อย่าหลับไหลฝ่ายวิญญาณ

อย่าหลับไหลฝ่ายวิญญาณ

เหตุฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า นี่แน่ะคนที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น และจงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา จงฉวยโอกาสเพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไรและอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ (เอเฟซัส 5:14-18 TH1971)

ตอนเป็นเด็ก เรารอคอยวันเสาร์อาทิตย์หรือปิดเทอมเพื่อจะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน อยู่บ้านนอนตื่นสายและเล่นให้หนำใจ พอไปทำงานเราก็รอคอยเสาร์อาทิตย์และวันหยุดพักร้อน เพื่อจะได้ไปทำภารกิจส่วนตัวและไปเที่ยว พอเรียนใกล้จบเราก็รอคอยชีวิตการทำงาน และฝันที่จะได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง พอทำงานจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเราก็รอคอยวัยเกษียน เพื่อจะได้หยุดพัก ใช้ชีวิตสบายๆไปกินไปเที่ยว แต่จะสบายได้แค่ไหนขึ้นอยู่กับเงินสำรองที่เรามีสะสมไว้

เราทุกคนต่างรอคอยเวลาที่จะได้พัก เวลาที่เป็นส่วนตัวทำตามที่ใจอยากทำโดยไม่ต้องถูกภาระหน้าที่ไล่หลัง 

มารซาตานคิดอย่างเดียวกันหรือไม่?

พักผ่อนไม่ใช่เรื่องผิด เป็นสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้ เพราะกลไกที่พระองค์สร้างพระองค์กำหนดให้ต้องมีเวลาหยุดพัก แต่ในความเป็นจริง โลกฝ่ายวิญญาณยังเดินหน้าไป ยิ่งใกล้ยุคสุดท้ายยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในคนของพระเจ้า เราอาจพักผ่อนฝ่ายกาย เพื่อมีเรียวแรงเดินหน้าต่อ เราอาจเกษียนและพักจากชีวิตทำงาน แต่อย่าพักสบายหรือเกษียนฝ่ายวิญญาณ เพราะพักเมื่อไรมีสิทธิตายเมื่อนั้น

พระคัมภีร์บอกว่า   “เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว” ถ้าไม่ระวังสร้างสมดุลในการพักผ่อนให้ดี เราอาจแพ้ย่อยยับในสงครามฝ่ายวิญญาณ เพราะอย่าลืมว่ามารไม่เคยหลับไหล ไม่เคยหยุดพัก มีแต่จะเร่งทำงานแข่งกับเวลา…แล้วเราล่ะ?  

 

บทเฝ้าเดี่ยวโดยทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ Dreamstime.com)

ย้อนเวลากลับสู่อดีต

ย้อนเวลากลับสู่อดีต

เพราะในอดีตท่านได้ใช้เวลาไปมากพอแล้วในการทำสิ่งที่คนไม่รู้จักพระเจ้าเลือกที่จะทำกันคือ หมกมุ่นในการเสเพล ราคะตัณหา การเมามาย การมั่วสุมเสพสุรากามารมณ์ และการกราบไหว้รูปเคารพอันน่าชิงชัง (1เปโตร 4:3 TNCV)

คำพังเพยของไทยสมัยก่อนกล่าวว่า “เวลาและวารีไม่เคยคอยท่า” ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เช่นเดียวกับโอกาสต่างๆในชีวิต แต่ที่น่าสนใจคือมนุษย์ยังมีส่วนเล็กๆของอดีตแอบเอาไว้ในใจ เรามีละครย้อนยุคเป็นที่นิยม พระเอกหรือนางเอกสามารถออกจากปัจจุบันและย้อนเวลากลับเข้าไปในอดีตได้ ได้พบความจริงบางอย่าง ได้พบรักกับชายหรือหญิงในฝัน ได้สัมผัสบรรยากาศที่เรียบง่ายไม่ยุ่งยากของผู้คนในอดีต

ทำไมเราถึงทำเช่นนั้น? ส่วนหนึ่งน่าจะเหน็ดเหนื่อยจากความวุ่นวายเร่งรีบของปัจจุบัน หรือความโหดร้ายของผู้คนที่ทวีมากขึ้น หรือแค่อยากรู้อยากเห็น หรือเราเชื่อว่าอดีตย่อมดีกว่าปัจจุบัน … ดีกว่าจริงหรือ?

ชาวอิสราเอลเองก็เช่นกัน เมื่อได้รับการปลดปล่อยจากความทุกข์สาหัสของการเป็นทาสในอียิปต์ และมุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา เมื่อไม่ได้ดั่งใจ พวกเขาก็ดื้อดึง บ่นต่อว่าผู้นำและเลยเถิดกระทบไปถึงพระเจ้า  ในกันดารวิถี 11 บันทึกว่า “ฝูงชนที่มากับพวกเขาเริ่มร้องหาอาหารอย่างอื่น และชาวอิสราเอลเริ่มคร่ำครวญอีกว่า “อยากกินเนื้อเหลือเกิน! นึกถึงปลาที่เราเคยกินกันในอียิปต์โดยไม่ต้องซื้อ อีกทั้งแตงกวา แตงโม กระเทียมจีน หอมใหญ่ และกระเทียม แต่ขณะนี้เราเบื่ออาหาร เพราะเราไม่เคยเห็นอาหารอย่างอื่นนอกจากมานา!”

เราเองก็ไม่ต่างกัน เรามักมองแต่ส่วนดีของอดีตเท่านั้น มองข้ามความเลวร้ายไปหมดสิ้น ถ้าอยากย้อนเวลากลับไป ให้ย้อนกลับไปดูสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อเราในอดีต ทรงทำในปัจจุบัน และจะทรงทำในอนาคต ทั้งสิ้นเป็นไปเพื่อ “สิ่งดี” สำหรับเรา ดังนั้นหยุดคร่ำครวญถึงเวลาในอดีต แต่จงใช้เวลาของปัจจุบันทำในสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้า เพราะพระองค์ทรงทำแต่ “สิ่งดี” เพื่อเราเสมอมา  

 

บทเฝ้าเดี่ยวโดยทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ Datpiff)

ความรักที่ดีกว่าชีวิต

ความรักที่ดีกว่าชีวิต

เพราะความรักของพระองค์ดียิ่งกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะยกย่องเทิดทูนพระองค์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ตราบเท่าที่ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ (สดุดี 63:3 TNCV)

หลายสิบปีที่แล้วมีภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือที่โด่งดังมากเกี่ยวกับความรักของหนุ่มสาวชื่อเรื่อง “Love story (where do I begin?)” เป็นเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคในทุกรูปแบบเพื่อให้พวกเขาได้พิสูจน์ถึงรักแท้ที่มีต่อกัน แต่อุปสรรคสุดท้ายที่ไม่มีใครเอาชนะได้ไม่ว่าจะรักกันแค่ไหนก็คือความตาย ความตายได้พรากพวกเขาจากกันในตอนจบของเรื่อง และประโยคซาบซึ้งกินใจที่ฮิทติดปากผู้คนในยุคนั้นคือ “หากจะรักต้องลืมคำว่าเสียใจ”

หนังสือของพระเจ้าก็เป็นเรื่องราวความรัก แต่เป็นความรักที่ไม่เหมือนโลกนี้ ในอดีตเมื่อประชากรของพระองค์ทำผิดพลาดและได้รับการลงวินัย เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป พระองค์จะกลับมายืนยันความรักนั้นอีกครั้ง เป็นพระเมตตาที่ทรงมีต่อประชากรของพระองค์ “พระเจ้าทรงปรากฏแก่เขาจากที่ไกล  ตรัสว่า  ‘เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์  เพราะฉะนั้นเราจึงมีความรักมั่นคงต่อเจ้าสืบไป’ (เยเรมีย์ 31:3 TH1971)

มนุษย์อาจให้คำมั่นสัญญาในขณะรักกันที่สุดว่าจะรักเธอไปชั่วนิรันดร์ แต่คำมั่นนั้นอาจจบลงในเวลาอันสั้นเมื่อไม่ถูกใจกัน หรืออาจยืนยาวไปจนชั่วชีวิต แต่ทุกคำมั่นของมนุษย์นั้นจะจบลงบนโลกใบนี้เท่านั้น  

ในพระคัมภีร์ใหม่ ด้วยความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ที่พระองค์สร้าง แม้มนุษย์หลงลืมความจริงข้อนี้ ยังจงใจทำผิดและเดินหน้าไปในความบาปนั้น และจะจบลงที่ความตาย แต่เพราะความรักที่เกินความเข้าใจ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์คือพระเยซูคริสต์ลงมารับทุกข์ทรมานชดใช้บาปกรรมที่มนุษย์ได้ก่อไว้ และเปิดทางให้มีทางออก ได้เริ่มต้นใหม่อย่างใสสะอาด ได้รับความรักที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีอุปสรรคใดมาพรากไปได้แม้ความตาย  

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16 TNCV)  

เมื่อเป็นลูกของพระเจ้า เราก็คือแกะทรงเลี้ยง เป็นประชากรของพระองค์ เราจึงมั่นใจได้ว่า “หากได้รักจะไม่มีคำว่าเสียใจ”

 

บทเฝ้าเดี่ยวโดยทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ worshipful living)

เมื่อน้ำตั้งขึ้นเป็นกำแพง และกำแพงร่วงเป็นเศษผง

เมื่อน้ำตั้งขึ้นเป็นกำแพง และกำแพงร่วงเป็นเศษผง 

ทันทีที่เท้าของปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาของพระยาห์เวห์ คือองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งมวลพิภพ ก้าวลงไปในแม่น้ำจอร์แดน น้ำจะหยุดไหลลงและตั้งชันขึ้น (โยชูวา 3:13 TNCV)

เมื่อพระเจ้านำชาวอิสราเอลประชากรของพระองค์ออกจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์เข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา อุปสรรคใหญ่ที่พวกเขาต้องเผชิญคือทะเลแดงที่ขวางหน้าและกองทัพอียิปต์ที่ไล่หลังมา  พระเจ้าจึงสั่งโมเสสว่า จงยกไม้เท้าขึ้นและเหยียดมือของเจ้าออกเหนือทะเล เพื่อให้น้ำแยกออกเป็นทางให้ชนอิสราเอลเดินผ่านทะเลไปบนดินแห้ง” (อพยพ 14:16 TNCV)

เมื่อโมเสสเชื่อฟังและทำตาม พื้นทะเลก็แห้ง น้ำก็แยกออกจากกันเป็นกำแพงน้ำสองข้างทาง ทำให้ชาวอิสราเอลเดินข้ามไปบนแผ่นดินแห้งของท้องทะเลได้

เมื่อข้ามไปแล้ว ชาวอิสราเอลก็เริ่มบ่นต่อว่าและไม่เชื่อฟัง แทนที่จะได้เข้าสู่ดินแดนพันธสัญญาตามที่พระเจ้ากำหนด พวกเขาต้องร่อนเร่อยู่ในถิ่นทุรกันดารถึงสิ่สิบปีจนคนอิสราเอลยุคนั้นตายลงหมด และเมื่อโมเสสตาย พระเจ้าทรงเตรียมโยชูวาผู้ช่วยของท่านให้ขึ้นมาทำหน้าที่แทน

เมื่อโยชูวาเชื่อฟังทุกคำสั่งของพระเจ้าและเตรียมเข้าสู่คานาอันดินแดนแห่งพันธสัญญา อุปสรรคใหญ่ที่ขวางหน้าคือแม่น้ำจอร์แดน พระเจ้าทรงสั่งโยชูวาให้ “ปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาก้าวลงไปในแม่น้ำจอร์แดน น้ำจะหยุดไหลลงและตั้งชันขึ้น” โยชูวาก็ทำเช่นนั้น และแม่น้ำจอร์แดนที่น้ำท่วมตลิ่งอยู่ก็หยุดไหลและตั้งขึ้น สายน้ำขาดจากกันเป็นกำแพง ประชากรอิสราเอลเดินข้ามไปได้อย่างมั่นคงบนพื้นแห้งของแม่น้ำจนครบทุกคน

เมื่อข้ามฝั่งแล้วอุปสรรคใหญ่ที่ต้องเผชิญคือกำแพงทะมึนของเมืองเยริโคที่ขวางอยู่ และประตูเมืองที่ปิดตาย พระเจ้าทรงสั่งด้วยคำสั่งที่เหลือเชื่อ ให้ชาวอิสราเอลเดินเงียบๆรอบเมืองเยริโคหกวัน และในวันที่เจ็ดให้เดินเจ็ดรอบพร้อมทั้งให้ปุโรหิตเป่าแตรเขาแกะและให้ประชาชนส่งเสียงโห่ร้อง ภายใต้การนำของโยชูวาพวกเขาเชื่อฟังและทำตาม “กำแพงเมืองเยริโคก็พังครืนลงมา” เป็นเศษอิฐเศษหิน และชาวอิสราเอลบุกเข้ายึดเมืองได้โดยไม่ต้องออกแรง

เมื่อคนของพระเจ้าเชื่อฟังและทำตามพระบัญชา อุปสรรคไม่ว่าในรูปแบบสายน้ำกว้างหรือกำแพงสูงก็ไม่อาจต้านทานฤทธานุภาพของพระองค์ได้

ที่เรายังฝ่าฟันอุปสรรคในวันนี้ไม่ได้ เราเชื่อฟังและทำตามพระบัญชาครบถ้วนหรือยัง? หรือเราคาดหวังจะเห็นผลที่ดีเลิศโดยไม่ยอมทำสิ่งที่เราควรทำหรือเปล่า? อย่าลืมว่าถ้าท่านเชื่อ ท่านจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

 

บทเฝ้าเดี่ยวโดยทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ freebibleimages.org)

หมวกนักมายากล

หมวกนักมายากล

จงระวังให้ดี อย่าให้ใครทำให้พวกท่านตกเป็นทาสด้วยหลักปรัชญา และคำหลอกลวงที่เหลวไหลตามตำนานของมนุษย์ ตามพวกภูตผีที่ครอบงำของจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์ เพราะว่าความเป็นพระเจ้าที่ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้นดำรงอยู่ในพระกายของพระองค์ (โคโลสี 2:8-9 THSV11)

คนที่ชอบดูมายากลจะรู้ดีว่าโชว์สุดคลาสสิคที่เห็นได้ตามเวทีการแสดงต่างๆคือการเสกของในหมวกของนักมายากล เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น นักมายากลจะบอกผู้ชมว่าจะมีอะไรออกมาจากหมวก บางครั้งก็เสกให้เป็นนกพิราบขาว เป็นกระต่าย เป็นแอปเปิ้ล หรือให้เป็นดอกไม้ก็ได้ นั่นคือมายากล

แต่สำหรับพระคัมภีร์ที่เราอ่านกันทุกวันนี้  “ไม่ใช่หมวกนักมายากล” ที่จะเสกอะไรขึ้นมาได้ตามใจของเรา

เมื่ออ่านเรื่องราวในพระคัมภีร์ เรามักอ่านเข้าข้างตัวเอง หรือนำความเชื่อเดิมของเราผสมเข้าไป และทึกทักเอาตามความต้องการของเราเหมือนเสกได้จากหมวกของนักมายากล ทำให้ปัจจุบันนี้การสอนพระคัมภีร์ผิดเพี้ยนจึงเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าสัญญาเรื่องความร่ำรวย เรื่องความสามารถพิเศษ การสื่อสารด้วยภาษาเทพ หรือแม้แต่เปิดรับอภินิหารต่างๆเฉพาะตัวเข้ามาปะปนไปกับความเชื่อในพระเจ้าของเรา

ความเชื่อที่เรามีอยู่ในวันนี้อาจไม่ถูกต้อง 100%  เราจึงควรกลับไปที่พระวจนะของพระเจ้าสำหรับเรื่องราวที่เจาะจง ดูบริบทให้ดีก่อนนำมาประยุกต์ใช้ และเพื่อส่งต่อให้ผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง

หลายครั้งเมื่ออ่านพระคัมภีร์ เราตีความตามความจริงของพระคัมภีร์หรือเราตีความตามประสบการณ์ชีวิตของเรา? จงใส่ใจในความเป็นจริงของพระคัมภีร์ เชื่อฟังและทำตาม ไม่ใช่นำความต้องการของเราปนไปกับพระสัญญา และทำให้ความจริงของพระวจนะผิดเพี้ยนและไขว้เขวไป

เมื่ออ่านพระคัมภีร์ เช็คดูให้ถูกต้อง หรือสอบถามผู้รู้ในคริสตจักรเพื่อให้แน่ใจก่อนแบ่งปันออกไป 

จงสวมหมวกแห่งความจริงของพระวจนะ ไม่ใช่หมวกเสกได้ดังใจของนักมายากล

 

บทเฝ้าเดี่ยวโดยทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ amazon.com)

ใครคือผู้อ่านตัวจริง?

ใครคือผู้อ่านตัวจริง?

เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ และคมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งแยกจิตและวิญญาณ ทั้งข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย ไม่มีสิ่งทรงสร้างใดใดถูกปิดซ่อนไว้จากพระองค์ แต่ตรงกันข้าม ทุกสิ่งก็ปรากฏแจ้งต่อพระเนตรของพระองค์ผู้ซึ่งเราจะต้องถวายรายงานด้วย (ฮีบรู 4:12-13THSV11)

เราคงเคยได้ยินคนพูดว่า “คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ” คำพูดนี้จริงหรือ?

มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งพูดเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ สิ่งที่ผู้ดำเนินรายการค้นพบคือที่จริงแล้วคนไทยทั้งชอบอ่านและชอบเขียน แต่อ่านและเขียนในสิ่งที่อาจไม่เสริมสร้างหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อความคิดและจิตใจ แต่กลับเป็นการกระตุ้นและปลุกเร้าสังคมได้ทั้งทางบวกและทางลบ

เนื่องด้วยความเร่งรีบของชีวิต คนส่วนใหญ่มักชอบอ่านอะไรที่เร็วๆสั้นๆ และสิ่งที่ตอบโจทย์ได้คือ ความคิดเห็นจากนักเลงคีย์บอร์ด กระทู้ต่างๆในโลกออนไลน์ และข้อมูลที่เป็นไปตามที่ผู้เขียนกำหนดว่าอยากให้ผู้อ่านรู้สึกอย่างไร อีกทั้งยังกระตุ้นให้มีอารมณ์ร่วม หรือแปรปรวนไปตามที่ต้องการเพื่อผลบางอย่าง ถ้าไม่แยกแยะให้ดี เราอาจเผลอไปโกรธ เกลียด วิพากษ์วิจารณ์คนที่เราไม่รู้จัก ถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและเป็นอันตรายต่อความคิด จิตใจ และทัศนคติของผู้อ่าน และทำลายผู้อื่นได้โดยไม่ทันรู้ตัว

แต่มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่เราคิดว่าเราเป็นผู้อ่าน แต่หารู้ไม่ที่จริงแล้วหนังสือเล่มนั้นต่างหากที่เป็นฝ่ายอ่านเรา

เมื่ออ่านพระคัมภีร์หรือพระวจนะของพระเจ้า ต้องยอมรับว่าพระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ทำให้เรานอกจากได้รู้จักพระผู้สร้างของเราแล้ว ยังตีแผ่ความเป็นตัวเราล้วนๆ ความบาป แรงจูงใจในทุกสิ่งที่เราพูด ทำหรือคิด แต่ที่ประเสริฐที่สุดคือให้คำตอบ บอกทางแก้ไข และให้โอกาสได้เริ่มต้นใหม่ไว้ด้วย

พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่มีคำสั่ง ข้อเสนอแนะ เงื่อนไข มีบำเหน็จและมีคำมั่นสัญญา ขอแค่เพียงให้เราเป็นนักอ่านที่ดี รักที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้และเชื่อฟัง เราจะมีแต่ได้และได้ในสิ่งที่ดีๆเท่านั้น เพราะพระเจ้าเป็นผู้ดลใจให้เขียน เพราะพระองค์ทรง “รักและห่วงใยผู้อ่าน”

วันนี่คุณอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับตัวคุณหรือยัง?

 

บทเฝ้าเดี่ยวจากทีม Vitamin CJ

(Cr. ภาพ depositphotos.com)

ลืมไปหรือ?

ลืมไปหรือ?

“เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้กับพวกท่าน เพื่อจะอยู่กับท่านตลอดไป คือพระวิญญาณแห่งความจริงซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะมองไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ พวกท่านรู้จักพระองค์เพราะพระองค์สถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ท่ามกลางท่าน” (ยอห์น 14:16-17 THSV11)

เราขอบคุณพระเจ้าได้สำหรับทุกสิ่ง เราขอบพระคุณได้ทั้งเรื่องที่ใกล้และไกลตัว แต่เรามักลืมขอบพระคุณในสิ่งที่ใกล้เกิน เกินจนลืมไปไม่ได้นึกถึง

เมื่อเราได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด พระองค์จะประทานท่านผู้หนึ่งให้มาสถิตอยู่กับเราและอยู่ภายในเรา นั่นคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่เป็นพระสัญญาที่ล้ำค่า เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์นี้ไม่ได้มาสถิตอยู่กับเราเท่านั้น แต่พระองค์ทรงเป็นผู้นำ เป็นผู้ประทานสติปัญญา เป็นผู้ให้คำปรึกษาและปกป้องเราทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ

ถ้าพระองค์ทรงอยู่ใกล้จนเราหลงลืม ให้กลับไปทบทวนพระสัญญาข้อนี้ ให้ขอบพระคุณสำหรับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ และเตือนใจเสมอว่าพระเยซูยังทรงรักและห่วงใย พระองค์ทรงอยู่กับเรา อยู่ในเรา และอยู่ด้วยทุกหนแห่ง และในทุกช่วงชีวิตของเรา

อย่าลืมว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว แม้แต่ในพื้นที่ที่คุณคิดว่าเป็นส่วนตัวแล้วก็ตาม

 

บทเฝ้าเดี่ยวโดยทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ Shutterstock)