บทเรียน 1 และ 2 พงศ์กษัตริย์ (โครงเรื่อง)

1  และ 2 พงศ์กษัตริย์ 

โครงเรื่อง

 1 และ  2 พงศ์กษัตริย์แบ่งโครงเรื่องคร่าว ๆ โดยการโยงเนื้อหาเข้ากับช่วงเวลาสำคัญ ๆ ทางประวัติศาสตร์ในพระธรรมนี้และพันธกิจของเอลียาห์และเอลีชา

          1. ยุคโซโลมอน (1:12-24)

ก. โซโลมอนขึ้นครองราชย์ (1:1-2:12)

ข. บัลลังก์ของโซโลมอนมั่นคง (2:13-46)

ค. สติปัญญาของโซโลมอน (บทที่ 3)

ง. คุณลักษณะของรัชกาลโซโลมอน (บทที่ 4)

จ. โครงการก่อสร้างของโซโลมอน (5:1-9:9)

1) การเตรียมการก่อสร้างพระวิหาร (บทที่ 5)

2) การก่อสร้างพระวิหาร(บทที่ 6)

3) การก่อสร้างพระราชวัง (7:1-12)

4) การตกแต่งพระวิหาร (7:13-51)

5) การถวายพระวิหาร (บทที่ 8)

6) การตอบสนองของพระเจ้าและคำเตือน (9:1-9)

ฉ. คุณลักษณะของรัชกาลโซโลมอน (9:10-10:29)

ช. ความโง่เขลาของโซโลมอน (11:1-13)

ซ. บัลลังก์ของโซโลมอนถูกคุกคาม (11:14-43)

ฌ. เรโหโบอัมสืบทอดบัลลังก์ (12:1-24)

          2. อิสราเอลและยูดาห์ตั้งแต่รัชกาลเยโรโบอัมที่ 1/เรโหโบอัม จนถึงอาหับ/อาสา (12:25-16:34)

ก. เยโรโบอัมที่ 1 แห่งอิสราเอล (12:25-14:20)

ข. เรโหโบอัมแห่งยูดาห์ (14:21-31)

ค. อาบียาห์แห่งยูดาห์ (15:1-8)

ง. อาสาแห่งยูดาห์ (15:9-24)

จ.นาดับแห่งอิสราเอล (15:25-32)

ฉ. บาอาชาแห่งอิสราเอล (15:33-16:7)

ช. เอลาห์แห่งอิสราเอล (16:8-14)

ซ. ศิมรีแห่งอิสราเอล (16:15-20)

ฌ. อมรีแห่งอิสราเอล (16:12-28)

ญ. อาหับแห่งอิสราเอล (16:29-34)

3. พันธกิจของเอลียาห์และผู้เผยพระวจนะคนอื่นๆ ตั้งแต่รัชกาลอาหับ/อาสา จนถึงอาหัสยาห์/ เยโฮชาฟัท   (บทที่ 17-22)

ก.      เอลียาห์ (และผู้เผยพระวจนะอื่น ๆ ) ในรัชกาลอาหับ (17:1-22:40)

1)      เอลียาห์กับการกันดารอาหาร (บทที่ 17)

2)      เอลียาห์บนภูเขาคารเมล (บทที่ 18)

3)      เอลียาห์หนีไปโฮเรบ (บทที่ 19)

4)      ผู้เผยพระวจนะกล่าวโทษอาหับที่ไว้ชีวิตเบนฮาคัด (บทที่ 20)

5)      เอลียาห์กล่าวโทษอาหับที่ยึดสวนองุ่นของนาโบท (บทที่ 21)

6)      มีคายาห์พยากรณ์ถึงการตายของอาหับและคำพยากรณ์เป็นจริง (22:1-40)

ข.      เยโฮชาฟัทแห่งยูดาห์ (22:41-50)

ค.      อาหัสยาห์แห่งอิสราเอล (22:51-53)

4. พันธกิจของเอลียาห์และเอลีชาในรัชกาลอาหัสยาห์และโยรัม (2พกษ.1:1-8:15)

ก. เอลียาห์ในรัชกาลอาหัสยาห์ (บทที่ 1)

ข. การรับตัวเอลียาห์และการแต่งตั้งเอลีชา (2:1-18)

ค. เอลีชาในรัชกาลโยรัม (2:19-8:15)

1) หมายสำคญครั้งแรก  ๆ ของเอลีชา (2:19-25)

2) เอลีชาระหว่างการสู้รบกับโมอับ (บทที่ 3)

3) เอลีชาทำพันธกิจกับผู้ยากไร้ในอิสราเอล (บทที่ 4)

4) เอลีชารักษานาอามาน (บทที่ 5)

5) เอลีชาช่วยผู้เผยพระวจนะคนหนึ่ง (6:1-7)

6) เอลีชาช่วยโยรัมจากกองทัพอารัม (6:8-23)

7) กองทัพอารัมเลิกล้อมกรุงสะมาเรียนตามที่เอลีชาพยากรณ์ไว้ (6:24-7:20)

8) หญิงชาวชูเนมได้ที่ดินกลับคืนมา (8:1-6)

9) เอลีชาพยากรณ์ว่าฮาซาเอลจะกดขี่อิสราเอล (8:7-15)

5. อิสราเอลและยูดาห์ตั้งแต่รัชกาลโยรัม/เยโฮรัม จนกระทั่งอิสราเอลเอลตกเป็นเชลย (8:16-17:41)

ก. เยโฮรัมแห่งยูดาห์ (8:16-24)

ข. อาหัสยาห์แห่งยูดาห์ (8:25-29)

ค. เยฮูกบฎและขึ้นครองราชย์ในอิสราเอล (บทที่ 9-10)

1) เอลีชาสั่งให้เจิมตั้งเยฮู (9:1-13)

2) เยฮูลอบสังหารโยรัมและอาหัสยาห์ (9:14-29)

3) เยฮูประหารเยเซเบล (9:30-37)

4) เยฮูประหารครอบครัวของอาหับ (10:1-17)

5) เยฮูขจัดการนมัสการพระบาอัล (10:18-36)

ง. อาธาลิยาห์และโยอาชแห่งยูดาห์และการซ่อมแซมพระวิหาร (บทที่ 11-12)

จ. เยโฮอาหาสแห่งอิสราเอล (13:1-9)

ฉ. เยโฮอาชแห่งอิสราเอลและคำพยากรณ์ครั้งสุดท้ายของเอลีชา (13:10-25)

ช. อามาซิยาห์แห่งยูดาห์ (14:1-22)

ซ. เยโรโบอัมที่ 2 แห่งอิสราเอล (14:23-29)

ฌ. อาซาริยาห์แห่งยูดาห์ (15:1-7)

ญ. เศคาริยาห์แห่งอิสราเอล (15:8-12)

ฎ. ชัลลูมแห่งอิสราเอล (15:13-16)

ฏ. เมนาเฮมแห่งอิสราเอล (15:17-22)

ฐ. เปคาหิยาห์แห่งอิสราเอล (15:23-26)

ฑ. เปคาห์แห่งอิสราเอล (15:27-31)

ฒ. โยธามแห่งยูดาห์ (15:32-38)

ฌ. อาหัสแห่งยูดาห์ (บทที่ 16)

ด. โฮเชยาแห่งอิสราเอล (17:1-6)

ต. อิสราเอลตกเป็นเชลยและคนต่างชาติย้ายมาตั้งถิ่นฐานในสะมาเรีย (17:7-41)

6. ยูดาห์ตั้งแต่รัชกาลเฮเซคียาห์จนถึงการตกเป็นเชลยในบาบิโลน (บทที่ 18-25)

ก. เฮเซคียาห์ (บทที่ 18-20)

1) รัชสมัยที่ดีของเฮเซคียาห์ (18:1-8)

2) การคุกคามจากอัสซีเรียและการช่วยกู้ (18:9-19:37)

3) ความเจ็บป่วยของเฮเซคียาห์และการเป็นพันธมิตรกับบาบิโลน (บทที่ 20)

ข. มนัสเสห์ (21:1-18)

ค. อาโมน (21:19-26)

ง. โยสิยาห์ (22:1-23:30)

1) การซ่อมแซมพระวิหารและการค้นพบหนังสือบทบัญญัติ (บทที่ 22)

2) การฟื้นฟูพันธสัญญาและรัชกาลโยสิยาห์สิ้นสุดลง (23:1-30)

จ. เยโฮอาหาสตกเป็นเชลยในอียิปต์ (23:31-35)

ฉ. เยโฮยาคิม : การกวาดต้อนเชลยไปบาบิโลนครั้งแรก (23:36-24:7)

ช. เยโฮยาคิม : การกวาดต้อนเชลยไปบาบิโบนครั้งที่สอง (24:8-17)

ซ. เศเดคียาห์ : การกวาดต้อนเชลยไปบาบิโลนครั้งที่สาม (24:18-25:21)

ฌ. คนที่เหลืออยู่หนีไปอียิปต์ (25:22-26)

ญ. เยโฮยาคีนได้รับการเลื่อนสถานภาพในบาบิโลน (25:27-30)

(จาก NIV STUDY BIBLE ฉบับค้นคว้า)

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

 

 

 

1ซามูเอล 18:1-30

โยนาธาน และดาวิด

พระธรรม 1ซามูเอล 18:1-30

อ้างอิง 1ซมอ.19:1;20:16;31:2;2ซมอ.4:4;11:26

บทนำ มิตรภาพระหว่างมิตรเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง มิตรภาพระหว่างบุคคล 2 คนที่ตราตรึงใจผู้อ่านพระคัมภีร์เป็นอย่างยิ่งคู่หนึ่งคือ  มิตรภาพระหว่างดาวิดและโยนาธาน! ความแตกต่างของทั้ง 2 ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับมิตรภาพที่มีต่อกัน และทั้ง 2 ได้เกื้อกูลต่อกันตราบจนวัน สุดท้ายของชีวิต ….วันนี้ คุณมีมิตรภาพที่แท้และถาวรเช่นนี้กับผู้ใดบ้างหรือไม่?

บทเรียน

18:1     “อยู่มาเมื่อดาวิดทูลซาอูลเสร็จแล้ว จิตใจของโยนาธานก็ผูกสมัครรักใคร่กับจิตใจของดาวิด และโยนาธานก็รักเธออย่างรักชีวิตของท่านเอง”

(After David had finished talking with Saul, Jonathan became one in spirit with David, and he loved him as   himself.)

18:2     “และวันนั้นซาอูลก็ทรงกักตัวเธอไว้ ไม่ยอมให้เธอกลับไปบ้านบิดาของเธอ”

(From that day Saul kept David with him and did not let him return to his father’s house)

18:3     “แล้วโยนาธานก็กระทำพันธสัญญากับดาวิด เพราะท่านรักเธออย่างกับรักชีวิตของท่านเอง”

(And Jonathan made a covenant with David because he loved him as himself.)

18:4     “โยนาธานก็ถอดเสื้อคลุมออกมอบให้แก่ดาวิด พร้อมทั้งเครื่องใช้ แม้ดาบ คันธนู และเข็มขัดก็ประทานให้ด้วย”

(Jonathan took off the robe he was wearing and gave it to David, along with his tunic, and even his sword, is bow and his belt.)

18:5     “และดาวิดก็ออกไปกระทำความสำเร็จไม่ว่าซาอูลจะใช้เธอไป ณ ที่ใด ดังนั้นซาอูลจึงทรงตั้งเธอให้อยู่เหนือนักรบทั้งหลาย การกระทำดังนี้เป็นที่ชอบในสายตาของประชาชนและในสายตาของข้าราชการของซาอูลด้วย”

(Whatever Saul sent him to do, David did it so successfully that Saul gave him a high rank in the army. This  pleased all the people, and Saul’s officers as well.)

18:6     “อยู่มาเมื่อดาวิดกลับมาจากการฆ่าคนฟีลิสเตียนั้น กำลังเดินทางกลับบ้าน พวกผู้หญิงก็ออกมาจากหัวเมืองอิสราเอลร้องเพลงและเต้นรำต้อนรับพระราชาซาอูลด้วยรำมะนา ด้วยเพลงร่าเริง และด้วยเครื่องดนตรี”

(When the men were returning home after David had killed the Philistine, the women came out from all the towns of Israel to meet King Saul with singing and dancing, with joyful songs and with tambourines and lutes.)

18:7     “และเมื่อพวกผู้หญิงเต้นรำรื่นเริงกันอยู่นั้นก็ขับร้องรับกันว่า  “ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ”

(As they danced, they sang:         “Saul has slain his thousands, and David his tens of thousands.”)

18:8     “ซาอูลทรงกริ้วนัก คำที่ร้องกันนั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระองค์เลย พระองค์ตรัสว่า “เขาสรรเสริญดาวิดว่าฆ่าคนเป็นหมื่นๆ ส่วนเราเขาว่าฆ่าแต่เพียงเป็นพันๆ นอกจากราชอาณาจักรแล้ว ดาวิดจะได้อะไรอีกเล่า”

(Saul was very angry; this refrain galled him. “They have credited David with tens of thousands,” he thought, “but me with only thousands. What more can he get but the kingdom?”)

18:9     “ซาอูลก็ทรงใช้สายตาจับดาวิดตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป”

(And from that time on Saul kept a jealous eye on David.)

18:10   “อยู่มาในวันรุ่งขึ้นวิญญาณชั่วจากพระเจ้าก็เข้าสิงซาอูล ซาอูลก็ทรงเพ้ออยู่ในวังของพระองค์ ดาวิดก็กำลังดีดพิณอย่างที่เธอเคยดีดถวายทุกวันมา ซาอูลทรงถือหอกอยู่”

(The next day an evil spirit from God came forcefully upon Saul. He was prophesying in his house, while David was playing the harp, as he usually did. Saul had a spear in his hand)

18:11 “และซาอูลก็ทรงพุ่งหอก ด้วยนึกว่า “ข้าจะปักดาวิดให้ติดกับผนังเสีย” แต่ดาวิดก็หนีไปได้ถึงสองครั้ง”

(and he hurled it, saying to himself, “I’ll pin David to the wall.” But David eluded him twice.)

18:12 “ซาอูลก็ทรงกลัวดาวิด เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิตกับเธอ แต่ทรงพรากจากซาอูลแล้ว”

(Saul was afraid of David, because the LORD was with David but had left Saul.)

18:13 “ดังนั้นซาอูลจึงรับสั่งให้ย้ายดาวิดไปให้พ้นพระพักตร์ ตั้งเป็นผู้บังคับการกองพันและเธอได้เข้าออกอยู่ต่อหน้าประชาชน

(So he sent David away from him and gave him command over a thousand men, and David led the troops in their campaigns.)

18:14 “ดาวิดกระทำอะไรก็สำเร็จทุกประการ เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับเธอ”

(In everything he did he had great success, because the LORD was with him.)

18:15 “เมื่อซาอูลทรงเห็นว่าดาวิดได้กระทำความสำเร็จยิ่งก็ทรงเกรงกลัวดาวิด”

(When Saul saw how successful he was, he was afraid of him.)

18:16   “แต่คนอิสราเอลและคนยูดาห์ทั้งสิ้นรักดาวิด เพราะเธอเข้าออกต่อหน้าเขาทั้งหลายอยู่เสมอ”

(But all Israel and Judah loved David, because he led them in their campaigns.)

18:17   “ฝ่ายซาอูลจึงรับสั่งกับดาวิดว่า “ดูเถิด นี่คือบุตรสาวคนโตของเราชื่อเมราบ เราจะมอบแม่นางให้เป็นภรรยาของเธอ ขอแต่เธอจงเป็นคนกล้าหาญและสู้ศึกของพระเจ้าเท่านั้น” เพราะซาอูลทรงดำริว่า “อย่าให้มือของเราแตะต้องเขาเลย ให้มือคนฟีลิสเตียแตะต้องเขาดีกว่า”

(Saul said to David, “Here is my older daughter Merab. I will give her to you in marriage; only serve me   bravely and fight the battles of the LORD.” For Saul said to himself, “I will not raise a hand against him. Let the Philistines do that!”)

18:18   “ดาวิดทูลซาอูลว่า  “ในอิสราเอลข้าพระบาทคือผู้ใด วงศ์ญาติของข้าพระบาทคือตระกูลบิดาของข้าพระบาทคือผู้ใดที่ข้าพระบาทควรจะเป็นราชบุตรเขยของพระราชา”

(But David said to Saul, “Who am I, and what is my family or my father’s clan in Israel, that I should become the king’s son-in-law?”)

18:19   “แต่อยู่มาเมื่อถึงเวลาที่จะทรงยกเมราบราชธิดาของซาอูลให้เป็นภรรยาของดาวิด แม่นางก็ถูกยกให้เป็นภรรยาของอาดรีเอลชาวเมโหลาห์”

(So when the time came for Merab, Saul’s daughter, to be given to David, she was given in marriage to driel   of Meholah.)

18:20 “ฝ่ายมีคาลราชธิดาของซาอูลนั้นรักดาวิด มีคนเอาเรื่องไปทูลซาอูลเรื่องนี้เป็นที่พอพระทัยพระองค์”

(Now Saul’s daughter Michal was in love with David, and when they told Saul about it, he was pleased.)

18:21   “ซาอูลทรงดำริว่า “ให้เรายกแม่นางให้แก่เธอ แม่นางจะได้เป็นกับดักเธอและมือของคนฟีลิสเตียจะได้ต่อสู้เธอ” ดังนั้นซาอูลจึงรับสั่งแก่ดาวิดครั้งที่สองว่า “ครั้งนี้เธอจะเป็นบุตรเขยของเรา”

(“I will give her to him,” he thought, “so that she may be a snare to him and so that the hand of the Philistines may be against him.” So Saul said to David, “Now you have a second opportunity to become my son-in-law.”)

18:22   “ซาอูลทรงบัญชามหาดเล็กว่า “จงพูดเป็นส่วนตัวกับดาวิดว่า ‘ดูเถิด พระราชาพอพระทัยในเธอ และบรรดามหาดเล็กของพระองค์ก็รักเธอ เพราะฉะนั้นจงเป็นบุตรเขยของพระราชาเถิด’ “

(Then Saul ordered his attendants: “Speak to David privately and say, ‘Look, the king is pleased with you, and his attendants all like you; now become his son-in-law.’”)

18:23   “และมหาดเล็กของซาอูลพูดเรื่องนี้ให้ดาวิดฟัง ดาวิดก็ถามว่า “ท่านทั้งหลายเห็นว่าที่จะเป็นบุตรเขยของพระราชานั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยอยู่หรือ ด้วยข้าพเจ้าเป็นแต่คนจนและไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย”

(They repeated these words to David. But David said, “Do you think it is a small matter to become the king’s son-in-law? I’m only a poor man and little known.”)

18:24   “และมหาดเล็กของซาอูลจึงทูลว่า “ดาวิดพูดอย่างนั้นอย่างนี้”

(When Saul’s servants told him what David had said,)

18:25   “ซาอูลจึงรับสั่งว่า “เจ้าจงพูดเช่นนี้แก่ดาวิด ‘พระราชาไม่มีพระประสงค์จะเอาอะไรในการแต่งงานเลย นอกจากหนังปลายองคชาตของคนฟีลิสเตียสักหนึ่งร้อย เพื่อพระองค์จะทรงแก้แค้นศัตรูของพระราชา’ ” ฝ่ายซาอูลทรงดำริว่าจะให้ดาวิดตายเสียด้วยมือของคนฟีลิสเตีย”                                                                                                                     (Saul replied, “Say to David, ‘The king wants no other price for the bride than a hundred Philistine  foreskins, to  take revenge on his enemies.’” Saul’s plan was to have David fall by the hands of the Philistines.)

18:26  “และเมื่อมหาดเล็กกล่าวคำเหล่านั้นให้ดาวิดฟัง ก็เป็นที่พอใจดาวิดที่จะเป็นบุตรเขยของพระราชา ก่อนเวลาที่กำหนดไว้จะหมดไป”

(When the attendants told David these things, he was pleased to become the king’s son-in-law. So before the allotted time elapsed,)

18:27   “ดาวิดก็ลุกขึ้นไปพร้อมกับคนของเธอ ได้ฆ่าคนฟีลิสเตียเสียสองร้อยคน และดาวิดก็นำหนังปลายองคชาตของคนเหล่านั้นมาถวายแก่พระราชาครบจำนวน เพื่อเธอจะเป็นบุตรเขยของพระราชา ซาอูลจึงยกมีคาลพระราชธิดาของพระองค์ให้เป็นภรรยาของดาวิด”

(David and his men went out and killed two hundred Philistines. He brought their foreskins and presented the full number to the king so that he might become the king’s son-in-law. Then Saul gave him his daughter Michal in marriage.)

18:28   “ซาอูลทรงเห็นและทราบว่า พระเจ้าทรงสถิตกับดาวิดและมีคาลพระราชธิดาของซาอูลรักเธอ”

(When Saul realized that the LORD was with David and that his daughter Michal loved David,)

18:29   “ซาอูลทรงเกรงกลัวดาวิดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นซาอูลจึงเป็นศัตรูของดาวิดเรื่อยมา”

(Saul became still more afraid of him, and he remained his enemy the rest of his days.)

18:30   “บรรดาเจ้านายแห่งคนฟีลิสเตียก็ออกมาทำสงคราม เขาทั้งหลายจะออกมาสักกี่ครั้งก็ตาม ดาวิดก็ได้กระทำความสำเร็จมากกว่าบรรดาข้าราชการของซาอูล ชื่อเสียงของเธอจึงโด่งดังมาก”

(The Philistine commanders continued to go out to battle, and as often as they did, David met with more success than the rest of Saul’s officers, and his name became well known.

ข้อมูลมีประโยชน์

18:1     “อยู่มาเมื่อดาวิดทูลซาอูลเสร็จแล้ว” (After David had finished talking with Saul) = ดาวิดคงสนทนากับซาอูลเป็นเวลานานพอสมควร โดยอาจอธิบายถึงการกระทำต่าง ๆ ที่แสดงออกถึงความเชื่อของเขาที่มีต่อพระเจ้า จนโยนาธานที่นั่งฟังอยู่ด้วยเกิดประทับใจ และชอบดาวิดยิ่งนัก (ข.3,14:6;19:5) กลายเป็นความผูกพันภักดีที่ลึกซึ้งจนถึงขั้นโยนาธานยินดีให้ดาวิดมาแทนที่พระองค์ในการเป็นทายาทสืบตำแหน่งจากซาอูลพระราชบิดาของพระองค์

“โยนาธาน” (Jonathan) -1ซมอ.19:1;20:16;31:2;2ซมอ.4:4

“รักเธออย่างรักชีวิตของท่านเอง” (loved him as himself) -2ซมอ.1:26;ปฐก.44:30

18:2     “ซาอูลก็ทรงกักตัวเธอไว้” (Saul kept David with him) -17:15

18:3     “โยนาธานก็กระทำพันธสัญญากับดาวิด” (And Jonathan made a covenant with David)

–โดยโยนาธานเป็นผู้เริ่มต้น (19:1;20:8,13-16,17,41-42;22:8;23:18;24:21;2ซมอ.21:7) คงรวมถึงความจงรักภักดีมีความซื่อสัตย์และมิตรภาพระหว่างกัน โดยโยนาธานยอมรับดาวิดในฐานะเท่าเทียมกัน

18:4     “โยนาธานก็ถอดเสื้อคลุมออกมอบให้แก่ดาวิด” (Jonathan took off the robe he was wearing and gave it to David) = โยนาธานยืนยันพันธสัญญาโดยการกระทำซึ่งเป็นเครื่องหมายบ่งชี้ว่า เขากำลังมอบตัวเองให้กับดาวิด (อาจรวมถึงการมอบตำแหน่งทายาทสืบบัลลังก์ให้กับดาวิดด้วย -20:14-15,31;23:14) เพราะเขามอบให้แม้แต่กระทั่งดาบ, คันธนู และเข็มขัดของเขาด้วย (ปท.13:22;ปฐก.41:42;2ซมอ.18:11)

18:5     “ดาวิดก็ออกไปกระทำความสำเร็จไม่ว่าซาอูลจะใช้เธอไป ณ ที่ใด” (Whatever Saul sent him to do, David did it so successfully) –ข.30

คำว่า “Successfully” (สำเร็จ) อาจแปลได้ว่า “wisely” หรือ อย่างฉลาด!

“ทรงตั้งเธอให้อยู่เหนือนักรบทั้งหลาย” (gave him a high rank in the army) -2ซมอ.5:2

18:6     “ร้องเพลงและเต้นรำ” (singing and dancing) –อพย.15:20; “ด้วยรำมะนา” (tambourines) –สดด.68:25

18:7     “ขับร้องกันว่า” (they sang) –อพย.15:21

“ดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่น ๆ” (David his ten of thousands) = หากพูดตามกวีปกติของชาวฮีบรูจะพูดได้ว่า

“Saul and David have slain thousands!” (คำว่า 10,000 นั้นปกติใช้เป็นเพียงคู่ขนานกับคำว่า 1,000

– ฉธบ.32:30;สดด.91:7;มคา.6:7)     = แต่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่าซาอูลจะตีความว่าหมายถึง 10,000 คน อย่างจริง ๆ จัง ๆ ทำให้ซาอูลไม่พอใจ เพราะว่าประชาชนยกดาวิดขึ้นมาในระดับเดียวกับพระองค์ และกำลังยกขึ้นสูงกว่าพรองค์ จึงทำให้พระองค์รู้สึกไม่มั่นคงและอิจฉาดาวิด ความไม่พอใจนี้ได้เป็นชนวนแห่งความร้าวฉานต่อไป -21:11(ดู .21:11 จะเห็นการตีความบทเพลงนี้ของชาวฟิลิสเตีย) -1ซมอ.12:11;29:5; 2ซมอ.18:3

18:8     “นอกจากราชอาณาจักร” (but the kingdom) -1ซมอ.13:14

18:9     “ใช้สายตาจับดาวิดตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป”(And from that time on Saul kept a jealous eye on David) -1ซมอ.19:1

18:10   “วิญญาณชั่วจากพระเจ้า” (an evil spirit from God) –ดู 16:14

คำว่า “วิญญาณ” (spirit) –ดู  วนฉ.9:23

คำว่า “ชั่ว” (evil) นี้ยังหมายความว่า “injurious”

“ทรงเพ้อ”(was prophesying)=ฮีบรูที่ใช้บ่งบอกถึงพฤติกรรมเพ้อแบบควบคุมตัวเองไม่ได้ (1พกษ.18:29)

“ดาวิดก็กำลังดีดพิณอย่างที่เธอเคยดีดถวายทุกวัน”(David was playing the harp as he usually did)

-16:14,21,23;10:5;19:7 “ถือหอกอยู่” (had a spear) -1ซมอ.17:6

18:11   “ด้วยนึกว่า” (saying to himself) –ข.25;1ซมอ.20:7,33

“แต่ดาวิดก็หนีไปได้ถึง 2 ครั้ง” (But David eluded him twice) -1ซมอ.19:10;สดด.132:1

18:12   “ซาอูลก็ทรงกลัวดาวิด” (Saul was afraid of David) -ข.29

“เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิตกับเธอ” (because the Lord was with David) -1ซมอ.16:13-14;ยชว.1:5; 1ซมอ.17:37;20:13;1พศด.22:11

“แต่ทรงพรากจากซาอูลแล้ว” (but had left Saul) –วนฉ.16:20

18:13   “รับสั่งให้ย้ายดาวิดไปให้พ้นพระพักตร์” (he sent David away) = แรงจูงใจที่ปรากฎชัดของซาอูลก็คือ หวังให้ดาวิดถูกฆ่าตายในสนามรบ (ข.17,21,25;19:1)

แต่ผลที่ตามมากลับทำให้ดาวิดได้รับการยกย่องมากยิ่งขึ้น  (ข.14,16,30)

“เธอได้เข้าออกอยู่ต่อหน้าประชาชน” = David led the troops in their campaigns –กดว.27:17; 2ซมอ.5:2

18:14   “ดาวิดกระทำอะไรก็สำเร็จทุกประการ เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับเธอ” (In everything he did he had great success because the Lord was with him)

–ปฐก.39:2-3;กดว.14:43;2ซมอ.7:9

คำว่า “สำเร็จ” (success) นี้ ยังหมายความได้อีกว่า “wisely”

18:16   “แต่คนอิสราเอลและคนยูดาห์ทั้งสิ้นรักดาวิดเพราะเธอเข้าออกต่อหน้าเขาทั้งหลายอยู่เสมอ” (But all Israel and Judah loved David, because he led them in their campaigns) -1ซมอ.5:2

18:17   “ดูเถิด นี่คือบุตรสาวคนโตของเราชื่อ เมราบ” (Here is my older daughter, Merab) –ดาวิดได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับธิดาของซาอูลเป็นภรรยา เพราะว่าเขามีชัยชนะเหนือโกลิอัท (17:23) แต่ซาอูลไม่ได้รักษาสัญญาข้อนี้ จนกระทั่งเวลานี้ มีการเพิ่มเงื่อนไขเพิ่มเติมในการทำสงคราม ซึ่งซาอูลคาดหวังว่าดาวิดจะถูกฆ่า -1ซมอ.17:25

“เราจะมอบแม่นางให้เป็นภรรยาของเธอ” (I will give her to you in marriage) –ปฐก.29:26

“ขอแต่เธอจงเป็นคนกล้าหาญและสู้ศึกของพระเจ้าเท่านั้น” (only serve me bravely and fight the battles of the Lord) -25:28;กดว.21:14

“ซาอูลทรงดำริว่า” (Saul said to himself) –ข.25;1ซมอ.20:3

18:18   “…ข้าพระบาทคือผู้ใด?” (Who am I) –อพย.3:11;1ซมอ.9:21

“จะเป็นราชบุตรเขยของพระราชา” (that I should become the king’s son – in – law?) –ข.23

18:19   “เมราบ” (Merab) -2ซมอ.21:8

“แม่นางก็ถูกยกให้เป็นภรรยาของอาดรีเอลชาวเมโหลาห์” (she was given in marriage to Adriel of Meholah) –วนฉ.7:22

18:20   “มีคาลราชธิดาของซาอูลนั้นรักดาวิด” (Now Saul’s daughter Michal was in love with David)

–ข.28;ปฐก.29:26

“เรื่องนี้เป็นที่พอพระทัยพระองค์” (he was pleased) ข.29

18:21   “แม่นางจะได้เป็นกับดักเธอ” (so that she may be a snare to him) –อพย.10:7;ฉธบ.7:16

18:25   “พระราชาไม่มีพระประสงค์จะเอาอะไรในการแต่งงานเลย” (the king wants no other price for the bride)=ปกติ เจ้าบ่าวต้องจ่ายค่าสินสอดให้กับบิดาของเจ้าสาว(ปฐก.34:12;อพย.22:16)เพื่อเป็นค่าชดเชยสำหรับการจากไปของธิดาและเป็นหลักประกันสำหรับสนับสนุนเธอในยามต้องเป็นม่าย  -ปฐก.34:12

“นอกจากหนังปลายองคชาตของคนฟิลิสเตียสักหนึ่งร้อยเพื่อพระองค์จะทรงแก้แค้นศัตรูของพระราชา” (than a hundred Philistine foreskins, to take revenge on his enemies.) = เวลานี้ซาอูล  ประสงค์ให้มือดาวิดพลาดพลั้งหรือพ่ายแพ้ในสงคราม (ข.17,21)  -สดด.8:2;44:16;ยรม.20:10

“…ซาอูลทรงดำริว่าจะให้ดาวิดตายเสียด้วยมือของคนฟิลิสเตีย” (Saul’s plan was to have David fall by the hands of the Philistines) –ข.11,17

18:27   “ดาวิด…ฆ่าคนฟิลิสเตียเสีย 200 คน และดาวิดก็นำหนังปลายองคชาตของคนเหล่านั้นมาถวายแก่พระราชาครบจำนวน” (David…went out and killed 200 Philistines. He brought their foreskins and presented the full number to the king) –ดาวิดทำมากกว่าที่ซาอูลขอในข้อ 25 “ซาอูลจึงยกมีคาลพระราชธิดา…ให้เป็นภรรยาของดาวิด” (Then Saul gave him his daughter Michal in marriage) -2ซมอ.3:14;6:16

18:28   “พระราชธิดาของซาอูลรักเธอ” (Michal loved David) –ความปรารถนาของพระเจ้าที่มีต่อดาวิดไม่เพียงแต่เปิดเผยออกมาในชัยชนะจากสงครามต่าง ๆ แต่ยังผ่านความรักที่มีคาลมีต่อเขา (นอกเหนือจากความรักของโยนาธาน)  ดูเหมือนว่าทุกอย่างที่ซาอูลคาดหวังจะถ่วงหรือทำลายดาวิดกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ดาวิดก้าวหน้า –ข.20

18:29   “ซาอูลทรงเกรงกลัวดาวิดมากยิ่งขึ้น” (Saul became still more afraid of him) –การที่ซาอูลรับรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับดาวิดไม่ได้นำให้เขากลับใจ หรือยอมรับชะตากรรมของพระองค์เอง (15:26) แต่กลับยิ่งทำให้กลัวและอิจฉาดาวิดมากยิ่งขึ้น –ข.12

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยรู้สึกผูกพันรักใครสักคนด้วยใจบริสุทธิ์ (ไม่ใช่อารมณ์ใคร่) และพร้อมกระทำหรือเสียสละทุกอย่างเพื่อเขาบ้างหรือไม่?   เขาคือใคร?  แล้วทำไมคุณจึงรักผูกพันเขาเช่นนั้น?
  2. ในชีวิตของคุณ เคยมีบุคคลใดที่ผูกพันรักคุณอย่างจริงใจบ้างหรือไม่?  เขาแสดงออกต่อคุณอย่างไร?
  3. คุณเคยได้รับความชื่นชมหรือโปรดปรานจากผู้ที่มีอำนาจหรือบรรดาคนรอบตัวของคุณบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร?  และพวกเขาแสดงความชื่นชอบออกมาอย่างไร?
  4. คุณเคยถูกหมั่นไส้หรือถูกไม่พอใจ โกรธ หรือต้องรับภัย โดยไม่คาดฝัน เพียงเพราะว่าคุณเด่นกว่าเขาหรือเธอบ้างหรือไม่?  เรื่องราวเป็นอย่างไร?  และผลลัพธ์คืออะไร?
  5. คุณเคยอิจฉา  โกรธ หรือ เกลียดใครเพียงเพราะเขาโดดเด่นกว่าคุณในบางเรื่อง หรือทุกเรื่องบ้างหรือไม่? แล้วผลตามมาคืออะไร?
  6. คุณเคยมีประสบการณ์กับการทุกข์ทรมานใจเหมือนกับมีวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิงบ้างหรือไม่?  แล้วคุณจัดการกับมันอย่างไร? พระเจ้ามีส่วนอะไรบ้างในการต่อสู้ของคุณ?
  7. คุณเคยมีประสบการณ์ที่พระเจ้าซึ่งเคยทรงสถิตอยู่กับคุณ แต่อยู่ ๆ พระองค์ก็ทรงพรากไปจากคุณบ้างหรือไม่? คุณทราบสาเหตุหรือไม่?  แล้วคุณมีปฏิกิริยาอย่างไร?
  8. คุณเคยมีประสบการณ์กับการที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคุณจนทำให้คุณสามารถกระทำกิจต่าง ๆ ให้สำเร็จลงอย่างเห็นได้ชัดเจนบ้างหรือไม่?   เรื่องราวเป็นอย่างไร?  จงแบ่งปัน!
  9. คุณเคยถูกหลอกให้กระทำบางอย่าง โดยผู้อื่นที่ประสงค์ร้ายต่อคุณ  และคุณก็ได้กระทำตามนั้นจนลุล่วงไปบ้างหรือไม่?  อย่างไร?
  10. คุณเคยคิดร้ายหรือประสงค์ร้ายต่อผู้อื่น แต่กลับกลายเป็นเหตุให้ผู้อื่นจำเริญมากขึ้นบ้างหรือไม่?  (แบ่งปัน)
  11. คุณเคยถูกขัดขวาง, ปองร้าย หรือเล่นงาน แต่สุดท้ายกลับทำให้คุณประสบความก้าวหน้าหรือความสำเร็จบ้างหรือไม่?

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

พระธรรม 1ซามูเอล 17

ดาวิดพิชิตโกลิอัท

พระธรรม           1ซามูเอล 17:1-58

อ้างอิง                1ซมอ.11:2; 13:5; 14:6-12; 16:6-9,12; 25:29; 2ซมอ.21:19-21

บทนำ                  ในการเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ในชีวิต เราอาจไม่มีทั้งกำลังกายและกำลังใจจะไปรับมือ เราไม่อาจหวังพึ่งในมนุษย์คนใดหรือสิ่ง ๆ ใดได้  แต่หากว่าเราวางใจและเชื่อฟังพระเจ้าอย่างสุดใจ เราจะสามารถฟันฝ่าก้าวพ้นวิกฤตชีวิตไปได้อย่างมหัศจรรย์ด้วยวิธีการหรือด้วยบุคคลที่พระเจ้าทรงใช้อย่างเกินความเข้าใจของเราดุจดังที่ชาวอิสราเอลได้ชัยเหนือชาวฟิลิสเตียผ่านการทรงใช้เด็กหนุ่มนามว่าดาวิดในการพิชิตยอดนักรบร่าง ยักษ์นามว่า โกลิอัท!

บทเรียน

17:1 “ฝ่ายคนฟีลิสเตีย ก็รวบรวมกองทัพเพื่อจะทำสงคราม เขามาชุมนุมกันอยู่ที่ตำบลโสโคห์ ซึ่งเป็นเขตยูดาห์ และตั้งค่ายอยู่ระหว่าง

ตำบลโสโคห์กับตำบลอาเซคาห์ที่เอเฟสดัมมิม
(Now the Philistines gathered their forces for war and assembled at Socoh in Judah. They pitched camp at Ephe Dammim, between Socoh and Azekah)

17:2 “และซาอูลกับคนอิสราเอลก็ชุมนุมกัน และตั้งค่ายอยู่ที่หุบเขาเอลาห์และวางแนวไว้ต่อสู้กับคนฟีลิสเตีย
(Saul and the Israelites assembled and camped in the Valley of Elah and drew up their battle line to meet the Philistines.)

17:3 “คนฟีลิสเตียยืนอยู่ที่ภูเขาข้างหนึ่งและคนอิสราเอลยืนอยู่ที่ภูเขาอีกข้างหนึ่ง มีหุบเขาคั่นกลาง

( The Philistines occupied one hill and the Israelites another, with the valley between them.)

17:4 “มีผู้หนึ่งชื่อโกลิอัทเป็นยอดทหาร ได้ออกมาจากค่ายคนฟีลิสเตียเป็นชาวเมืองกัท สูงหกศอกคืบ

(A champion named Goliath, who was from Gath, came out of the Philistine camp. He was over nine feet tall.)

17:5 “เขาสวมหมวกทองสัมฤทธิ์ไว้ที่ศีรษะ และสวมเสื้อเกราะ เสื้อเกราะนั้นหนักห้าพันเชเขลเป็นทองสัมฤทธิ์

(He had a bronze helmet on his head and wore a coat of scale armor of bronze weighing five thousand  shekels)

17:6 “และสวมสนับแข้งทองสัมฤทธิ์ และมีหอกทองสัมฤทธิ์แขวนอยู่ที่บ่า

(on his legs he wore bronze greaves, and a bronze javelin was slung on his back.)

17:7 “ด้ามหอกนั้นเหมือนไม้กระพั่นทอผ้า ตัวหอกหนักหกร้อยเชเขลเป็นเหล็ก ทหารถือโล่ของเขาเดินออกหน้า

(His spear shaft was like a weaver’s rod, and its iron point weighed six hundred shekels. His shield bearer went ahead of him.)

17:8 “เขาออกมายืนตะโกนไปทางแนวอิสราเอลว่าเจ้าทั้งหลายออกมาทำศึกทำไมเล่า ข้าเป็นคนฟีลิสเตียไม่ใช่หรือ เจ้าก็เป็นข้าของซาอูล

ไม่ใช่หรือ จงเลือกคนแทนพวกเจ้าให้เขาลงมาหาข้านี่
(Goliath stood and shouted to the ranks of Israel, “Why do you come out and line up for battle? Am I not a Philistine, and  are you not the servants of Saul? Choose a man and have him come down to me.)

พระธรรม 1 ซามูเอล 16

แรกพบดาวิด

พระธรรม  1ซามูเอล 16:1-23

อ้างอิง                  1ซมอ.8:6;15:35;13:14;10:1;21:1;17:12-13;9:17

บทนำ                   พระเจ้าทรงปลดซาอูลจากการเป็นกษัตริย์ และกำลังจะแต่งตั้งดาวิดขึ้นเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งแทน แต่ซามูเอลกลับคาดไม่ถึงว่าดาวิดเป็นบุคคลที่พระเจ้าเลือก เพราะว่าห่างไกลมาตรฐานตามความคิดของคนทั่วไป พระเจ้าทอดพระเนตรและเลือกบุคคลไม่เหมือนอย่างที่เราคิด ดังนั้นอย่าให้เราตัดสินสิ่งใดหรือคนใดจากรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น!

Continue Reading “พระธรรม 1 ซามูเอล 16”

พระธรรม 1 ซามูเอล 15


ไม่เชื่อฟังก็ถูกปลด!

พระธรรม 1ซามูเอล 15:1-35

อ้างอิง อพย.17:8-14;ฉธบ.25:17-19

บทนำ ว่าเราจะทำดีแค่ไหน

ไม่ว่าเราจะเก่งกาจแค่ไหน

ไม่ว่าเราจะยิ่งใหญ่แค่ไหน

ไม่ว่าเราจะเจตนาดีอย่างไร

ไม่ว่าเราจะแก้ตัวอย่างไร

สิ่งเหล่านี้ไม่อาจมาแทนที่การเชื่อฟังพระเจ้าได้! และการเชื่อฟังพระเจ้านั้นจะต้องเชื่อฟังอย่างสิ้นเชิง! มิฉะนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นการเชื่อฟัง และเมื่อไม่เชื่อฟังพระองค์ ทุกสิ่งที่ทำมาไม่ว่าเราจะทุ่มเทมากเพียงใดเพื่อได้มาก็ไร้ความหมายในทันที!

Continue Reading “พระธรรม 1 ซามูเอล 15”