaac, and the God of Jacob, the God of our fathers, glorified his servant Jesus, whom you delivered over and denied in the presence of Pilate, when he had decided to release him. )

3:14 “แต่ท่านทั้งหลายก็ยังปฏิเสธพระองค์ผู้ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์และชอบธรรม และขอให้เขาปล่อยผู้ฆ่าคนให้ท่านทั้งหลาย” 

          (But you denied the Holy and Righteous One, and asked for a murderer to be granted to you,)

3:15 “ท่านทั้งหลายจึงฆ่าพระองค์ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตเสีย แต่พระเจ้าได้โปรดให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย เราคือสักขีพยานของเรื่องนี้” 

          (and you killed the Author of life, whom God raised from the dead. To this we are witnesses. )

3:16 “โดยความเชื่อในพระนามของพระองค์ พระนามนั้นจึงทำให้คนนี้ที่ท่านทั้งหลายเห็นและรู้จักมีกำลังขึ้น เป็นความเชื่อที่มาทางพระองค์ ทำให้คนนี้หายเป็นปกติต่อหน้าท่านทั้งหลาย”

         (And his name—by faith in his name—has made this man strong whom you see and know, and the faith that is through Jesus has given the man this perfect health in the presence of you all.)

3:17 “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าทราบว่าท่านทั้งหลายทำการนั้นเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่นเดียวกับบรรดาผู้ครอบครองของพวกท่าน” 

         (“And now, brothers, I know that you acted in ignorance, as did also your rulers. 

 3:18 “แต่สิ่งเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงประกาศไว้ล่วงหน้าโดยปากของบรรดาผู้เผยพระวจนะว่าพระคริสต์ของพระองค์ต้องทนทุกข์ทรมาน พระองค์ก็ทรงให้สำเร็จ” 

        (But what God foretold by the mouth of all the prophets, that his Christ would suffer, he thus fulfilled.) 

3:19 “เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงกลับใจและหันมาหาพระเจ้า เพื่อที่ว่าความผิดบาปของพวกท่านจะได้รับการลบล้าง” 

        (Repent therefore, and turn back, that your sins may be blotted out )

3:20 “เพื่อวาระแห่งการฟื้นชื่นจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า และเพื่อพระองค์จะประทานพระคริสต์ที่ทรงกำหนดไว้นั้นแก่ท่านทั้งหลายคือพระเยซู” 

       (that times of refreshing may come from the presence of the Lord, and that he may send the Christ  appointed for you, Jesus)

3:21 “พระองค์นั้นจะต้องอยู่ในสวรรค์จนกว่าจะถึงวาระแห่งการฟื้นฟูสรรพสิ่ง ตามที่พระเจ้าตรัสไว้โดยปากของบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ตั้งแต่กาลโบราณมา” 

       (whom heaven must receive until the time for restoring all the things about which God spoke by the mouth of his holy prophets long ago.) 

3:22 “โมเสสได้กล่าวไว้ว่า ‘พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะประทานผู้เผยพระวจนะคนหนึ่ง เหมือนอย่างเราแก่พวกท่านจากพี่น้องของพวกท่านเอง ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังผู้นั้นในทุกสิ่งที่พระองค์จะตรัสกับพวกท่าน” 

        (Moses said, ‘The Lord God will raise up for you a prophet like me from your brothers. You shall listen to him in whatever he tells you. )

3:23 “ถ้าคนหนึ่งคนใดไม่เชื่อฟังผู้เผยพระวจนะผู้นั้น เขาจะต้องถูกตัดขาดให้พินาศไปจากชนชาติของพระเจ้า’”  

        (And it shall be that every soul who does not listen to that prophet shall be destroyed from the people.) 

3:24 “และบรรดาผู้เผยพระวจนะตั้งแต่ซามูเอลเป็นต้นมาก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกัน และได้พยากรณ์ถึงวันเหล่านี้” 

         (And all the prophets who have spoken, from Samuel and those who came after him, also proclaimed these days.) 

3:25 “ท่านทั้งหลายเป็นลูกหลานของผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น และของพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำไว้กับบรรพบุรุษของพวกท่าน คือได้ตรัสกับอับราฮัมว่า ‘บรรดาพงศ์พันธุ์ของแผ่นดินโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า’” 

          (You are the sons of the prophets and of the covenant that God made with your fathers, saying to Abraham, ‘And in your offspring shall all the families of the earth be blessed.’ )

3:26 “เมื่อพระเจ้าโปรดให้องค์ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นขึ้นแล้ว ก็ทรงใช้พระองค์มายังท่านทั้งหลายก่อน เพื่ออวยพรแก่พวกท่าน โดยให้ทุกคนหันออกจากบาปของตน

           (God, having raised up his servant, sent him to you first, to bless you by turning every one of you from your wickedness.”)

 ข้อมูลมีประโยชน์

3:1       “เปโตรกับยอห์น” (Peter and John) = ผู้นำของพวกอัครทูต และสาวกทั้งหมด (กท.2:9) และยังมียากอบพี่ชายของยอห์นอีกคนหนึ่งที่ใกล้ชิดอยู่วงในสาวกของพระเยซู (มก.9:2;13:3;14:33;ลก.22:8)   

-ทั้งเปโตรกับยอห์นถูกจับด้วยกัน (4:3) อยู่ด้วยกันในสะมาเรีย (8:14)

“ในเวลาอธิษฐาน” (at the hour of prayer) = พวกยิวรุ่นหลังกำหนดเวลาอธิษฐานไว้ที่ 3 เวลาต่อวัน คือ เวลา 9.00 น. (ตอนสาย), 15.00 น.(เวลาถวายเครื่องบูชายามเย็น และ เมื่อดวงอาทิตย์ตก

3:2       “ประตูพระวิหารซึ่งมีชื่อว่าประตูงาม” (the gate of the temple that is called the Beautiful Gate)

= นิยมใช้เป็นทางเข้าลานพระวิหาร อาจเป็นประตูหุ้มทองสัมฤทธิ์ ซึ่งเรียกว่า “ประตูนิคาโนร์” ในที่อื่น , ประตูนี้เปิดจากลานคนต่างชาติสู่ลานสตรีทางกำแพงด้านตะวันออกของพระวิหาร

3:6       “ในพระนามของพระเยซูคริสต์” (In the name of Jesus Christ) = ไม่ใช่ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจใดๆ ของพวกเขาเอง แต่โดยสิทธิอำนาจขององค์พระเยซูคริสต์ พระเมสสิยาห์ที่พวกเขารอคอย

3:7       “พยุงขึ้น” ( raised him up)  -การลงมือกระทำที่ควบคู่ไปกับความเชื่อทำให้ชายขอทานคนนี้หายจากการเป็นง่อย (ข.16)

3:8       “เดินเข้าไปในพระวิหาร” (entered the temple) = เข้าไปในลานพระวิหาร จากคนชั้นนอกสำหรับคนต่างชาติ เข้าสู่ลานสตรี ซึ่งมีภาชนะรับของถวาย (มก.12:41-44) จากนั้นก็เข้าสู่ลานอิสราเอลจากลานชั้นนอกมีประตู 9 บานเข้าสู่ลานชั้นใน

3:11    “เฉลียงของซาโลมอน” (in the portico called Solomon’s)  = เฉลียงตามแนวด้านในของกำแพงรอบลานชั้นนอกมีแนวเสาหินสูง 8.2 เมตร หลังคาทำด้วยไม้สนสีดาร์ (ยน.10:23)

 3:12-26 – ดู 2:14-20

 3:13     “พระเยซูผู้รับใช้ของพระองค์” (the God of our fathers) –ผู้รับใช้ผู้ทนทุกข์ ที่พยากรณ์ไว้ล่วงหน้า ใน-อสย.52:13-53:12;มธ.12:18;กจ.2:27,30

“ปฏิเสธต่อหน้าปีลาต” (denied in the presence of Pilate)  = พวกเขาร่วมกันรุมต่อต้านพระเยซู ปฏิเสธไม่ยอมรับว่า พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์

“ปีลาตตั้งใจจะปล่อยพระองค์ไป” (he had decided to release him)  -ยน.19:12

3:14     “องค์บริสุทธิ์” ( the Holy) –ปท.ลนต.11:44

             “(องค์)ชอบธรรม” (Righteous)  -7:22;22:14 , ปท.1ยน.2:1

             “ผู้ฆ่าคน” (a murderer) = ฆาตกร –ลก.23:18

3:15     “ท่านทั้งหลายจึงฆ่าพระองค์ …แต่พระเจ้าได้โปรดให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย เราคือ สักขีพยาน”

              (you killed the Author of life, whom God raised from the dead. To this we are witnesses)

= ประเด็นสำคัญในบทพูดที่กล่าวซ้ำอยู่หลายครั้งในกิจการ (2:23-24;4:10;5:30-32;10:39-41;13:28-29; ปท.1คร.15:1-4

3:17     “พี่น้องทั้งหลาย” (brothers)  = ชนชาติอิสราเอล (ข.12)

            “ทำการนั้นเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์” (I know that you acted in ignorance) = พวกเขาไม่รู้จักพระเยซูผู้ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่แท้จริง (ลก.23:34)  จึงปฏิเสธพระองค์ แต่หากพวกเขาสำนึกผิดกลับใจใหม่ หันกลับมา พระเจ้าจะทรงเมตตาพวกเขา

3:18     “พระเจ้าทรงประกาศไว้ล่วงหน้าโดยปากของบรรดาผู้เผยพระวจนะ” (God foretold by the mouth of all the prophets) = สะท้อนถึงสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสไว้  (ลก.24:26-27) ในเรื่องการทนทุกข์ที่ถูกพยากรณ์ไว้ก่อนแล้ว (ปท. อสย.53:7-8;กจ.8:32-33;สดด.2:1-2;กจ.4:25-26;สดด.22:1;มธ.27:46; 1ปต.1:11)

3:19     “จงกลับใจ” (Repent therefore) = การเปลี่ยนความคิดจิตใจ และความตั้งใจอันเป็นผลจากความรู้สึกเสียใจที่ได้ทำบาป อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต (2:38;ลก.3:3)

“หันมาหาพระเจ้า” (turn back) = สิ่งที่ต่อเนื่องจากการกลับใจใหม่ (11:21)

-ปท.26:26;9:35;14:15;15:19;26:18;28:27

การกลับใจคือ การหันจากบาป และหันมาหาพระเจ้า

“ความผิดบาปของพวกท่านจะได้รับการลบล้าง” (your sins may be blotted out) = จะได้รับการอภัยบาป เมื่อท่านกลับใจใหม่

3:22     “จะประทานผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งเหมือนอย่างเรา แก่พวกท่าน” (will raise up for you a prophet like me from your brothers) = คำทำนายว่า พระเจ้าจะให้พระคริสต์เสด็จมาเป็นดุจผู้เผยพระวจนะอย่างโมเสส (ข.22-23) และตามคำประกาศของซามูเอลเกี่ยวกับดาวิด (ข.24)

-และพระองค์จะนำพรไปสู่คนทุกชนชาติตามที่ทรงสัญญาไว้กับอับราฮัม (ข.25-26)

 3:24     “บรรดาผู้เผยพระวจนะตั้งแต่ซามูเอลเป็นต้นมา” (all the prophets who have spoken, from Samuel) = ซามูเอลเจิมตั้งดาวิดเป็นกษัตริย์(ต่อจากซาอูล) และกล่าวถึงการสถาปนาอาณาจักรของพระองค์ (1ซมอ.16:13; ปท.13:14;15:28;28:17)

-คำพยากรณ์ของนาธัน ใน 2ซมอ.7:12-16 ก็เล็งถึงพระเมสสิยาห์ด้วย (กจ.13:22-23;34;ฮบ.1:5)

3:25     “ท่านทั้งหลายเป็นลูกหลานของผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น” (You are the sons of the prophets)

–กจ.2:39

              “เชื้อสาย” (offsring) = วงศ์วาน, เป็นเอกพจน์ในที่นี้เล็งถึงองค์พระเยซูคริสต์ – กท.3:16

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณมีนิสัยชอบไปอธิษฐานร่วมกับพี่น้องที่โบสถ์หรือที่อื่นใดหรือไม่? อย่างไร? และมีผลดีอะไรบ้าง?
  2. เคยมีคนมาขอหรือขอยืมจากคุณบ้างหรือไม่? แล้วคุณให้หรือไม่? ถ้าให้ คุณให้เท่าที่เขาขอหรือไม่? ทำไม? แล้วเกิดอะไรตามมา?
  3. คุณเคยเห็นหรือเคยทำการอัศจรรย์หรือหมายสำคัญในคริสตจักรและนอกคริสตจักรบ้างหรือไม่? อย่างไร? ส่งผลต่อความเชื่อของคุณหรือไม่? อย่างไร?
  4. คุณเคยทำอะไรบ้างที่ทำให้คนบางคนมีชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล? อย่างไร? หรือเคยมีผู้ใดทำเช่นนั้นต่อคุณ? (แบ่งปัน)
  5. คุณเคยได้รับการให้เกียรติที่คุณรู้สึกว่า ตัวเองไม่คู่ควรหรือไม่สมควรบ้างหรือไม่? ทำไม? สิ่งนั้นส่งผลอะไรต่อคำพูดหรือการกระทำของคุณบ้าง? อย่างไร?
  6. คุณเคยเป็นพยานกับบุคคลใดหรือคนกลุ่มใดที่คุณรู้สึกตื่นเต้นมากที่สุดหรือไม่? ทำไม? แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร?
  7. คุณเคยนำผู้ใดต้อนรับพระเยซูคริสต์ โดยการนำเขาให้เขาอธิษฐานต้อนรับพระคริสต์เป็นส่วนตัวบ้างหรือไม่? อย่างไร? คุณรู้สึกอย่างไร?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทเรียนที่ 3

คำเทศนาแรกในวันเปิดคริสตจักร!

พระธรรม      กิจการ  2:14-47
อ้างอิง           อสย44:3;อสย53:10;กจ21:9-12;ลก21:11;สดด105:1;110:1;ยอล2:28-32;1คร6:14;15:15;ฮบ13:20; คส2:12;ยรม36:3

บทนำ           ในวันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาสถิตกับบรรดาผู้เชื่อเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการในวันเปิดคริสตจักรของพระคริสต์นั้น พระองค์ทรงประทานถ้อยคำอันเปี่ยมด้วยสิทธิอำนาจผ่านคำเทศนากัณฑ์แรกของเปโตรจนเกิดการกลับใจของคนจำนวนมาก เข้ามาเป็นสมาชิกทั้งในคริสตจักรสากลและในคริสตจักรท้องถิ่นครั้งแรกขึ้นจำนวนมากมายอย่างน้อย 3000 คน

บทเรียน
 2:14 “แต่เปโตรได้ยืนขึ้นพร้อมกับอัครทูตสิบเอ็ดคน และกล่าวกับเขาทั้งหลายด้วยเสียงดังว่า “พี่น้องชาวยิวกับทุก ท่านที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม จงทราบเรื่องนี้และฟังถ้อยคำของข้าพเจ้า” 

    (But Peter, standing with the eleven, lifted up his voice and addressed them: “Men of Judea and all who dwell in Jerusalem, let this be known to you, and give ear to my words. )

 2:15 “คนเหล่านี้ไม่ได้เมาเหล้าองุ่นเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายคิด เพราะว่าเพิ่งจะเก้าโมงเช้าเท่านั้น” 

    (For these people are not drunk, as you suppose, since it is only the third hour of the day. )

 2”16 “แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตามคำที่โยเอลผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้ว่า”

     (But this is what was uttered through the prophet Joel)

 2:17 “‘พระเจ้าตรัสว่า ในวาระสุดท้าย เราจะเทพระวิญญาณของเราบนมนุษย์ทั้งหมดบุตรา บุตรีของท่านทั้งหลายจะเผยพระวจนะบรรดาคนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิตและบรรดาคนแก่ของท่านทั้งหลายจะฝันเห็น”

     ( “‘And in the last days it shall be, God declares, that I will pour out my Spirit on all flesh, and your sons and your daughters shall prophesy, and your young men shall see visions, and your old men shall dream dreams;)

2:18 “แน่ทีเดียวเวลานั้น เราจะเทพระวิญญาณของเราบนทาสทาสีของเราและเขาทั้งหลายจะเผยพระวจนะ”

    (even on my male servants and female servants in those days I will pour out my Spirit, and they shall prophesy.)

 2:19 “เราจะสำแดงการอัศจรรย์ในอากาศเบื้องบนและ หมายสำคัญที่แผ่นดิน เบื้องล่างเป็นเลือด ไฟ และไอควัน”

     ( And I will show wonders in the heavens above and signs on the earth below, blood, and fire, and vapor of smoke;)

2:20 “ดวงอาทิตย์จะมืดไปและดวงจันทร์จะกลับเป็นเลือดก่อนถึงวันยิ่งใหญ่และสง่างามของพระเจ้า”

    (the sun shall be turned to darkness and the moon to blood, before the day of the Lord comes, the great and magnificent day.)

2:21 “และจะเป็นเช่นนี้คือ ทุกคนที่ร้องขอในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะได้รับความรอด’” 

     (And it shall come to pass that everyone who calls upon the name of the Lord shall be saved.)

2:22 “ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติอิสราเอล จงฟังเรื่องต่อไปนี้ คือพระเยซูชาวนาซาเร็ธผู้ที่พระเจ้าทรงรับรองต่อท่านทั้งหลาย โดยการอิทธิฤทธิ์ การอัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงทำโดยพระองค์ท่ามกลางท่านทั้งหลาย ดังที่พวกท่านทราบอยู่แล้ว” 

     (“Men of Israel, hear these words: Jesus of Nazareth, a man attested to you by God with mighty works and wonders and signs that God did through him in your midst, as you yourselves know)

 2:23 “พระเยซูองค์นี้ทรงถูกมอบไว้ตามที่พระเจ้าทรงดำริแน่นอนและทรงทราบล่วงหน้า และท่านทั้งหลายได้ประหารพระองค์ด้วยการตรึงพระองค์บนกางเขนโดยอาศัยน้ำมือของคนอธรรม”

    (this Jesus, delivered up according to the definite plan and foreknowledge of God, you crucified and killed by the hands of lawless men. )

 2:24 “แต่พระเจ้าทรงทำให้พระองค์คืนพระชนม์ ทรงให้พ้นจากความตายอันปวดร้าว เพราะว่าความตายจะครอบงำพระองค์ไว้ไม่ได้” 

     (God raised him up,loosing the pangs of death, because it was not possible for him to be held by it.)

2:25 “เพราะดาวิดกล่าวถึงพระองค์ว่า‘ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอเพราะพระองค์ประทับที่ขวามือของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหว”

     (For David says concerning him, “‘I saw the Lord always before me, for he is at my right hand that I may not be shaken;)

2:26 “เพราะเหตุนี้ จิตใจของข้าพเจ้าจึงยินดี และลิ้นของข้าพเจ้าจึงเปรมปรีดิ์ยิ่งกว่านั้นร่างกายของข้าพเจ้าจะอยู่ด้วยความหวัง”

     (therefore my heart was glad, and my tongue rejoiced; my flesh also will dwell in hope.)

2:27 “เพราะพระองค์จะไม่ทรงละข้าพระองค์ไว้ในแดนคนตายทั้งจะไม่ทรงให้องค์บริสุทธิ์ของพระองค์เปื่อยเน่าไป”

     (For you will not abandon my soul to Hades, or let your Holy One see corruption.)

2:28 “พระองค์จะทรงให้ข้าพระองค์รู้จักทางแห่งชีวิตแล้วพระองค์จะทรงให้ข้าพระองค์มีความยินดีเต็มเปี่ยมด้วยการสถิตของพระองค์’” 

      (You have made known to me the paths of life; you will make me full of gladness with your  presence.’)

2:29 “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีใจกล้าที่จะกล่าวกับท่านทั้งหลายถึงดาวิดบรรพบุรุษของเราว่า ท่านตายแล้วและถูกฝังไว้แล้ว และอุโมงค์ฝังศพของท่านยังอยู่กับเราจนถึงทุกวันนี้” 

       (“Brothers, I may say to you with confidence about the patriarch David that he both died and was buried, and his tomb is with us to this day.) 

 2:30 “ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ และทราบว่าพระเจ้าตรัสสัญญาไว้กับท่านด้วยพระปฏิญาณว่าพระองค์จะประทานผู้หนึ่งในวงศ์ตระกูลของท่านให้นั่งบนบัลลังก์ของท่าน” 

      (Being therefore a prophet, and knowing that God had sworn with an oath to him that he would set one of his descendants on his throne, )

2:31 “ท่านก็ล่วงรู้เหตุการณ์นี้ก่อน จึงกล่าวถึงการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ว่า ‘พระเจ้าไม่ทรงละพระองค์ไว้ในแดนคนตายทั้งพระกายของพระองค์ ก็ไม่ทรงเปื่อยเน่าไป’”

      (he foresaw and spoke about the resurrection of the Christ, that he was not abandoned to Hades, nor did his flesh see corruption. )

 2:32 “พระเยซูองค์นี้พระเจ้าได้ทรงให้คืนพระชนม์แล้วซึ่งเราทุกคนคือสักขีพยานของเรื่องนี้” 

     (This Jesus God raised up, and of that we all are witnesses. )

2:33 “เพราะฉะนั้นเมื่อทรงเชิดชูพระองค์ขึ้นอยู่ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระเจ้าแล้วและเมื่อพระองค์ทรงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระบิดาตามพระสัญญาแล้ว พระองค์ทรงเทลงมาดังที่ท่านทั้งหลายได้ยินและได้เห็น”

      (Being therefore exalted at the right hand of God, and having received from the Father the promise of the Holy Spirit, he has poured out this that you yourselves are seeing and hearing. )

2:34 “เพราะว่าดาวิดไม่ได้ขึ้นไปยังสวรรค์แต่ท่านกล่าวว่า‘พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่าจงนั่งที่ขวามือของเรา”

     (For David did not ascend into the heavens, but he himself says, “‘The Lord said to my Lord, “Sit at my right hand,)

 2:35 “จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของท่านเป็นที่รองเท้าของท่าน” 

     (until I make your enemies your footstool.)

2:36 “เพราะฉะนั้น ให้พงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งหมดทราบแน่นอนว่า พระเจ้าทรงแต่งตั้งพระเยซูที่ท่านทั้งหลายตรึงไว้บนกางเขนนั้นให้เป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์

    (Let all the house of Israel therefore know for certain that God has made him both Lord and Christ, this Jesus whom you crucified.”)

2:37 “เมื่อคนทั้งหลายได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลบปลาบใจ จึงกล่าวกับเปโตรและอัครทูตคนอื่นๆ ว่า “พี่น้องเอ๋ย เราจะทำอย่างไรดี?” 

     (Now when they heard this they were cut to the heart, and said to Peter and the rest of the apostles, “Brothers, what shall we do?” )

 2:38 “เปโตรจึงกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า“จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์ให้หมดทุกคนเพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านทั้งหลาย แล้วพวกท่านจะได้รับของประทานคือพระวิญญาณบริสุทธิ์” 

      (And Peter said to them, “Repent and be baptized every one of you in the name of Jesus Christ for the forgiveness of your sins, and you will receive the gift of the Holy Spirit. )

 2:39 “เพราะว่าพระสัญญานั้นตกแก่ท่านทั้งหลายกับลูกหลานของพวกท่านด้วย และแก่ทุกคนที่อยู่ไกล คือทุกคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทรงเรียกให้มาเฝ้า” 

      (For the promise is for you and for your children and for all who are far off, everyone whom the Lord our God calls to himself.” )

 2:40 “เปโตรจึงกล่าวอีกหลายเรื่องเป็นพยานและเตือนสติพวกเขาว่า “จงเอาตัวรอดจากชาติพันธุ์ที่คดโกงนี้เถิด” 

      (And with many other words he bore witness and continued to exhort them, saying, “Save yourselves from this crooked generation.” )

2:41 “คนทั้งหลายที่รับถ้อยคำของเปโตรก็รับบัพติศมา ในวันนั้นมีคนเข้าเป็นสาวกประมาณสามพันคน” 

     (So those who received his word were baptized, and there were added that day about three thousand souls.)

 2:42 “เขาทั้งหลายอุทิศตัวเพื่อฟังคำสอนของบรรดาอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม รวมทั้งหักขนมปังและอธิษฐาน”

      (And they devoted themselves to the apostles’ teaching and the fellowship, to the breaking of bread and the prayers. )

 2:43 “เขาทั้งหลายมีความเกรงกลัวด้วยกันทุกคน และพวกอัครทูตทำการอัศจรรย์ และหมายสำคัญมากมาย” 

       (And awe came upon every soul, and many wonders and signs were being done through the apostles.)

 2:44 “คนทั้งหมดที่เชื่อถือก็อยู่รวมกัน และนำทุกสิ่งมารวมเป็นของกลาง” 

       (And all who believed were together and had all things in common. )

 2:45 “และพวกเขาขายที่ดินและทรัพย์สิ่งของมาแบ่งให้แก่กันตามความจำเป็น”

       (And they were selling their possessions and belongings and distributing the proceeds to all, as any had need. )

 2:46 “ทุกๆ วัน พวกเขาอุทิศตัวอยู่ด้วยกันในพระวิหารและหักขนมปังตามบ้านของพวกเขา รับประทานอาหารร่วมกันด้วยความชื่นชมยินดีและจริงใจ”

      (And day by day, attending the temple together and breaking bread in their homes, they received their food with glad and generous hearts, )

 2:47 “ทั้งสรรเสริญพระเจ้าและได้รับความชื่นชอบจากทุกคน องค์พระผู้เป็นเจ้าก็โปรดให้คนทั้งหลายที่กำลังจะรอดเพิ่มจำนวนเข้ามามากยิ่งขึ้นทุกๆ วัน”

     (praising God and having favor with all the people. And the Lord added to their number day by day those who were being saved.)

ข้อมูลมีประโยชน์

2:14     “กับอัครทูตสิบเอ็ดคน”( with the eleven)  =พวกอัครทูตได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์และพูดภาษาท้องถิ่นในประเทศต่างๆ  และในเวลานี้ พวกเขายืนขึ้นกับเปโตรผู้ทำหน้าที่เป็นโฆษกของพวกเขา
2:15      “เพิ่งจะเก้าโมงเช้าเท่านั้น” (the third hour of the day)
             -ในเทศกาลอย่างวันเพ็นเทคอสต์ ชาวยิวจะไม่รับประทานอาหารจนกว่าจะถึงเวลา 10.00 น. จึงเป็นไปไม่ได้ เลยที่คนพวกนี้ จะเมาเหล้าองุ่นในช่วงเวลาเช่นนี้
2:17-18 “ประชากรทั้งปวง บุตรชายบุตรสาว..คนหนุ่ม..คนชรา..ชาย..หญิง” (all flesh, your sons and your daughters… your young men … old men …male … female  )
               =พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณให้ลงมาสถิตในทุกคนไม่เกี่ยงเรื่องวัย เพศ หรือชนชั้น
 2:17     “วาระสุดท้าย” (the last days)-อสย.2:2;ฮชย.3:5;มคา.4:1;1ทธ.4:1;2ทธ.3:1;ฮบ.1:2;1ปต.1:20;  1ยน.2:18  

              -ในภาษาฮีบรู โยเอล ใช้คำว่า”ในภายหลัง” ส่วนในฉบับภาษากรีกที่เรียกว่า เซปตัวจิ้น ใช้คำว่า “หลังจากสิ่งเหล่านี้
              เปโตรตีความว่าเป็นยุคพันธสัญญาใหม่ซึ่งเป็นยุคหลัง คือ เป็นยุคของพระเมสสิยาห์ (ยรม.31:33-34; อสค .36:26-27;39:29) ซึ่งต่างจากยุคพันธสัญญาเดิมซึ่งเป็นยุคแรก(1:2)
 2:18     “เขาทั้งหลายจะเผยพระวจนะ” (they shall prophesy ) -1คร.12:10
 2:19-20 –ยอล.2:30-31;มก13:24-25
 2:21     “ทุกคนที่ร้องขอ” ( everyone who calls)-ปท.ข.39 =ต้องมีทั้งความเชื่อและการสนองตอบด้วยไม่ใช่แค่พูดเท่านั้น -มธ.7:21

2:22    “ทรงรับรองต่อท่านทั้งหลายโดยอิทธิฤทธิ์ การอัศจรรย์และหมายสำคัญต่างๆ” (God with mighty works and wonders and signs) =พระราชกิจยิ่งใหญ่ต่างๆของพระเยซูคริสต์ที่ทรงกระทำเป็นหลักฐานยืนยันว่าพระเมสสิยาห์ได้เสด็จมาแล้ว
2:23  “พระเจ้าทรงดำริแน่นอน และทรงทราบล่วงหน้า” (the definite plan and foreknowledge of God)
            =พระเจ้าทรงกำหนดและสำแดงพระประสงค์ของพระองค์ผ่านทางบรรดาผู้เผยพระวจนะว่า พระเมสสิยาห์ จะต้องทน ทุกข์ทรมาน และสิ้นพระชนม์  (17:2-3;26:22-23;ลก.24:25-26,45-46 ปท.1ปต1:11
2:27    “ไม่ทรงละข้าพระองค์ไว้ในแดนคนตาย” (will not abandon my soul to Hades ) = บางฉบับแปลว่า

           “ไม่ทรงทิ้งข้าพระองค์ไว้กับหลุมฝังศพ” –พระเจ้าจะไม่ยอมให้ร่างกายของพระเมสสิยาห์เน่าเปื่อย (ข.31)
2:29   “อุโมงค์ฝังศพของท่านยังอยู่กับเราจนถึงทุกวันนี้” (his tomb is with us to this day ) = สุสานของเขาก็อยู่ที่นี่   

            =อุโมงค์ฝังศพและร่างของดาวิดยังอยู่ในเยรูซาเล็ม
 2:33    “เมื่อทรงรับการเชิดชูสู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว”  (Being therefore exalted at the right hand of God) –ฮบ.1:2-3
             “พระวิญญาณบริสุทธิ์…ตามพระสัญญา” (the promise of the Holy Spirit, ) -1:4
             “ได้ทรงเทลงมา” (poured out ) -ข.17;ยอล.2:28
2:34     “พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” (The Lord said to my Lord)  =ดาวิดเรียกเชื้อสายของพระองค์ด้วยความเคารพยำเกรง เพราะพระวิญญาณทรงดลใจให้ตระหนักว่าผู้ที่จะมาบังเกิดนั้นยิ่งใหญ่ และบริสุทธิ์ยิ่งนัก (มธ.22:41-45)  ไม่เพียงแต่จะเป็นจากตาย (31-32) แต่ยังได้รับการยกชูสู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าด้วย (33-35) และทรงส่งพระวิญญาณลงมา (33;ยน.16:7;สดด.110:1)
2:37    “รู้สึกแปลบปลาบใจ” (cut to the heart ) – บางฉบับแปลว่า “เสียดแทงใจ” เวลานี้ ผู้ฟังรู้สึกในความผิดมหันต์ของพวกเขาเอง
2:38     “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา” (Repent and be baptized)
            =การกลับใจใหม่เป็นสาระสำคัญในคำเทศนาเตรียมทางให้พระเยซูคริสต์ของยอห์น (มก.1:4;ลก.3:3) และในคำเทศนาของพระเยซูคริสต์เอง (มก.1:15;ลก.13:3)  รวมทั้งในพระบัญชาที่มอบให้แก่สาวกก่อนเสด็จสู่สวรรค์ (ลก.24:47)
            =การบัพติศมาจึงสำคัญต่อยอห์นผู้ให้บัพติศมา, ต่อการทำตามพระบัญชาของพระเยซู (มธ.28:18-19)และต่อคำเทศนาในพระธรรมกิจการ(8:2;18:8)
            “ในพระนามของพระเยซูคริสต์”( in the name of Jesus Christ)  =ไม่ได้ขัดแย้งกับคำบัญชาให้บัพติศมาในพระนามของพระเจ้าพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ใน มัทธิว 28 :19-20
            ในตอนนี้ เพียงต้องการเน้นว่า บัพติศมานี้แตกต่างและไม่ใช่บัพติศมาของยอห์น (19:4-5)

          “เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านทั้งหลาย” (for the forgiveness of your sins)

          = “เพื่อรับการอภัยโทษบาปของท่าน” = ไม่ได้ หมายความว่า การรับบัพติศมาส่งผลให้ได้รับการอภัยบาป  แต่การให้อภัยบาปมาจากสิ่งที่บัพติศมาเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึง (รม.6:3-4)
           “พระวิญญาณบริสุทธิ์”( the Holy Spirit) = ของประทาน 2 อย่างในเวลานี้ คือการอภัยโทษบาป (22:16)  และพระวิญญาณบริสุทธิ์

2:42    “คำสอนของบรรดาอัครทูต” (to the apostles’ teaching ) =คำสอนทุกอย่างที่พระเยซูคริสต์สอน

               (มธ.28:20) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวประเสริฐที่เน้นการสิ้นพระชนม์ การถูกฝัง และการเป็นขึ้นจากตาย

               (ข.23-24;3:15;4:10;1คร.15:1-4)  เป็นคำสอนที่มีเอกลักษณ์เพราะมาจากพระเจ้าและมีสิทธิอำนาจซึ่งพระเจ้ามอบให้แก่อัครทูต (2คร.13:10;1ธส.4:2) ตอนนี้ ถ่ายทอดต่อมาอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่
            “หักขนมปัง”( the breaking of bread) – วลีนี้หมายถึง มื้ออาหารธรรมดา ในข้อ 46 (ลก.24:30,35) แต่ในที่นี้ น่าจะหมายถึงพิธีมหาสนิท (20:7 -ปท.1คร.10:16;11:20)
            “อธิษฐาน” ( the prayers) -พระธรรมกิจการเน้นการอธิษฐานเป็นสำคัญในชีวิตคริสเตียนทั้งเป็นส่วนตัว และต่อชุมชน (1:14;3:1;6:4;10:4,3112:5;16:13,16)
 2:44    “คนทั้งหมดที่เชื่อถือก็อยู่ร่วมกัน” (all who believed were together ) = “ผู้เชื่อทั้งปวงอยู่รวมกัน”

              = ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคริสตจักรยุคแรก (4:32;ยน.17:11,21-23รม15:5;อฟ.4:1-16;ฟป.2:1-4)
            “นำทุกสิ่งมารวมเป็นของกลาง” (had all things in common)

             = “ถือครองทุกอย่างร่วมกัน”  -4:34-35  = ผู้ที่มีความเชื่อแบ่งปันกันด้วยความสมัครใจเพื่อผู้ที่ขัดสนในการดำเนินชีวิต (4:36-5:9)

2:46     “ในพระวิหาร” (attending the temple ) = อาจคือ ในบริเวณพระวิหาร หรือเฉลียงของซาโลมอน (3:11;5:12)

 

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยเป็นพยานเรื่องพระคริสต์ครั้งแรกที่ไหน เมื่อไร กับใคร? แล้วผลเป็นอย่างไรบ้าง?
  2. คุณเคยมีประสบการณ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเรื่องอะไรเป็นพิเศษบ้าง? อย่างไร?
  3. ในคริสตจักรของคุณ เคยมีเด็กหรือผู้ใหญ่ เผยพระวจนะบ้างหรือไม่อย่างไร?
  4. ในคริสตจักรของคุณมีคนหนุ่มสาวได้เห็นนิมิตบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร และอย่างไร?
  5. คุณเคยเห็นหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์อะไรบ้างที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณหรืออีกหลายๆ คน? ที่ไหน?   และ อย่างไร?
  6. คุณเองรับฟังข่าวประเสริฐครั้งแรกที่ไหน เมื่อไร โดยผู้ใด และอย่างไร?
  7. คุณเคยเห็นคนกลับใจเชื่อพระเจ้าพร้อมกันจำนวนมากที่สุดเท่าไร? เมื่อไร? โดยใคร และอย่างไร? ที่ไหน? หรือเคยเห็นจำนวนคนรับบัพติศมามากที่สุด คือเท่าไร ที่ไหน และอย่างไร?
  8. คุณกระตือรือร้นในการอุทิศตัวในการสามัคคีธรรม นมัสการพระเจ้าและการรับใช้ร่วมกับพี่น้องในคริสตจักรหรือไม่? อย่างไร?
  9. คุณมีความประทับใจคริสตจักรของคุณในเรื่องใดมากที่สุด ทำไม?

 

ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์  

บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทเรียนที่ 2

กำเนิดคริสตจักร (1)

พระธรรม        กิจการ 2:1-13

อ้างอิง             ลนต.23:15-16;1คร.14:23;กจ.2:12;4:31;ลก.2:25;1ปต.1:121;อฟ.5:18;กจ.13:13;14:24;15:35

บทนำ              คริสตจักรเกิดขึ้นตามวันเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนด

                         พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย และทรงใช้เวลา 40 วันกับพวกสาวกของพระองค์ จากนั้น พระองค์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ก่อนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาเป็นจุดเริ่มต้นการกำเนิดของคริสตจักรในโลกนี้!

บทเรียน

2:1 “เมื่อวันเทศกาลเพ็นเทคอสต์แปลว่า ที่ห้าสิบ เป็นเทศกาลภายหลังวันเริ่มเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ 50 วัน มาถึงพวกสาวกรวมตัวอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน” 

   (When the day of Pentecost arrived, they were all together in one place. )

2:2 “ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุแรงกล้าดังก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น” 

    (And suddenly there came from heaven a sound like a mighty rushing wind, and it filled the entire house where they were sitting. )

 2:3 “และพวกเขาเห็นบางสิ่งที่คล้ายเปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้นแผ่กระจายอยู่บนตัวพวกเขาทุกคน” 

    (And divided tongues as of fire appeared to them and rested on each one of them. )

 2:4 “พวกเขาทั้งหมดก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงเริ่มต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงให้พูด”

    (And they were all filled with the Holy Spirit and began to speak in other tongues as the Spirit gave them utterance.)

 2:5 “มีพวกยิวจากทุกประเทศทั่วใต้ฟ้าซึ่งเป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้า มาอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม” 

    (Now there were dwelling in Jerusalem Jews, devout men from every nation under heaven.) 

 2:6 “เมื่อมีเสียงอย่างนั้นเขาทั้งหลายจึงพากันมา และฉงนสนเท่ห์เพราะต่างคนต่างได้ยินพวกเขาพูดภาษาของตัว” 

    (And at this sound the multitude came together, and they were bewildered, because each one was hearing them speak in his own language. )

 2:7 “เขาทั้งหลายจึงแปลกใจและอัศจรรย์ใจพูดว่า “นี่แน่ะ คนทั้งหลายที่พูดอยู่นี้เป็นชาวกาลิลีทุกคนไม่ใช่หรือ?”

    (And they were amazed and astonished, saying, “Are not all these who are speaking Galileans? )

 2:8 “ทำไมเราทุกคนถึงได้ยินพวกเขาพูดภาษาของบ้านเกิดเมืองนอนของเรา?” 

    (And how is it that we hear, each of us in his own native language?)

 2:9 “ซึ่งเป็นชาวปารเธีย ชาวมีเดีย ชาวเอลาม และเป็นคนที่อาศัยอยู่ในเขตแดนเมโสโปเตเมีย อยู่ในแคว้นยูเดียและแคว้นคัปปาโดเซีย อยู่ในแคว้นปอนทัสและแคว้นเอเชีย” 

    (Parthians and Medes and Elamites and residents of Mesopotamia, Judea and Cappadocia, Pontus and Asia,)

 2:10 “อยู่ในแคว้นฟรีเจียและแคว้นปัมฟีเลีย เป็นคนที่อยู่ในประเทศอียิปต์และในบางส่วนของเมืองลิเบียซึ่งขึ้นกับนครไซรีน เป็นคนที่มาจากกรุงโรม” 

    (Phrygia and Pamphylia, Egypt and the parts of Libya belonging to Cyrene, and visitors from Rome )

2:11 “ซึ่งมีทั้งพวกยิวกับพวกที่เข้าจารีตยิว และเป็นชาวครีตและชาวอาระเบีย เราต่างได้ยินคนเหล่านี้กล่าวถึง กิจการที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในภาษาของเราเอง

    (both Jews and proselytes, Cretans and Arabians—we hear them telling in our own tongues the mighty works of God.” )

 2:12 “พวกเขาจึงประหลาดใจและฉงนสนเท่ห์พูดกันว่า “นี่อะไรกัน?”

    (And all were amazed and perplexed, saying to one another, “What does this mean?” )

 2:13 “แต่บางคนเยาะเย้ยว่า “พวกเขาเมาเหล้าองุ่นใหม่”

    (But others mocking said, “They are filled with new wine.”)

 

ข้อมูลมีประโยชน์

2:1       “วันเพ็ญเทคอสต์” (Pentecost) = วันที่ 50 หลังวันสะบาโตของสัปดาห์ปัสกา (ลนต.23:15-16)

               เพราะฉะนั้น จึง = เป็นวันแรกของสัปดาห์ หรือเรียกได้อีกว่า “เทศกาลแห่งสัปดาห์” (ฉธบ.16:10)

                = เทศกาลเก็บเกี่ยว (อพย.23:16)  และวันถวายผลแรก (กดว.28:26)

                “พวกสาวก” (they)  อาจ = 1) อัครทูต 11 คน (รวมมัทธีอัส) หรือ     2) ทุกคนที่กล่าวถึงใน กจ.1:13-15

              “รวมตัวอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน” (all together in one place) = ไม่ใช่ห้องชั้นบนที่พบปะกันใน กจ.1:13 แต่อาจอยู่ในบริเวณพระวิหาร (ที่ปกติพวกอัครทูตไปอยู่ที่พระวิหารเป็นประจำในเวลาที่พระวิหารเปิด) (ลก.24:53)

2:2       “เสียงพายุแรงกล้า” (a sound like a mighty rushing wind) –ในพระคัมภีร์ “ลม” เป็นสัญลักษณ์ของพระวิญญาณของพระเจ้า (อสค.37:9,14;ยน.3:8)

            -เครื่องหมายของการเสด็จมาของพระวิญญาณ คือ สิ่งที่ได้ยิน (ลมพายุ) และสิ่งที่มองเห็นได้ (ไฟ)

           “ทั่วตึก” (the entire house) = อาจหมายถึงพระวิหาร (ปท.7:47)

2:3       “เปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้น” (divided tongues as of fire) = ภาพเปรียบที่เหมาะกับบริบท เพราะมีคนพูดหลายภาษาอยู่ที่นั่น

           “ไฟ” (fire) =สัญลักษณ์ของการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า (อพย.3:2) และเกี่ยวข้องกับการพิพากษาด้วย (มธ.3:12)

2:4       “พวกเขาทั้งหมด” (they were all) = พวกอัครทูตหรือสาวก 120 คนก็ได้ ซึ่งสำเร็จตามคำพยากรณ์ของโยเอล (ข.17-18)

           “เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” ( filled with the Holy Spirit)  = สำเร็จตาม กจ.1:4-5:8; ปท.ลก.24:49;ยน.14:16-18;20:22

         = จิตวิญญาณของพวกเขาอยู่ภายในการควบคุมของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นคำพูดของเขาจึงเป็นดุจคำตรัสของพระองค์

        “พูดภาษาอื่น ๆ “ (to speak in other) = ภาษาต่าง ๆ พระวิญญาณทำให้พวกเขาสามารถพูดภาษาอื่นหรือภาษาต่าง ๆ ได้ โดยที่พวกเขาไม่เคยเรียนรู้มาก่อน (กจ.10:46;19:6; ปท.1:1คร.12-14) เพราะในสถานที่นี้มีคนต่างชาติต่างภาษาอยู่ร่วมกันอย่างมากมาย

2:5       “พวกยิวจากทุกประเทศทั่วใต้ฟ้าซึ่งเป็นผู้ยำเกรงพระเจ้า” (Jews, devout men from every nation under heaven)  = ยิวผู้เคร่งครัดในศาสนาจากส่วนต่าง ๆ ของโลกมาชุมนุมกันในเยรูซาเล็ม (ซึ่งมีทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่ และผู้มาเยือน) ปท.ลก.2:25

2:6       “ได้ยินพวกเขาพูดภาษาของตัว” (each one was hearing them speak in his own language)  = พวกยิวที่อยู่ ณ ที่นั้น ได้ยินอัครทูต (และพวก) พูดภาษาท้องถิ่นของสถานที่หรือประเทศต่าง ๆ ที่พวกเขาออกมา

2:9       “ชาวปารเธีย” ( Parthians ) = ผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนตั้งแต่แม่น้ำไทกรีสไปจนถึงอินเดีย

               “ชาวมีเดีย” (Medes)  = ผู้อยู่ทางตะวันออกของเมโสโปเตเมีย ตะวันออกเฉียงเหนือของเปอร์เซีย และทางใต้กับทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลแคสเบียน

              “ชาวเอลาม” ( Elamites) = ผู้อยู่ทางเหนือของอ่าวเปอร์เซีย ทางตะวันตกจดแม่น้ำไทกรีส

              “เมโสโปเตเมีย” (Mesopotamia ) = อยู่ระหว่างแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรติส

             “แคว้นยูเดีย” (Judea) = บ้านเกิดของคนยิว หากใช้ตามความหมายในพระคัมภีร์เดิม ก็คือ ตั้งแต่ลำน้ำแห่งอียิปต์ จดแม่น้ำใหญ่คือยูเฟรติส (ปฐก.15:18) ซึ่งรวมกาลิลีเข้าด้วย

            “แคว้นคับปาโดเซีย แคว้นปอนทัส และเอเซีย” (Cappadocia, Pontus and Asia)  = แคว้นต่างๆ ของเอเซียน้อย (2คร1:8)

2:10     “แคว้นฟรีเจีย และแคว้นปัมฟีเลย” (Phrygia and Pamphylia)  = แคว้นในเอเชียน้อย

             “ประเทศอียิปต์” (Egypt) = สถานที่ที่มีชาวยิวอาศัยอยู่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. โดย 2 ใน 5 เขตของเมืองอเล็กซานเดรีย เป็นเขตของคนยิว

              “เมืองลิเปีย” (the parts of Libya ) = ดินแดนทางตะวันตกของอียิปต์

              “นครไซรีน” (Cyrene) = เมืองหลวงของแคว้นลิเบีย ชื่อ “ไซรีไนกา”

              “กรุงโรม” (Rome) = เมืองที่มีชาวยิวนับพัน ๆ อาศัยอยู่

2:11     “พวกที่เข้าจารีตยิว” (both Jews and proselytes) = คนต่างชาติที่รักษาบัญญัติของโมเสสอย่างครบถ้วน และได้รับการยอมรับเข้าสู่สังคมชาวยิวอย่างสมบูรณ์

              “ชาวครีต” (Cretans)  = เกาะครีตที่อยู่ทางใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกรีซ

              “ชาวอาระเบีย” (Arabians) = ชาวอาหรับ จากดินแดนทางตะวันออก อาณาจักรของชาวนาบาเทียอาหรับตั้งอยู่ระหว่างทะเลแดงและแม่น้ำยูเฟรติส มีเปตราเป็นเมืองหลวง

“เราต่างได้ยินคนเหล่านี้กล่าวถึงกิจการที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในภาษาของเราเอง” (we hear them telling in our own tongues the mighty works of God) = พวกสาวกของพระคริสต์กำลังประกาศความอัศจรรย์ของพระเจ้าด้วยภาษาท้องถิ่นของสถานที่ต่าง ๆ ที่พวกชาวยิวเดินทางจากมา

คำถามนำอภิปราย  

  1. คุณเคยมีประสบการณ์กับ “พระวิญญาณบริสุทธิ์” หรือ “ปรากฏการณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์สำแดงพระองค์” บ้างหรือไม่? ที่ไหน? อย่างไร?  แล้วเกิดอะไรตามมา?
  2. คุณเคยมีความสงสัยหรือความไม่เข้าใจหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์บ้างหรือไม่? เรื่องอะไร และอย่างไร?   แล้วส่งผลอะไรต่อคุณบ้าง?
  3. คุณเคยถูกคนล้อเลียนหรือหมิ่นประมาทคุณเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์บ้างหรือไม่? โดยผู้ใด? อย่างไร? ที่ไหน? แล้วคุณรับมืออย่างไร?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer