บทเรียนพระธรรมกิจการ บทที่ 13

เปาโล (2) และเปโตร

พระธรรม        กิจการ 9:23-43

อ้างอิง           กจ4:10;36;8:1;20:3,19;22:17;23:16,30;26:20;1ซมอ19:12;2คร11:26,32-33;กท1:17-18;         1พศด5:16;27:29;อสย33:9;35:2;65:10;ทต3:8;1ทธ5:3;ลก22:41

บทนำ            พระเจ้าทรงใช้ทั้งอาจารย์เปาโล และอาจารย์เปโตรในการขยายแผ่นดินของพระเจ้า ทั้ง 2 กระทำกิจที่สำคัญอย่างอัศจรรย์ ทั้งที่คล้ายคลึง และแตกต่างกัน เป็นเหตุให้เกิดคริสตจักร และการเจริญเติบโตเสริมสร้างจนเพิ่มพูนผู้เชื่อให้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

บทเรียน

9:23 “หลังจากนั้นอีกหลายวัน พวกยิวก็ปรึกษากันว่าจะฆ่าเซาโล” 

       (When many days had passed, the Jews plotted to kill him, )

9:24 “แต่แผนการของพวกเขารู้ไปถึงหูของเซาโล พวกเขาคอยเฝ้าที่ประตูเมืองทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อดักฆ่าเซาโล” 

      (but their plot became known to Saul. They were watching the gates day and night in order to kill him, )

9:25 “แต่พวกสาวกเอาเซาโลนั่งลงในกระบุงใบใหญ่ตอนกลางคืนแล้วหย่อนท่านลงจากกำแพงเมือง”

     (but his disciples took him by night and let him down through an opening in the wall, lowering him in a basket.)

9:26 “เมื่อเซาโลไปถึงกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ท่านพยายามจะเข้าร่วมกับพวกสาวก แต่เขาทั้งหลายกลัว เพราะไม่เชื่อว่าเซาโลเป็นสาวก” 

     (And when he had come to Jerusalem, he attempted to join the disciples. And they were all afraid of him, for they did not believe that he was a disciple.) 

9:27 “แต่บารนาบัสพาท่านไปหาพวกอัครทูต และเล่าให้พวกเขาฟังว่าเซาโลเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ที่ตรัสกับท่านระหว่างทางอย่างไร และท่านประกาศออกพระนามพระเยซูด้วยใจกล้าหาญในเมืองดามัสกัสอย่างไร” 

    (But Barnabas took him and brought him to the apostles and declared to them how on the road he had seen the Lord, who spoke to him, and how at Damascus he had preached boldly in the name of Jesus. )

9:28 “แล้วเซาโลจึงได้เข้านอกออกในอยู่กับพวกอัครทูตในกรุงเยรูซาเล็ม” 

    (So he went in and out among them at Jerusalem, preaching boldly in the name of the Lord.) 

9:29 “ประกาศออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจกล้าหาญ ท่านพูดและโต้แย้งกับพวกยิวที่พูดกรีก แต่พวกนั้นพยายามหาทางฆ่าท่านเสีย” 

     (And he spoke and disputed against the Hellenists. But they were seeking to kill him. )

9:30 “เมื่อพี่น้องรู้เรื่องนี้ ก็พาท่านลงไปยังเมืองซีซารียา แล้วส่งต่อไปยังเมืองทาร์ซัส”

     (And when the brothers learned this, they brought him down to Caesarea and sent him off to Tarsus.)

9:31 “เพราะฉะนั้น คริสตจักรตลอดทั่วแคว้นยูเดีย กาลิลี และสะมาเรียก็เกิดความสงบสุขและเจริญเติบโต ต่างประพฤติตนด้วยความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าและรับการหนุนใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ คริสตสมาชิกจึงยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น”

     (So the church throughout all Judea and Galilee and Samaria had peace and was being built up. And walking in the fear of the Lord and in the comfort of the Holy Spirit, it multiplied.)

9:32 “ขณะที่เปโตรเดินทางไปๆ มาๆ ทั่วทุกแห่งนั้น ท่านก็ลงไปหาพวกธรรมิกชนที่อาศัยอยู่ในเมืองลิดดาด้วย” 

    (Now as Peter went here and there among them all, he came down also to the saints who lived at  Lydda. )

9:33 “เปโตรพบคนหนึ่งชื่อไอเนอัสที่นั่น เขาเป็นอัมพาตต้องนอนอยู่บนเตียงมาแปดปีแล้ว” 

    (There he found a man named Aeneas, bedridden for eight years, who was paralyzed. )

9: 34 “เปโตรกล่าวกับเขาว่า “ไอเนอัส พระเยซูคริสต์ทรงให้ท่านหายโรค จงลุกขึ้นเก็บที่นอนของท่านเถิด” ทันใดนั้นไอเนอัสก็ลุกขึ้น”

    (And Peter said to him, “Aeneas, Jesus Christ heals you; rise and make your bed.” And immediately he rose. )

9:35 “เมื่อคนทั้งหลายที่อยู่ในเมืองลิดดาและที่ราบชาโรนเห็นแล้วก็กลับใจมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า”

     (And all the residents of Lydda and Sharon saw him, and they turned to the Lord.)

9:36 “ในเมืองยัฟฟามีหญิงคนหนึ่งที่เป็นสาวกชื่อทาบิธาเป็นภาษาอาราเมคแปลว่า กวาง ตามภาษากรีกว่าโดรคัสแปลว่ากวาง หญิงคนนี้เคยทำคุณประโยชน์และสงเคราะห์คนจนมากมาย” 

    (Now there was in Joppa a disciple named Tabitha, which, translated, means Dorcas. She was full of good works and acts of charity. )

9:37 “เวลานั้นหญิงคนนี้ป่วยจนถึงแก่ความตาย พวกเขาจึงอาบน้ำศพและตั้งไว้ในห้องชั้นบน” 

   (In those days she became ill and died, and when they had washed her, they laid her in an upper room. )

9:38 “เมืองลิดดานั้นอยู่ใกล้กับเมืองยัฟฟา เมื่อพวกสาวกได้ยินว่าเปโตรอยู่ที่นั่น จึงใช้คนสองคนไปขอร้องท่านว่า “เชิญมาหาโดยด่วน” 

    (Since Lydda was near Joppa, the disciples, hearing that Peter was there, sent two men to him, urging him, “Please come to us without delay.” )

9:39 “เปโตรจึงลุกขึ้นไปกับเขาทั้งสอง เมื่อถึงแล้วพวกเขาก็พาท่านขึ้นไปที่ห้องชั้นบน พวกหญิงม่ายก็ยืนร้องไห้อยู่ข้างๆท่านและชี้ให้ท่านดูเสื้อผ้าต่างๆ ที่โดรคัสทำเมื่อยังมีชีวิตอยู่” 

    (So Peter rose and went with them. And when he arrived, they took him to the upper room. All the widows stood beside him weeping and showing tunics and other garments that Dorcas made while she was with them. )

9:40 “เปโตรจึงให้คนทั้งหลายออกไปข้างนอก และคุกเข่าลงอธิษฐาน แล้วหันมายังศพนั้นกล่าวว่า “ทาบิธา จงลุกขึ้น” ทาบิธาก็ลืมตา เมื่อเห็นเปโตรจึงลุกขึ้นนั่ง”

    (But Peter put them all outside, and knelt down and prayed; and turning to the body he said, “Tabitha, arise.” And she opened her eyes, and when she saw Peter she sat up. )

9:41 “เปโตรยื่นมือออกมาพยุงเธอ แล้วเรียกพวกธรรมิกชนกับบรรดาแม่ม่ายเข้ามา แล้วมอบหญิงที่มีชีวิตนั้นให้กับพวกเขา” 

   (And he gave her his hand and raised her up. Then, calling the saints and widows, he presented her alive. )

9:42 “เหตุการณ์นั้นลือไปตลอดทั่วเมืองยัฟฟา คนจำนวนมากก็พากันมาเชื่อถือองค์พระผู้เป็นเจ้า” 

    (And it became known throughout all Joppa, and many believed in the Lord.)

9:43 “เปโตรอาศัยอยู่ในเมืองยัฟฟาหลายวัน โดยพักอยู่กับซีโมนที่เป็นช่างฟอกหนัง”

    (And he stayed in Joppa for many days with one Simon, a tanner.)

ข้อมูลมีประโยชน์

9:23     “หลังจากนั้นอีกหลายวัน” (many days had passed) = หลายวันผ่านไป หรือ อาจหมายความว่า “วันเวลาผ่านไป” ซึ่งอาจเท่ากับช่วงเวลา 3 ปี” ตามที่บันทึกไว้ใน กาลาเทีย1:17-18 นักวิชาการเชื่อว่า  เซาโลอาจใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วง 3 ปีนี้ ในอาระเบีย ซึ่งห่างออกไปจากดามัสกัส(พรมแดนอาระเบียมีส่วนที่ติดกับดามัสกัส)
            “พวกยิวก็ปรึกษากันว่าจะฆ่าเซาโล” ( the Jews plotted to kill him ) =เมื่อเซาโล กลับไปดามัสกัส เจ้าเมือง หรือผู้ว่าการเมืองของ กษัตริย์อาเรทัสให้คนเฝ้าคอยจับเซาโล(2คร11:32)
~พบเหรียญของโรมปรากฏในดามัสกัส ระหว่าง คศ. 34-62 อาจบ่งชี้ว่า อาเรทัสครองอำนาจอยู่ในเวลานั้น

9:25     “เอาเซาโลนั่งลงในกระบุงใบใหญ่”( lowering him in a basket) = ให้เซาโลซุกตัวลงไปในเข่ง (2คร11:33 ) เปรียบเทียบ โยชูวา 2:15;1ซมอ 19:12

9:26     “เซาโลไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม” (when he had come to Jerusalem) = จากพระธรรม กาลาเทีย 1:19 เรารู้ว่าอัครทูตคนอื่นๆ หายกันไปหมด เหลือเพียงแค่เปโตรกับยากอบน้องชายของพระเยซูซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้นำในเยรูซาเล็มเสมือนอัครทูตคนหนึ่ง (กท2:9)

9:27     “บารนาบัส” ( Barnabas ) =ดู กจ.4:36

9:29     “ท่านพูดและโต้แย้ง” (he spoke and disputed) = ก่อนหน้านี้ เซาโลเคยโต้แย้งโจมตีพระเยซูคริสต์ แต่เวลานี้ เซาโลเองทั้งโต้และแย้ง เพื่อประกาศยืนยันว่า พระเยซูคือพระคริสต์ หรือพระเมสสิยาห์

9:30     “เมืองซีซาริยา” (Caesarea ) -ดู กจ.8:40
            “เมืองทาร์ซัส” (Tarsus) =บ้านเกิดของเซาโล (22:3)

9:31    “คริสตจักร” (the church ) = เป็นคำเอกพจน์ หมายถึง คริสเตียนทั้งหมด ทั้งในยูเดีย สะมาเรีย และกาลิลี ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่คริสตจักรท้องถิ่นหลายๆ แห่ง (กจ5:11)
          “รับการหนุนใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์” (in the comfort of the Holy Spirit) = กิจการของ     พระวิญญาณคือการ ทรงปลอบโยน หนุนชูใจผู้เชื่อ   (กจ13:2;1:2)

9:32    “ลิดดา” (Lydda ) =เมืองที่อยู่ห่างจากยัฟฟาไปทางเหนือราว 19 กิโลเมตร และห่างจากถนนที่เชื่อมยัฟฟากับเยรูซาเล็มราว 4-5 กิโลเมตร

9:33    “ไอเนอัส” (Aeneas)  =อาจเป็นคริสเตียนที่เมืองลิดดา เพราะก่อนหน้านี้บันทึกว่า เปโตรตั้งใจไปเยี่ยมพวกสาวกที่ลิดดา

9:35    “ที่ราบชาโรน” (Sharon) =ที่ราบอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ราว 80 กิโลเมตร  ตามแนวชายฝั่งทะเล      เมดิเตอร์เรเนียน(ตั้งแต่ยัฟฟาถึงซีซารียา) แต่ในตอนนี้ อาจเป็นชื่อหมู่บ้านหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับเมืองลิดดา

9:36     “ยัฟฟา” (Joppa)  = อยู่ห่างจากเยรูซาเล็มราว 61 กิโลเมตร เป็นท่าเรือหลักของยูเดีย(ปัจจุบันเป็น ชานเมือง ของเทลอาวิฟ)

9:37     “เขาจึงอาบน้ำศพ” (they had washed her) = ร่างของนางได้รับการชำระให้สะอาด เป็นการเตรียมการฝังศพ ซึ่งเป็นธรรมเนียมทั้งของยิวและของกรีก
            “ห้องชั้นบน” (an upper room) = ปกติศพในเยรูซาเล็ม จะถูกฝังในวันที่ตาย แต่นอกเยรูซาเล็มอาจเลื่อนเก็บศพไปได้ 3 วัน และวางศพไว้ในห้องชั้นบน

9:38    “เชิญมาหาโดยด่วน” (Please come to us without delay ) = “ขอโปรดมาในทันที!” พวกเขาขอร้องให้เปโตรรีบไปให้ทันก่อนฝังศพ ไม่ว่าจะเพื่อปลอบโยนใจ หรือเพื่อทำการอัศจรรย์ในการรักษาให้ฟื้นขึ้นมา

9:40   “ให้คนทั้งหลายออกไปข้างนอก” (put them all outside ) = เปรียบเทียบกับใน 1พกษ17:23;2พกษ4:33

         ในพระคัมภีร์บันทึกเรื่องราวไว้ 3 ตอนที่พระเยซูคริสต์ทรงทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาโดยที่เปโตรอยู่ที่นั่นกับพระองค์ด้วยอยู่ใน  -มธ9:25;ลก7:11-17;ยน11:1-44
         ในตอนนี้ เปโตรทำเช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงกระทำเมื่อรักษาบุตรสาวของไยรัส คือให้ฝูงชนออกไปข้างนอก แต่ที่แตกต่างกันคือ เปโตรคุกเข่าลง และอธิษฐาน

9:42    “คนจำนวนมากก็พากันมาเชื่อ” (many believed ) -เปรียบ ยน 12:11

9:43   “ช่างฟอกหนัง” (a tanner) -โดยปกติมีการ ระบุอาชีพต่อท้ายชื่อบุคคล เพื่อบรรยายลักษณะของคนๆ นั้น ให้ชัดเจน  เช่น 16:14;18:3;19:24;2ทธ4:14
          แต่ในกรณีนี้ มีนัยที่สำคัญเป็นพิเศษ เพราะช่างฟอกหนังคือคนที่ต้องแตะต้องซากสัตว์ที่ตายไปแล้ว ซึ่งตามบัญญัติของยิว ถือว่าคนนั้นก็เป็นมลทิน คนจึงมักดูหมิ่นเหยียดหยามคนที่ทำอาชีพนี้

          ในตอนนี้ เปโตรพักอยู่กับช่างฟอกหนังที่บ้าน  แสดงว่า เปโตรได้ละอคติของคนยิวลง อันเป็นการเตรียมตัวเพื่อทำพันธกิจประกาศข่าวประเสริฐกับคนต่างชาติ

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยถูกคนปองร้าย(หมายเอาชีวิตคุณ)บ้างไหม?  อย่างไร เรื่องราวเป็นอย่างไร?  แล้วคุณรอดพ้นมาได้อย่างไร? (หรือกลับกัน คุณเคยมุ่งร้ายต่อผู้ใดบ้างหรือไม่? อย่างไร และทำไม?)  และเกิดผลอะไรตามมา?
  2. คุณเคยได้รับความช่วยเหลือให้พ้นภัยอันตรายจากอะไร ผู้ใด หรือกลุ่มใดบ้าง? ในเรื่องอะไร? ใครคือผู้ที่ช่วยคุณ? และช่วยอย่างไร?
  3. คุณเคยอยากร่วมคบหาสมาคมกับผู้หนึ่งผู้ใด หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่คนเหล่านั้นไม่ต้อนรับคุณบ้างหรือไม่? เพราะอะไร? เรื่องราวเป็นอย่างไร ? ให้แบ่งปัน
  4. คุณเคยสามารถคบหาสมาคม หรือได้รับการต้อนรับเข้าร่วมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่คุณอยากเข้าบ้างหรือไม่? เพราะอะไร หรือเพราะใคร?
  5. คุณเคยมีประสบการณ์กับการเป็นพยานหรือประกาศอย่างกล้าหาญจนเกือบประสบภัยบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  6. คุณเคยสัมผัสกับ ความสงบสุข และความเจริญเติบโตของคริสตจักรบ้างหรือไม่? อย่างไร? อะไรเป็นสาเหตุ?
  7. คุณเคยเห็นหรือมีประสบการณ์กับการหายโรค หรือการรักษาโรคบ้างหรือไม่ ?  อย่างไร?  และส่งผลอะไรบ้าง? (ให้แบ่งปัน)
  8. คุณคิดว่าใครจะร้องไห้อาลัยคุณจริงๆ เมื่อคุณตายจากโลกนี้?  ทำไมคุณคิดเข่นนั้น?
  9. คุณเคยนำผู้ใดมาเชื่อถือในพระคริสต์บ้าง?  ที่ไหน? เมื่อไร และอย่างไร?

 

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

ภาพที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย

ภาพที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย

เพราะท่านเทวิญญาณจิตของท่านถึงความมรณะ และถูกนับเข้ากับคนทรยศ ถึงกระนั้นท่านก็แบกบาปของคนเป็นอันมาก และทำการอ้อนวอนเพื่อผู้ทรยศ (อิสยาห์ 53:12 TH1971)

เมื่อได้อ่านอิสยาห์บทที่ 53 เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า บุคคลที่อิสยาห์กล่าวถึงไม่มีอื่นใดนอกจากองค์พระเยซูคริสต์ เราคงพูดได้ว่าอิสยาห์เป็นผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งที่สื่อให้เห็นภาพของพระเยซูอย่างชัดเจนในยุคพระคัมภีร์เดิม  ผู้คนในยุคนั้นเมื่อได้ยินคำพยากรณ์ของท่าน อาจตีความไปต่างๆนานา แต่หลายคนก็ได้รับความหวังใจว่าพระเจ้าจะส่งบางคนมาเพื่อช่วยพวกเขาให้พ้นจากสภาพถูกกดขี่ข่มเหงและความทุกข์ยากที่กำลังเผชิญ

สำหรับพวกเราที่ได้รู้จักพระเยซูคริสต์ในยุคนี้ ยุคแห่งพระคุณ เราไม่ต้องคาดเดาว่าผู้ทีอิสยาห์ประกาศไว้เมื่อหลายพันปีก่อนนี้คือผู้ใด เพราะคำพยากรณ์นั้นได้เกิดขึ้นเป็นจริงแล้วทุกประการ

นี่คือข่าวประเสริฐที่อิสยาห์ประกาศไว้ล่วงหน้า ข่าวแห่งการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์เพื่อช่วยมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากผลของกรรมเวรที่บาปพันธนาการไว้ แต่บางครั้งเราก็หลงลืมไป เพราะมัวรับแต่พระคุณ มัวอธิษฐานขอรับแต่พระพร หรือมีชีวิตที่สะดวกสบายเกินไปในคอมฟอร์ตโซนของเรา ดังนั้นวันนี้ขอให้กลับไปทบทวนสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทำเพื่อเรา และสิ่งใดที่พระองค์มีพระประสงค์ให้เราทำเพื่อแผ่นดินของพระองค์ ที่สำคัญอย่าให้เราลืมที่จะนึกถึงผู้ที่:

  • ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง
  • แบกรับความอธรรม ความเจ็บปวด และความเจ็บไข้ของเราไว้
  • ไม่มีรูปร่างหรือความสวยงามซึ่งเราทั้งหลายจะมอง และมนุษย์ทนมองดูไม่ได้
  • ถูกโบยตีเพราะความทรยศของเรา
  • เป็นเหตุให้คนเป็นอันมากได้นับว่าเป็นผู้ชอบธรรม โดยจ่ายราคาด้วยชีวิต

ขอให้เก็บสิ่งนี้ไว้ในหัวใจของเรา ประกาศออกไปและเราจะไม่มีวันลืมเลย

 

บทเฝ้าเดี่ยวโดย ทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ by Judy Groves – Fine art America)

จุดประสงค์ของหนังสือ

จุดประสงค์ของหนังสือ

พระเยซูทรงทำหมายสำคัญอื่นๆ อีกหลายอย่างต่อหน้าพวกสาวก ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ แต่การที่บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อพวกท่านจะได้เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้วท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์ (ยอห์น 20:30-31 THSV11)

หนังสือโดยทั่วไปผู้เขียนจะเขียนคำนำ หรือคำนิยมไว้ในตอนต้นของหนังสือ บางคนอ่านคำนำแต่หลายคนก็ข้ามไปแล้วอ่านเนื้อหาเลย

รู้หรือไม่ การที่ได้อ่านคำนำของผู้เขียนจะช่วยปรับทิศทางการอ่านของเรา และเมื่ออ่านหนังสือเล่มนั้นจนจบ และทบทวนสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ ก็จะบอกได้ว่าผู้เขียนได้เขียนตามที่พูดไว้ หรือว่าเราอ่านไม่เข้าใจ

ในหนังสือพระกิตติคุณยอห์น ท่านยอห์นผู้เขียนกลับเขียนจุดประสงค์ของหนังสือไว้ตอนท้ายเล่มใกล้จบ  ท่านกล่าวว่า:

“พระเยซูทรงทำหมายสำคัญอื่นๆ อีกหลายอย่างต่อหน้าพวกสาวก ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ แต่การที่บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อพวกท่านจะได้เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้วท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์” (ยอห์น 20:30-31 THSV11)

นี่คือข่าวประเสริฐที่ชัดเจน เป็นหัวใจของสิ่งที่ท่านบันทึกมาทั้งหมด ในฐานะผู้อ่านเมื่อเราได้อ่านพระกิตติคุณยอห์น มาจนถึงช่วงสุดท้าย มีความคิดเห็นอย่างไร ความเชื่อเป็นอย่างไร? และท่านยอห์นได้ทำหน้าที่สื่อสารสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มาถึงเราชัดเจนหรือไม่?

ท่านยอห์นยังกล่าวสิ่งที่มหัศจรรย์เกินกว่าที่เราจะนึกถึงได้ในตอนจบของพระกิตติคุณยอห์นว่า: 

สาวกคนนี้แหละที่เป็นพยานถึงเหตุการณ์เหล่านี้ และเป็นคนที่บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ และเราทราบว่าคำพยานของเขาเป็นความจริง พระเยซูยังทรงทำสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าจะเขียนให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคิดว่าแม้ที่ทั้งโลกไม่พอใส่หนังสือที่จะเขียนนั้น” (ยอห์น 21:24-25 THSV11)

 

บทเฝ้าเดี่ยวโดยทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ KTV.com)

บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทที่ 9

คำเทศนาของสเทเฟน (1)

พระธรรม        กิจการ   7:1-29

อ้างอิง             ปฐก.11:31;12:1-7;13:15-18;15:13-15;17:8-14;21:2-4;23:3-16;25:26;29:31-35:18;37:28;

                        39:2,21;41:39-41;42:1-2;45:1-18;146:1-7;49:33;50:7-13;ยชว.24:32;อพย.1:7-2:2-15

บทนำ              ชีวิตของคนเราอาจพลิกผันได้ในชั่วเวลาสั้น ๆ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเขา หรือเมื่อเขาประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน (ตามแผนการของพระเจ้า)

                        ชีวิตของคุณเคยประสบกับเรื่องไม่คาดคิด หรือไม่คาดฝันที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณมาบ้างหรือไม่?

บทเรียน

7:1 “มหาปุโรหิตจึงถามว่า “เรื่องนี้จริงหรือ?” 

      (And the high priest said, “Are these things so?” )

7:2 “สเทเฟนจึงตอบว่า “นี่แน่ะ ท่านพี่น้องและพวกท่านที่เป็นผู้ใหญ่ ขอฟังเถิด พระเจ้าผู้เต็มด้วยพระสิริทรงปรากฏแก่อับราฮัมบิดาของเรา เมื่อท่านยังอยู่ในประเทศเมโสโปเตเมีย ก่อนไปอาศัยอยู่ในเมืองฮาราน” 

     (And Stephen said: “Brothers and fathers, hear me. The God of glory appeared to our father Abraham when he was in Mesopotamia, before he lived in Haran)

7:3 “และตรัสกับท่านว่า ‘เจ้าจงออกจากเมืองและญาติพี่น้องของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงให้เจ้า’”  

    (and said to him, ‘Go out from your land and from your kindred and go into the land that I will show you.)

7:4 “อับราฮัมจึงออกจากแผ่นดินของชาวเคลเดียไปอาศัยอยู่ที่เมืองฮาราน หลังจากบิดาของท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์ทรงให้ท่านออกจากที่นั่นมาอยู่ในแผ่นดินที่ท่านทั้งหลายอาศัยอยู่ทุกวันนี้”

     (Then he went out from the land of the Chaldeans and lived in Haran. And after his father died, God removed him from there into this land in which you are now living. )

7:5 “แต่พระองค์ไม่ทรงโปรดให้อับราฮัมมีมรดกในแผ่นดิน ไม่ให้มีแม้แต่ขนาดเท่าฝ่าเท้า และขณะเมื่อท่านยังไม่มีบุตร พระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า จะให้แผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของท่านและเชื้อสายของท่าน”

    (Yet he gave him no inheritance in it, not even a foot’s length, but promised to give it to him as a possession and to his offspring after him, though he had no child.) 

7:6 “พระเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า เชื้อสายของท่านจะไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และคนในประเทศนั้นจะเอาพวกเขาเป็นทาส และจะข่มเหงพวกเขานานถึงสี่ร้อยปี” 

    (And God spoke to this effect—that his offspring would be sojourners in a land belonging to others, who would enslave them and afflict them four hundred years.)

7:7 “แล้วพระเจ้าตรัสว่า‘และประเทศที่พวกเขาปรนนิบัติอยู่นั้น เราจะพิพากษาหลังจากนั้นพวกเขาจะออกมาและปรนนิบัติเรา ณ สถานที่นี้’ 

     (‘But I will judge the nation that they serve,’ said God, ‘and after that they shall come out and worship me in this place.’) 

7:8 “พระเจ้าจึงประทานพันธสัญญาแห่งการเข้าสุหนัต แก่ท่าน เพราะฉะนั้นเมื่ออับราฮัมมีบุตรชื่ออิสอัค จึงให้เข้าสุหนัตในวันที่แปด อิสอัคมีบุตรชื่อยาโคบ และยาโคบมีบุตรสิบสองคนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา”

     (And he gave him the covenant of circumcision. And so Abraham became the father of Isaac, and circumcised him on the eighth day, and Isaac became the father of Jacob, and Jacob of the twelve patriarchs.)

7:9 “และบรรพบุรุษเหล่านั้นอิจฉาโยเซฟ จึงขายเขาไปยังประเทศอียิปต์ แต่พระเจ้าสถิตกับโยเซฟ” 

     (“And the patriarchs, jealous of Joseph, sold him into Egypt; but God was with him)

7:10 “ทรงช่วยให้พ้นจากความทุกข์ลำบากทั้งสิ้น ทรงให้มีความชอบและมีสติปัญญาเฉพาะพระพักตร์ฟาโรห์กษัตริย์ของประเทศอียิปต์ฟาโรห์จึงตั้งโยเซฟให้ดูแลประเทศอียิปต์และทุกอย่างในพระราชสำนักของพระองค์” 

     (and rescued him out of all his afflictions and gave him favor and wisdom before Pharaoh, king of Egypt, who made him ruler over Egypt and over all his household. )

7:11 “ต่อมาเกิดการกันดารอาหารทั่วแผ่นดินอียิปต์และแผ่นดินคานาอัน และมีความลำบากมาก บรรพบุรุษของเราจึงไม่มีอาหาร” 

     (Now there came a famine throughout all Egypt and Canaan, and great affliction, and our fathers could find no food.) 

7:12 “ยาโคบเมื่อได้ยินว่ามีข้าวอยู่ในประเทศอียิปต์ จึงใช้บรรพบุรุษของเราไปเป็นครั้งที่หนึ่ง” 

     (But when Jacob heard that there was grain in Egypt, he sent out our fathers on their first visit.) 

7:13 “พอครั้งที่สองโยเซฟแสดงตัวให้พี่น้องรู้ และฟาโรห์ก็ทรงรู้จักญาติของโยเซฟด้วย”

     (And on the second visit Joseph made himself known to his brothers, and Joseph’s family became known to Pharaoh.)

7:14 “โยเซฟจึงเชิญยาโคบบิดา กับบรรดาญาติของตนเจ็ดสิบห้าคนให้มาหา”

     (And Joseph sent and summoned Jacob his father and all his kindred, seventy-five persons in all. )

7:15 “ยาโคบจึงลงไปที่ประเทศอียิปต์และท่านกับบรรพบุรุษของเราก็เสียชีวิตที่นั่น” 

       (And Jacob went down into Egypt, and he died, he and our fathers, )

7:16 “พวกเขาจึงนำศพไปฝังไว้ในเมืองเชเคม ในอุโมงค์ที่อับราฮัมเอาเงินจำนวนหนึ่งซื้อจากบุตรของฮาโมร์ในเชเคม”

      (and they were carried back to Shechem and laid in the tomb that Abraham had bought for a sum of silver from the sons of Hamor in Shechem.)

7:17 “แต่เมื่อใกล้จะถึงเวลาตามพระสัญญาที่พระเจ้าตรัสไว้กับอับราฮัม ชนชาติอิสราเอลได้ทวีจำนวนมากขึ้นในประเทศอียิปต์”

     (“But as the time of the promise drew near, which God had granted to Abraham, the people increased and multiplied in Egypt )

7:18 “จนกระทั่งกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักโยเซฟได้ขึ้นครองราชย์สมบัติในประเทศอียิปต์”

     (until there arose over Egypt another king who did not know Joseph. )

7:19 “กษัตริย์องค์นั้นทรงออกอุบายจัดการกับชนชาติของเรา ทรงข่มเหงบรรพบุรุษของเรา ทรงบังคับให้ทิ้งลูกอ่อนของพวกเขาเพื่อไม่ให้รอดชีวิต” 

     (He dealt shrewdly with our race and forced our fathers to expose their infants, so that they would not be kept alive. )

7:20 “เป็นเวลาเดียวกับที่โมเสสเกิดมา มีรูปร่างงดงามเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เขาจึงถูกเลี้ยงไว้ในบ้านบิดาจนครบสามเดือน” 

     (At this time Moses was born; and he was beautiful in God’s sight. And he was brought up for three months in his father’s house,) 

7:21 “แต่หลังจากถูกทิ้งไว้นอกบ้านแล้ว ราชธิดาของฟาโรห์ก็รับมาเลี้ยงเสมือนเป็นบุตรของตน” 

     (and when he was exposed, Pharaoh’s daughter adopted him and brought him up as her own son.) 

7:22 “โมเสสจึงได้รับการสอนในเรื่องวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ มีสมรรถภาพในการพูดและในกิจการต่าง ๆ”

     (And Moses was instructed in all the wisdom of the Egyptians, and he was mighty in his words and deeds.)

7:23 “เมื่อโมเสสมีอายุย่างเข้าสี่สิบปี ก็นึกอยากไปเยี่ยมญาติพี่น้องของตนคือชนชาติอิสราเอล” 

     (“When he was forty years old, it came into his heart to visit his brothers, the children of Israel.)

7:24 “เมื่อท่านเห็นคนหนึ่งถูกข่มเหง จึงเข้าไปช่วยโดยฆ่าชาวอียิปต์ซึ่งเป็นผู้ข่มเหงนั้นเพื่อแก้แค้น”

      (And seeing one of them being wronged, he defended the oppressed man and avenged him by striking down the Egyptian.) 

7:25 “เพราะคิดว่าญาติพี่น้องคงเข้าใจดีว่า พระเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาให้รอดด้วยมือของตน แต่พวกเขาไม่เข้าใจอย่างนั้น”

     (He supposed that his brothers would understand that God was giving them salvation by his hand, but they did not understand.)

7:26 “วันรุ่งขึ้นโมเสสเข้ามาพบเขาทั้งสองขณะวิวาทกัน ก็อยากให้เขาทั้งสองกลับคืนดีกัน จึงกล่าวว่า ‘เพื่อนเอ๋ยพวกท่านเป็นพี่น้องกัน ทำไมถึงทำร้ายกัน?’ 

    (And on the following day he appeared to them as they were quarreling and tried to reconcile them, saying, ‘Men, you are brothers. Why do you wrong each other?’ )

7:27 “คนที่ข่มเหงเพื่อนก็ผลักโมเสสออกไป และกล่าวว่า ‘ใครตั้งเจ้าให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาของเรา?” 

    (But the man who was wronging his neighbor thrust him aside, saying, ‘Who made you a ruler and a judge over us? )

7:28 “เจ้าจะฆ่าข้าเหมือนกับที่ฆ่าชาวอียิปต์เมื่อวานนี้หรือ?’”

     (Do you want to kill me as you killed the Egyptian yesterday?’ )

7:29 “เมื่อโมเสสได้ยินคำพูดนั้น จึงหนีไปอาศัยอยู่ที่แผ่นดินมีเดียนและมีบุตรสองคนที่นั่น”

     (At this retort Moses fled and became an exile in the land of Midian, where he became the father of two sons.)

ข้อมูลมีประโยชน์

7:1       “มหาปุโรหิต” (  the high priest  ) = อาจเป็นคายาฟาส (มธ.26:57-66) ปท.กจ.4:6;ยน.18:19,24

            “เรื่องนี้จริงหรือ?” (Are these things so            ) =  “จริงตามคำฟ้องร้องนี้” -6:11,13

7:2-53  = ผู้เขียนให้ความสำคัญกับเนื้อหาคำพูดหรือคำเทศนาของสเทเฟนมาก เพราะเป็นการพูดอย่างกว้างๆ ไม่ใช่แค่เป็นคำแก้ต่างส่วนตัวของสเทเฟนต่อคนที่กล่าวหาท่านเท่านั้น (ข.51-52) แต่คำเทศนาของสเทเฟนนี้ เป็นการหักล้าง(โค่นล้ม)ที่โจมตีรากฐานของศาสนายิว โดยยกเรื่องความล้มเหลวในประวัติศาสตร์ขึ้นมาอ้างถึง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสาหลัก 3 ประการที่ยิวเคร่งครัด

  1. ดินแดน (ข.2-36)
  2. บัญญัติ (ข.37-43)
  3. วิหาร (ข.44-50)

และจบลงด้วยการตำหนิผู้ที่มุ่งกล่าวโทษสเทเฟน (ข.57-52)

-คำกล่าวของสเทเฟนนี้ได้แยกศาสนายิวกับศาสนาคริสต์ออกจากกันอย่างเด็ดขาด และชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างความเชื่อเก่าและความเชื่อใหม่ (ที่ปรากฏในจดหมายฝากของ อ.เปาโล และผู้เขียน      พระธรรมฮีบรูในเวลาต่อมา)

7:2       “อับราฮัม…เมโสโปเตเมีย..ฮาราน” (Abraham … Mesopotamia, … Haran) = พระเจ้าเรียกอับราฮัมตั้งแต่อยู่ที่เมืองเออร์ ไม่ใช่ที่ฮาราน (ปท.ปฐก.12:1;15:7;นหม.9:7) และเรียกซ้ำอีกครั้งที่ ฮาราน(ยรม.15:19-21)

7:4       “แผ่นดินของชาวเคลเดีย” (the land of the Chaldeans) = แขวงหนึ่งทางใต้ของบาบิโลน ต่อมาใช้ชื่อนี้หมายถึงดินแดนบาบิโลนทั้งหมด

            “หลังจากบิดาของท่านเสียชีวิตแล้ว” (after his father died) ปฐก.11:26

            =บิดาของอับราฮัมคือ เทราห์ ซึ่งมีบุตร 3 คนคือ อับราฮัม ,นาโฮร์ และฮาราน  (ปฐก.11:26-12:1)

            -ฮารานอาจเป็นบุตรคนโตและอับราฮัมเกิดหลังจากนั้นอีก 60 ปี ดังนั้น เทราห์สิ้นชีวิตเมื่ออายุ 205 ปี        ไม่นานก่อนที่อับราฮัมจะเดินทางออกจากฮาราน ขณะเมื่อมีอายุ 75 ปี

7:6       “สี่ร้อยปี” (four hundred years  ) = เป็นตัวเลขกลม ๆ  ที่กล่าวถึงช่วงเวลาที่อิสราเอลอยู่ในอียิปต์        (อพย.12:40-41- ให้ตัวเลขว่า 430 ปี) ปท.ปฐก.15:16

            -ใน อพยพ 6:16-20 บ่งบอกว่า โมเสสเป็นรุ่นเหลนโหลนของเลวี บุตรของยาโคบ และเป็นพี่น้องของโยเซฟ

            = ทำให้ตั้งแต่เลวีถึงโมเสสนับได้ 4 ชั่วอายุคน ชั่วอายุละ 40 ปี เท่ากับ 400 ปี เท่ากับระยะเวลาที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็น 4 ชั่วอายุ

7:8       “พันธสัญญาแห่งการเข้าสุหนัต” (the covenant of circumcision) –ปฐก.17:10-11, เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับศาสนายิว ตั้งแต่ก่อนสร้าพระวิหาร และก่อนที่มีธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาอย่างที่พวกยิวปฏิบัติอยู่ในเวลาที่กล่าวถึงนี้

           “ยาโคบมีบุตรสิบสองคนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา”( Jacob of the twelve patriarchs)–ปฐก.35:23-26

7:9       “ขายเขา” (sold him) = กล่าวย้ำว่า ชาวยิวมักปฏิเสธคนของพระเจ้าเสมอมา สเทเฟนแถลงคดีเกี่ยวกับการปฏิเสธพระเยซูขึ้นมา โดยยกเรื่องที่พวกพี่ ๆ โยเซฟปฏิเสธตัวท่าน ขึ้นมาเทียงเคียง (ปฐก.37:12-36)

7:13     “พอครั้งที่สอง” (on the second ) –ปฐก.43

7:14     “จึงเชิญยาโคบบิดากับบรรดาญาติมิตรของตนเจ็ดสิบห้าคนให้มาหา” (summoned Jacob his father and all his kindred, seventy-five persons in all)  -แม้ในพระคัมภีร์ฮีบรูใช้จำนวนเลข 70 คน (ปฐก.46:26-27;อพย.1:5;ฉธบ.10:22) แต่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ฉบับแปลกรีก(เซปทัวจิ้น) เพิ่มชื่อบุตรหนึ่งคนของมนัสเสห์ บุตรสองคนของเอฟราอิม และหลานของนมัสเสห์กับเอฟราอิมอีกอย่างละคนใน ปฐก.46:20 จึงทำให้รวมกันเท่ากับ 75 คน ตามที่สเทเฟนกล่าวถึง

7:16     “นำศพไปฝังในเมืองเชเคมในอุโมงค์” (  carried back to Shechem and laid in the tomb )

          = สเทเฟนขมวดเรื่องราวในพันธสัญญาเดิมเข้าด้วยกัน เกี่ยวกับการซื้อที่ดินสองครั้ง (โดยอับราฮัมและยาโคบ)และที่ฝังศพ 2 ที่ (ที่เฮโบรนและเชเคม)

            -ตามพันธสัญญาเดิม อับราฮัมซื้อที่ดินที่เฮโบรน (ปฐก23:17-18) ฝังศพตัวเอง (ปฐก.25:9-11) อิสอัค (ปฐก.35:29) ยาโคบ (ปฐก.50:13) ยาโคบซื้อที่ดินที่เชเคม (ปฐก.33:19) ซึ่งต่อมาใช้เป็นที่ฝังศพโยเซฟ (ยชว.24:32)

            -โจซีฟัส นักประวัติศาสตร์ยิว บันทึกตามเรื่องราวที่ส่งต่อกันมาว่า พวกพี่น้องของโยเซฟถูกฝังที่เฮโบรน วิธีพูดของสเทเฟนที่เตือนใจว่า ยาโคบกับบรรพบุรุษทั้ง 12 คน ไม่ได้ถูกฝังในอียิปต์ เป็นเรื่องแปลกหูสำหรับคนในยุคนี้ แต่ผู้ฟังของสเทเฟนเข้าใจดี

7:18     “กษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักโยเซฟ ได้ขึ้นครองราชสมบัติในอียิปต์”( Egypt another king who did not know Joseph.) –อพย.1:8

7:22     “โมเสสจึงได้รับการสอนในเรื่องวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ มีสมรรถภาพในการพูด และในกิจการต่าง ๆ”  (Moses was instructed in all the wisdom of the Egyptians, and he was mighty in his words and deeds) –แม้ในพันธสัญญาเดิมไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่คาดว่า คงเป็นเช่นนั้น เพราะโมเสสเติบโตในวังของธิดาฟาโรห์

            นักประวัติศาสตร์ ทั้งฟิโล และโจซีฟัส กล่าวว่า โมเสสมีการศึกษาดี “มีสมรรถภาพในการพูด” (he was mighty in his words ) = “ทรงอำนาจทั้งด้านวาจา” –อพย.4:10

7:23     “โมเสสมีอายุย่างเข้าสี่สิบปี” (he was forty years old) = ก่อนช่วงอายุที่โมเสสหนีออกจากอียิปต์ในเวลาต่อจากนี้ จนเมื่อท่านอายุ 80 ปี พระเจ้าส่งท่านไปหาฟาโรห์ (อพย.7:17) และท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ 120 ปี (ฉธบ.34:7)

7:29     “หนีไปอาศัยอยู่ที่แผ่นดินในมีเดียน” (Moses fled and became an exile in the land of Midian)

           = เมื่อถูกคนร่วมชาติปฏิเสธ โมเสสกลัวว่าพวกเขาจะไปฟ้องฟาโรห์ ก็หนีไปมีเดียน (อพย.2:15) ดินแดนถูกขนาบด้วยทั้ง 2 ฝั่งของอ่าว อาคาบา (อพย.2:12)

            “มีบุตรสองคนที่นั่น” (the father of two sons)  คือ เกอร์โชม และเอลีเยเซอร์ (อพย.2:22;18:3-4; 1พศด.23:15)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยถูกคาดคั้นหรือซักฟอกหรือฟ้องร้องบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร? จริงหรือไม่? แล้วผลออกมาอย่างไร?
  2. คุณเคยมีประสบการณ์กับการที่พระเจ้าปรากฏต่อคุณหรือไม่? อย่างไร? และส่งผลอะไรต่อชีวิตของคุณบ้าง?
  3. คุณเชื่อมั่นในพระสัญญาของพระเจ้า(ที่มีต่อคุณ) ในข้อใดมากที่สุด? แล้วคุณได้ตามนั้นแล้วหรือไม่? อย่างไร?
  4. คุณเคยเจ็บปวดหรือกลัวเพราะถูกอิจฉาริษยาหรือไม่? จากใคร? ในเรื่องอะไร? แล้วลงเอยอย่างไร?
  5. คุณเคยมีประสบการณ์กับการ “ต้นร้ายปลายดี” บ้างหรือไม่? เรื่องราวเป็นอย่างไร? (แบ่งปัน)
  6. คุณเคยประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณรอดมาได้อย่างไร?
  7. คุณเคยมีประสบการณ์กับ “ต้นดีปลายร้าย” บ้างหรือไม่? อย่างไร ทำไม? แล้วคุณฟันฝ่ามาได้อย่างไร?
  8. คุณเคยประสบกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของคุณแบบฉับพลันอย่างสิ้นเชิงบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? และอย่างไร? แล้วพระเจ้าทรงช่วยหรือทรงนำชีวิตของคุณอย่างไร?

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทเรียนที่ 7

อัครทูตถูกข่มเหง

พระธรรม        กิจการ 5:17-42

อ้างอิง            กจ2:46;4:1-3,18-21;10:39;13:29-32;15:5;22:3;ปฐก16:7;อพย1:17;3:2;ยน15:21;20:12;6:63,68;มธ5:2;มก16:19;ลก24:47-48;2พศด13:12;สภษ21:30

บทนำ             คนที่ปรารถนาติดตามพระเจ้าจะถูกข่มเหง อัครทูตก็เผชิญเช่นนั้นเมื่อพวกเขาติดตามพระคริสต์ แต่พวกเขากลับเห็นว่า นั่นเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความอับอายเพื่อพระนามของพระองค์

บทเรียน

5:17 “มหาปุโรหิตและพรรคพวกคือพวกสะดูสีมีความอิจฉาอย่างยิ่ง 

        (But the high priest rose up, and all who were with him (that is, the party of the Sadducees), and filled  with Jealousy) 

5:18 “จึงจับพวกอัครทูตขังไว้ในคุกหลว”  

        (they arrested the apostles and put them in the public prison.) 

5:19 “แต่ในเวลากลางคืนทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเปิดประตูคุกพาพวกอัครทูตออกไป และบอกว่า”

        (But during the night an angel of the Lord opened the prison doors and brought them out, and said)

5:20  “จงไปยืนในบริเวณพระวิหารประกาศบรรดาข้อความแห่งชีวิตใหม่นี้ให้ประชาชนฟัง” 

        (Go and stand in the temple and speak to the people all the words of this Life.)

5:21 “เมื่อพวกอัครทูตได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าไปในบริเวณพระวิหารตอนรุ่งเช้าและสั่งสอน แต่มหาปุโรหิตกับพรรคพวกเรียกประชุมสภายิวและสมาชิกสภาทั้งหมดของคนอิสราเอล แล้วใช้คนไปที่คุกเพื่อพาพวกอัครทูตออกมา” 

       (And when they heard this, they entered the temple at daybreak and began to teach. Now when the high priest came, and those who were with him, they called together the council, all the senate of the people of Israel, and sent to the prison to have them brought. 

5:22  “พวกเจ้าหน้าที่ก็ไปแต่ไม่พบพวกอัครทูตในคุก จึงกลับมารายงานว่า”

        (But when the officers came, they did not find them in the prison, so they returned and reported) 

5:23  “เราเห็นคุกปิดอยู่แน่นหนามั่นคงและพวกยามยืนเฝ้าอยู่ตามประตู แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป ไม่เห็นใครอยู่ข้างใน”

        (“We found the prison securely locked and the guards standing at the doors, but when we opened them we found no one inside.” )

5:24 “เมื่อหัวหน้ารักษาพระวิหารกับพวกหัวหน้าปุโรหิตได้ยินคำเหล่านี้ ก็ฉงนสนเท่ห์ในเรื่องของพวกอัครทูตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป” 

       (Now when the captain of the temple and the chief priests heard these words, they were greatly perplexed about them, wondering what this would come to.)

5:25 “มีคนมาบอกพวกเขาว่า “นี่แน่ะ บรรดาคนที่ท่านทั้งหลายขังไว้ในคุกกำลังยืนสั่งสอนประชาชนอยู่ในบริเวณพระวิหาร” 

      (And someone came and told them, “Look! The men whom you put in prison are standing in the temple  and teaching the people.”) 

5:26 “แล้วหัวหน้ารักษาพระวิหารกับพวกเจ้าหน้าที่ก็ไปพาพวกอัครทูตมาโดยไม่ได้ทำอะไรรุนแรง เพราะกลัวว่าประชาชนจะเอาหินขว้าง”

      (Then the captain with the officers went and brought them, but not by force, for they were afraid of being stoned by the people.)

5:27 “เมื่อพวกเขาพาพวกอัครทูตมาแล้วก็ให้ยืนหน้าสภา มหาปุโรหิตจึงกล่าวว่า”

       (And when they had brought them, they set them before the council. And the high priest questioned them)

5:28  “เรากำชับพวกเจ้าอย่างแข็งขันแล้วว่าอย่าสอนโดยออกชื่อนี้ นี่แน่ะ พวกเจ้าทำให้คำสอนของพวกเจ้าแพร่ไปทั่วกรุงเยรูซาเล็มและต้องการให้ความผิดเรื่องการตายของคนนั้นตกอยู่กับเรา”

        (saying, “We strictly charged you not to teach in this name, yet here you have filled Jerusalem with  your teaching, and you intend to bring this man’s blood upon us.)

5:29 “เปโตรกับอัครทูตคนอื่นๆ ตอบว่า “เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์” 

        (But Peter and the apostles answered, “We must obey God rather than men.) 

5:30 “พระเยซูผู้ซึ่งพวกท่านฆ่าเสียโดยแขวนไว้ที่ต้นไม้หมายถึง กางเขนนั้น พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราทรงให้เป็นขึ้นมาแล้ว”

       (The God of our fathers raised Jesus, whom you killed by hanging him on a tree.) 

5:31 “พระเจ้าทรงตั้งพระองค์ไว้ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ให้เป็นองค์พระผู้นำและองค์พระผู้ช่วยให้รอด เพื่อจะให้ชนอิสราเอลกลับใจใหม่ แล้วจะทรงอภัยบาปของเขาทั้งหลาย” 

       (God exalted him at his right hand as Leader and Savior, to give repentance to Israel and forgiveness of sins.) 

5:32 “เราคือสักขีพยานของเรื่องเหล่านี้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเจ้าประทานกับทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้นก็เป็นพยานด้วย

       (And we are witnesses to these things, and so is the Holy Spirit, whom God has given to those who obey him.”)

5:33 “เมื่อพวกเขาฟังแล้วก็โกรธมาก คิดกันว่าจะฆ่าพวกอัครทูตเสีย” 

       (When they heard this, they were enraged and wanted to kill them.) 

5:34 “แต่มีคนหนึ่งชื่อกามาลิเอล เป็นพวกฟาริสีและเป็นอาจารย์สอนธรรมบัญญัติ เป็นที่นับถือของประชาชน เขายืนขึ้นในสภาแล้วสั่งให้พาพวกอัครทูตออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง” 

      (But a Pharisee in the council named Gamaliel, a teacher of the law held in honor by all the people, stood up and gave orders to put the men outside for a little while.) 

5:35 “ท่านกล่าวกับพวกเขาว่า “ท่านชนชาติอิสราเอล สิ่งที่ท่านทั้งหลายคิดจะทำกับคนเหล่านี้นั้น จงระวังให้ดี” 

      (And he said to them, “Men of Israel, take care what you are about to do with these men.) 

5:36 “เพราะก่อนหน้านี้มีคนหนึ่งชื่อธุดาสซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีผู้คนติดตามประมาณสี่ร้อยคน แต่ธุดาสถูกฆ่าและคนที่เป็นพรรคพวกก็กระจัดกระจายสาบสูญไป”

       (For before these days Theudas rose up, claiming to be somebody, and a number of men, about four hundred,  joined him. He was killed, and all who followed him were dispersed and came to nothing.) 

5:37 “ต่อจากคนนี้มีอีกคนหนึ่งชื่อยูดาส เป็นชาวกาลิลีปรากฏตัวขึ้นในช่วงที่มีการจดทะเบียนสำมะโนครัว เขาเกลี้ยกล่อมผู้คนให้ติดตามเขาไป และคนนั้นก็พินาศด้วย คนที่เป็นพรรคพวกก็กระจัดกระจาย”

      (After him Judas the Galilean rose up in the days of the census and drew away some of the people after him. He too perished, and all who followed him were scattered.) 

5:38 “เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ ข้าพเจ้าจึงขอบอกพวกท่านว่า จงปล่อยคนเหล่านี้ไปตามเรื่อง อย่าทำอะไรพวกเขาเลย เพราะว่าถ้าความคิดหรือกิจการนี้มาจากมนุษย์ มันจะล่มสลายไปเอง”

      (So in the present case I tell you, keep away from these men and let them alone, for if this plan or this undertaking is of man, it will fail)

5:39 “แต่ถ้ามาจากพระเจ้า พวกท่านจะไม่สามารถทำลายพวกเขาได้ เกรงว่าพวกท่านกลับจะเป็นฝ่ายสู้รบกับพระเจ้า”

     (but if it is of God, you will not be able to overthrow them. You might even be found opposing God! “So they took his advice,)

5:40 “พวกเขาจึงยอมฟังกามาลิเอล และเมื่อเรียกพวกอัครทูตเข้ามาแล้ว ก็เฆี่ยนและกำชับไม่ให้สอนในนามของพระเยซูแล้วปล่อยไป” 

     (and when they had called in the apostles, they beat them and charged them not to speak in the name of Jesus, and let them go. )

5:41 “พวกอัครทูตจึงออกจากสภาไปด้วยความยินดี ที่พระเจ้าทรงนับว่าพวกเขามีค่าสมควรได้รับการหลู่เกียรติเพราะพระนามนั้น” 

     (Then they left the presence of the council, rejoicing that they were counted worthy to suffer dishonor for the name.) 

5:42 “พวกเขาสั่งสอนและประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ทุกๆ วันไม่ได้ขาด ทั้งในบริเวณพระวิหารและตามบ้านเรือน”

     (And every day, in the temple and from house to house, they did not cease teaching and preaching that the Christ is Jesus.)

ข้อมูลมีประโยชน์


5:17     ”มหาปโรหิต” (high priest )
             -คายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตที่โรมยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่ชาวยิวถือว่าอันนาสพ่อตาของคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตตัวจริง เพราะตำแหน่งหน้าที่ปุโรหิตต้องเป็นตลอดชีวิต(4:6)
            “พรรคพวก”  (the party) =พวกพ้อง คือสมาชิกในครอบครัวของเขา
            “สะดูสี” (the Sadducees) -ดู4:1
5:18     ”คุกหลวง” (the public prison) = คุกสาธารณะ
            -ท่านถูกจับเพื่อรอการไต่สวนในวันถัดไป
5:19     ”ทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ( an angel of the Lord)
            -วลีนี้ใช้ 4 ครั้งในกิจการ
                        1) 7:30-38 (สเทเฟนกล่าวถึง)
                        2) 8:26 (นำทางฟิลิป)
                        3) 12:7-10 (ช่วยเปโตร)
                        4) 12:23(ลงโทษเฮโรด)
                        -ปท.มธ1:20-24;2:13,19;28:2;ลก.1:11-38;2:9;ปฐก1:7;2พกษ.1:3;สดด.34:7;ศคย.1:8
5:20     ”ข้อความแห่งชีวิตใหม่” (the words of this Life)=ข่าวประเสริฐแห่งชีวิตนิรันดร์

             -ยน6:68;รม6:4;2คร5:17;ฟป1:21
5:21     ”สภายิว”  (the senate of the people of Israel,) =สภาแซนเฮดริน ซึ่งเป็นศาลสูงของยิว มีสมาชิก 70-100  คน (เหมาะสมที่71คน)จะนั่งเป็นครึ่งวงกลม ข้างหลังมีสาวกของ “คนที่มีการศึกษา อีก 3 แถว และมีเสมียนของสภายืนอยู่ข้างหน้า (มก.14:55)
5:24     ”หัวหน้ารักษาพระวิหาร” ( the captain of the temple ) -4:1
5:28     ”ต้องการให้ความผิดเรื่องการตายของคนนั้นตกอยู่กับเรา”( you intend to bring this man’s blood upon us) = ทำให้เรามีความผิดเนื่องด้วยความตายของชายผู้นี้,อาจเป็นการอ้างถึงคำประกาศย้ำของอัครทูตว่า พวกยิวและผู้นำยิวบางคนได้ฆ่าพระเยซู (2:23;3:13-15;4:10-11;มธ27:25)

5:30     ”ต้นไม้” (tree) =ไม้กางเขน (1ปต2:24;ฉธบ21:22-23)
5:32     ”พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเจ้าประทานกับทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้นก็เป็นพยานด้วย” 

            (the Holy Spirit, whom God has given to those who obey him.) -ยน15:26-27

           =คำพยานของสาวกได้รับการสอนและยืนยันจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ทรงทำให้โลกสำนึกในความผิดบาปทางพระวจนะ (ยน16:8-11)  และประทานให้แก่ผู้ตอบสนองต่อพระเจ้าด้วยความเชื่อฟัง(รม1:5)

5:34    ”กามาลิเอลเป็นพวกฟาริสี” (a Pharisee in the council named Gamaliel) = อาจารย์ชาวยิวที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น อาจเป็นหลานของฮิลเลล ซึ่งมีทัศนคติเป็นกลาง เหมือนที่เขาเป็น (มธ19:3) เห็นได้จากคำแนะนำที่รอบคอบของเขาในตอนนี้
            -เปาโลก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของกามาลิเอลด้วย
5:37     ”ยูดาส เป็นชาวกาลิลี”( Judas the Galilean) -โจซีฟัสนักประวัติศาสตร์ชาวยิว อ้างอิงยูดาสว่าเป็นคนมาจากกามาลาในกัวลานิติส ซึ่งไม่ยอมถวายบรรณาการแก่ซีซาร์ ในที่สุดการก่อการจลาจลของเขาถูกปราบปราม แต่ความเคลื่อนไหวที่เริ่มโดยเขายังอาจดำเนินต่อไปโดยพรรคชาตินิยม (1:13;มธ10:4)
            “ในช่วงที่มีการจดทะเบียนสำมะโนครัว” (in the days of the census) =ไม่ใช่การจดทะเบียนสำมะโนครัวครั้งแรกในสมัยคีรินิอัสใน ลูกา 2:2 แต่เป็นอีกครั้งในค.ศ.6

5:40     “เฆี่ยน” (beat)=โบยตี ตามการลงโทษของยิว จำนวน 39 ที (2คร.11:24)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยต้องประสบเคราะห์ภัย เพราะความอิจฉาริษยาของผู้อื่นบ้างไหม? เรื่องอะไร? และอย่างไร?
  2. คุณเคยได้รับการช่วยเหลืออย่างเหลือเชื่อจากพระเจ้าหรือไม่? ในเรื่องอะไร? อย่างไร?
  3. คุณทำอะไรบ้างเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า? ส่งผลต่อคริสตจักรของพระเจ้าและผู้อื่นอย่างไรบ้าง?
  4. ชีวิตของคุณได้ทำให้คนอื่น (รวมทั้งคนที่ไม่ชอบคุณ) ฉงนสนเท่ห์บ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? ทำไม?
  5. คุณเคยถูกข่มขี่ บังคับหรือกลั่นแกล้งไม่ให้กระทำบางสิ่งที่พระเจ้าบัญชาให้คุณกระทำบ้างหรือไม่? อย่างไร?  แล้วคุณสนองตอบอย่างไร? แล้วมีผลอะไรตามมา?
  6. คุณเคยกล่าวประโยคเช่นนี้ ต่อผู้ใดในชีวิตที่ผ่านมาหรือไม่ว่า “เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์!”?
  7. คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าอย่าไปต่อต้านหรือต่อสู้ผู้ใดในสิ่งที่เราไม่รู้แน่ชัดจริงๆ ว่าถูกหรือผิด มาจากพระเจ้าหรือไมและควรปล่อยให้พระเจ้าจัดการเอง? ทำไม?
  8. คุณเคยมีความยินดีและรู้สึกว่าตัวเองมีค่าเพราะการถูกหลู่เกียรติเพื่อพระนามของพระเยซูบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร? แล้วคุณตอบสนองอย่างไร? และมีอะไรเกิดขึ้นตามมา?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

สารจากศิษยาภิบาล

20  พฤษภาคม 2018

สวัสดีพี่น้อง CJ ที่รัก

ผมดีใจที่พี่น้องมานมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรร่วมกันได้ในวันนี้ การเข้าใกล้พระเจ้าร่วมกับพี่น้องเป็นวิถีชีวิตที่ปลอดภัย การห่างจากพระเจ้า หรือการประมาทแม้แต่เพียงแค่วินาทีเดียวก็อาจนำความทุกข์มหันต์มาสู่ชีวิตของเราตลอดไปก็เป็นได้ ฉะนั้น อย่าเสี่ยงวิ่งหาความเจ็บปวดเลยนะครับ

ผมดีใจที่พี่น้องตื่นตัว มาเรียนพระคัมภีร์ในวันอาทิตย์ และวัน พฤหัส ที่นี่ กันมากขึ้นโดย เฉพาะอย่างยิ่ง เรากำลังเริ่มต้นเรียนพระธรรมกิจการ ที่เป็นพระธรรมที่สำคัญมากต่อชีวิตเราแต่ละคนเป็นส่วนตัว และต่อคริสตจักรเป็นส่วนรวม ดังนั้น หากไม่ป่วย ไม่ตาย ไม่ติดธุระคอขาดบาดตาย ขอเชิญชวนให้ทุกท่านมาเรียนพระคัมภีร์ด้วยกันให้ได้นะครับ ไม่ว่ารถจะติดฝนจะตก  ท่านจะได้รับประโยชน์และพระพรอย่างมากมายแน่นอน  ให้ถือคติว่ามาสายดีกว่าไม่มา เพราะว่าจะช่วยทั้งตัวของพี่น้องเองและของคริสตจักร

ผมดีใจที่เวลานี้ คุณตูน (ชลที) ของเรากำลัง สมัครเข้ารับการอบรม ผู้นำในหลักสูตรของ HAGGAI INTERNATIONAL เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ที่ USA เชื่อว่าจะได้รับติดเขี้ยวเล็บกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการเสริมพี่น้องในคริสตจักรได้อย่างมีพลังและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผ่านมา ขออธิษฐานเผื่อด้วย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณตอย และตั้งใจ) เพราะถ้าคุณตูนได้ไป ก็จะไปเร็วที่สุด ในเดือนกรกฎาคมนี้ เลย

ผู้ใดสนใจ สมัครเข้ารับการอบรมในหลักสูตรเดียวกันนี้ ขอลองคุยกับคุณตูนหรือคุณเอ๋ นะครับ!

หากผู้ใดไม่อาจไป 3 สัปดาห์ ได้ เรามีหลักสูตรอบรมฉบับย่อ 5 วัน เป็นภาษาไทย วันที 29 ต.ค – 2 พ.ย. นี้ จัดโดยทีม HAGGAI THAILAND ค่าลงทะเบียน ท่านละ 7,000 บาท ผู้ใดสนใจ สมัครได้ที่ คุณแดง (ผมไปด้วย)

ขออธิษฐานเผื่อค่ายคริสตจักรของเรา ที่กำลังหาโรงแรมใหม่ ขอพระเจ้าทรงบันดาลให้เป็นค่ายที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีแก่พวกเรา หากผู้ใดยังไม่ได้สมัคร รับด่วนเลยนะครับ  ผู้ใดยังไม่ได้ชำระเงิน รีบเลยนะครับ  การสมัครของท่านมีผลต่อการจองโรงแรมครับ

คริสตจักรของเราจะมีพิธีให้บัพติศมา ในวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค. นี้  ผู้ที่สนใจรับ แจ้งที่ครูเอ๋ ด่วน เพราะต้องมีการอบรมก่อนในวันที่ 25 พ.ค. เวลา 18.00-19.00 น.

วันนี้ ขอแนะนำสมาชิกให้รู้จักอีกท่านหนึ่งคือ คุณอธิพัชร์ ดำรงค์เจริญรักษ์  ชื่อเล่น : คอม  อาชีพ นักศึกษา

1.ถาม มาเชื่อพระเจ้า/มาเป็นสมาชิกCJ ได้อย่างไร   ผ่านใครหรือช่องทางใด ?

  ตอบ “ตอนแรกผมไม่ได้เป็นคริสเตียนครับ แล้วตอนนั้นผมอายุประมาณ 10 ขวบก็มีคนชวนคุณแม่ของผมไปโบสถ์ครับ ผมก็ไปกับ แม่ หลังจากไปโบสถ์เรื่อยๆ ครอบครัวของพวกเราก็รับเชื่อพร้อมกันครับ

2.ถาม ประทับใจอะไรเกี่ยวกับ CJ หรืออยากขอบคุณพระเจ้าอะไรผ่าน CJ??

  ตอบ สิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจในคริสตจักรแห่งความสุข หรือ CJ  ก็คือรอยยิ้มที่มีให้กันครับ ทุกครั้งที่ไปก็จะมีคนมา ถามทุกครั้งว่า เป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย เค้าจะถามพร้อมกับรอยยิ้ม และคำหนุนใจทุกครั้งไปครับ ซึ่งผมรู้สึกได้ว่าสิ่งที่เค้าทำกับผมและคนอื่น มาจากใจของเค้าจริงๆ

3.ถาม อยากมีส่วนตอบแทนพระคุณพระเจ้าหรือทำอะไรผ่านทาง CJ บ้าง อย่างไร ?

  ตอบ ผมอยากที่จะเป็นลูกของพระเจ้าที่มีความร้อนรนมากขึ้น อยากประกาศเรื่องราวของพระองค์ อย่างเข่น ชวนเขามาที่คริสตจักรนี้ครับ เพราะว่าที่นี่เรารักกันและปฏิบัติต่อกันด้วยความรักของพระเจ้าจริงๆ (แต่ไม่ได้หมายความว่าโบสถ์ที่อื่นจะไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ผมเพียงพูดจากความรู้สึกของผม) ส่วนตัวผมตอบแทนพระเจ้ายังไงก็คงไม่หมดครับ แค่ติดว่าจะตั้งใจเชื่อฟังพระเจ้าครับ หลังจากที่ดำเนินกับพระเจ้า มาได้หลายปี ผมรู้สึกว่าผมได้รับการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ทั้งทางด้านการใช้สติ การควบคุมอารมณ์ จนเพื่อนๆ ยังถามเลยว่า เฮ้ยทำไมเอ็งนิสัยดีจังอ่ะ? ผมก็ตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน เป็นไปเอง แต่พอผมย้อนมาดูก็ต้องยอมรับว่าพระเจ้าต่างหากที่เปลี่ยนแปลงผมจริงๆ ครับ”

ขอบคุณ คุณคอม ครับ !

ขอพระเจ้าอวยพรคุณอธิพัชร์ ดำรงค์เจริญรักษ์ (คอม) และทุกท่านครับ
                                                                                               

ด้วยรักจากใจจริง

(ธงชัย  ประดับชนานุรัตน์) ศิษยาภิบาล

พระกิตติคุณยอห์น บทเรียนที่ 6

สิทธิอำนาจของพระบุตร

พระธรรม        ยอห์น 5:1-47

อ้างอิง       ยน.1:29;3:15-18;4:21-23;5:16-22;8:11,14,43,47;9:4,14;10:30-33,39;14:10,24;16:32;19:13;

17, 20;20:16

บทนำ          คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือ มีแต่พระเยซูคริสต์เท่านั้นที่ทรงสิทธิอำนาจในการที่ช่วยพวกเขาได้ คุณยอมให้พระเจ้าทรงใช้ชีวิตและสิ่งที่คุณมีอยู่เพื่อกระทำกิจแห่งความดีงามนั้นหรือไม่?

บทเรียน

5:1 “หลังจากนั้นก็ถึงเทศกาลของพวกยิว และพระเยซูก็เสด็จขึ้นไปที่กรุงเยรูซาเล็ม

      (After this there was a feast of the Jews, and Jesus went up to Jerusalem.)

5:2 “ที่ริมประตูแกะในกรุงเยรูซาเล็มมีสระน้ำ ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้นว่า เบธซาธา ที่นั่นมีศาลาห้าหลัง” 

      (Now there is in Jerusalem by the Sheep Gate a pool, in Aramaic called Bethesda, which has five roofed  colonnades.)

5:3 “ในศาลาเหล่านั้นมีคนป่วยจำนวนมาก มีทั้งคนตาบอด คนง่อย และคนเป็นอัมพาตนอนอยู่” 

      (In these lay a multitude of invalids—blind, lame, and paralyzed.)

5:5 “ที่นั่นมีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว” 

      (One man was there who had been an invalid for thirty-eight years.)

5:6 “เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นคนนั้นนอนอยู่ และทรงทราบว่าเขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?”

      (When Jesus saw him lying there and knew that he had already been there a long time, he said to him, “Do you want to be healed?”)

5:7 “คนป่วยคนนั้นทูลตอบพระองค์ว่า “ท่านเจ้าข้า เมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น ไม่มีใครเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ แล้วพอจะลง‍ไเอง คนอื่นก็ลงไปก่อนแล้ว” 

      (The sick man answered him, “Sir, I have no one to put me into the pool when the water is stirred up, and while I am going another steps down before me.” )

5:8 “พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ลุกขึ้นเถิด จงยกแคร่ของท่านเดินไป” 

      (Jesus said to him, “Get up, take up your bed, and walk.)

5:9 “ทันใดนั้นเขาก็หายเป็นปกติและยกแคร่ของเขาเดินไปแต่วันนั้นเป็นวันสะบาโต” 

       (And at once the man was healed, and he took up his bed and walked. Now that day was the Sabbath.)

5:10 “พวกยิวจึงพูดกับชายที่พระองค์ทรงรักษานั้นว่า “วันนี้เป็นวันสะบาโต การที่เจ้าแบกแคร่ไปนั้นผิดบัญญัติ” 

        (So the Jews said to the man who had been healed, “It is the Sabbath, and it is not lawful for you to take  up your bed.)

5:11 “คนนั้นจึงตอบพวกเขาว่า “คนที่รักษาข้าพเจ้าให้หายสั่งว่า ‘จงยกแคร่ของท่านและเดินไป” 

      (But he answered them, “The man who healed me, that man said to me, ‘Take up your bed, and walk.’)

5:12 “พวกยิวถามเขาว่า “คนที่สั่งเจ้าว่า ‘จงยกแคร่และเดินไป’ นั้นเป็นใคร?” 

      (They asked him, “Who is the man who said to you, ‘Take up your bed and walk’?”)

5:13 “คนที่ได้รับการรักษานั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะพระเยซูทรงหายไปท่ามกลางฝูงชนที่อยู่ที่นั่น” 

        (Now the man who had been healed did not know who it was, for Jesus had withdrawn, as there was a crowd in the place.)

5:14 “ภายหลังพระเยซูทรงพบคนนั้นในบริเวณพระวิหารจึงตรัสกับเขาว่า “นี่แน่ะ ท่านหายโรคแล้ว อย่าทำบาปอีก เพื่อจะไม่มีเหตุเลวร้ายกว่านั้นเกิดกับท่าน

      (Afterward Jesus found him in the temple and said to him, “See, you are well! Sin no more, that nothing worse may happen to you.”)

5:15 “ชายคนนั้นก็ออกไปบอกพวกยิวว่าคนที่ทำให้เขาหายนั้นคือพระเยซู” 

      (The man went away and told the Jews that it was Jesus who had healed him.)

5:16 “เพราะเหตุนี้พวกยิวจึงเริ่มต้นข่มเหงพระเยซู เพราะพระองค์ทรงทำสิ่งเหล่านี้ในวันสะบาโต” 

      (And this was why the Jews were persecuting Jesus, because he was doing these things on the Sabbath.)

5:17 “แต่พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “พระบิดาของเรายังทรงทำงานอยู่เรื่อยๆ และเราก็ทำด้วย

       (But Jesus answered them, “My Father is working until now, and I am working.)

5:18 “เพราะเหตุนี้พวกยิวยิ่งหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ ไม่ใช่เพราะพระองค์ฝ่าฝืนกฎวันสะบาโตเท่านั้น แต่ยังเรียกพระเจ้าเป็นบิดาด้วย ซึ่งเป็นการทำตัวเสมอพระเจ้า”

      (This was why the Jews were seeking all the more to kill him, because not only was he breaking the Sabbath, but he was even calling God his own Father, making himself equal with God.)

5:19 “พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า พระบุตรจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทำ สิ่งนั้นพระบุตรจะทำเหมือนกัน”

      (So Jesus said to them, “Truly, truly, I say to you, the Son can do nothing of his own accord, but only what  he sees the Father doing. For whatever the Father does, that the Son does likewise.)

5:20 “เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตรและทรงแสดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ และพระองค์จะทรงแสดงให้​พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีกที่พวกท่านจะประหลาดใจ”

       (For the Father loves the Son and shows him all that he himself is doing. And greater works than  these will he show him, so that you may marvel.) 

5:21 “เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วเป็นขึ้นมาและประทานชีวิตให้อย่างไร พระบุตรก็จะให้ชีวิตแก่คนที่ท่านปรารถนาจะให้อย่างนั้น” 

     (For as the Father raises the dead and gives them life, so also the Son gives life to whom he will.)

5:22 “เพราะว่าพระบิดาไม่ทรงพิพากษาใคร แต่ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร”

      (The Father judges no one, but has given all judgment to the Son,)

5:23 “เพื่อทุกคนจะได้ถวายพระเกียรติแด่พระบุตรเหมือนที่พวกเขาถวายเกียรติแด่พระบิดา คนไหนไม่ถวายพระเกียรติแด่​พระบุตร คนนั้นก็ไม่ถวายพระเกียรติแด่พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา” 

     (that all may honor the Son, just as they honor the Father. Whoever does not honor the Son does not honor the Father who sent him.)

5:24 “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ถ้าใครฟังคำของเราและวางใจผู้ทรงใช้เรามา คนนั้นก็มีชีวิตนิรันดร์และไม่ถูกพิพากษาแต่ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว”

     (Truly, truly, I say to you, whoever hears my word and believes him who sent me has eternal life. He does  not come into judgment, but has passed from death to life.)

5:25 “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า เวลากำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อคนตายจะได้ยินเสียงพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาคนที่ได้ยินจะมีชีวิต” 

     (“Truly, truly, I say to you, an hour is coming, and is now here, when the dead will hear the voice of the Son of God, and those who hear will live.)

5:26 “เพราะว่าพระบิดาทรงมีชีวิตในพระองค์เองอย่างไร พระองค์ก็ทรงให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์เองอย่างนั้น” 

      (For as the Father has life in himself, so he has granted the Son also to have life in himself.)

5:27 “และทรงให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะทำการพิพากษาเพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์”

      (And he has given him authority to execute judgment, because he is the Son of Man.)

5:28 “อย่าประหลาดใจในข้อนี้เลย เพราะใกล้จะถึงเวลาที่ทุกคนที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพจะได้ยินเสียงของพระบุตร”

      (Do not marvel at this, for an hour is coming when all who are in the tombs will hear his voice)

5:29 “และจะก้าวออกมา คนที่ประพฤติดีก็เป็นขึ้นมาสู่ชีวิต คนที่ประพฤติชั่วก็เป็นขึ้นมาสู่การพิพากษา”

     (and come out, those who have done good to the resurrection of life, and those who have done evil to the resurrection of judgment.)

5:30“เราจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ เราได้ยินอย่างไรเราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเราไม่ได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามา”

     (“I can do nothing on my own. As I hear, I judge, and my judgment is just, because I seek not my own will but the will of him who sent me.)

5:31 “ถ้าเราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง คำพยานของเราก็ไม่จริง”

     (If I alone bear witness about myself, my testimony is not true.)

5:32 “มีอีกผู้หนึ่งที่เป็นพยานให้แก่เรา และเรารู้ว่าคำพยานที่พระองค์ทรงให้แก่เรานั้นเป็นความจริง”

     (There is another who bears witness about me, and I know that the testimony that he bears about me is true.)

5:33 “พวกท่านใช้คนไปหายอห์น และยอห์นก็เป็นพยานถึงความจริง” 

       (You sent to John, and he has borne witness to the truth.) 

5:34 “เราไม่ต้องรับคำพยานจากมนุษย์ การที่เรากล่าวสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อให้พวกท่านรอด” 

       (Not that the testimony that I receive is from man, but I say these things so that you may be saved.)

5:35 “ยอห์นเป็นโคมที่จุดสว่างไสว และพวกท่านก็พร้อมจะชื่นชมยินดีในความสว่างของยอห์นชั่วขณะหนึ่ง” 

      (He was a burning and shining lamp, and you were willing to rejoice for a while in his light.)

5:36 “แต่คำพยานที่เรามีนั้นยิ่งใหญ่กว่าคำพยานของยอห์น เพราะว่างานที่พระบิดาทรงมอบให้เราทำจนสำเร็จและเป็นงานที่เรากำลังทำอยู่นั้น เป็นพยานให้กับเราว่าพระบิดาทรงใช้เรามา” 

      (But the testimony that I have is greater than that of John. For the works that the Father has given me to accomplish, the very works that I am doing, bear witness about me that the Father has sent me.)

5:37 “และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงเป็นพยานให้กับเรา พวกท่านไม่เคยได้ยินเสียงของพระองค์และไม่เคยเห็นรูปร่างของพระองค์” 

      (And the Father who sent me has himself borne witness about me. His voice you have never heard, his form you have never seen,)

5:38 “และท่านไม่มีพระดำรัสของพระองค์อยู่ในตัวท่าน เพราะว่าพวกท่านไม่ได้วางใจผู้ที่พระบิดาทรงใช้มานั้น” 

    (and you do not have his word abiding in you, for you do not believe the one whom he has sent.)

5:39 “พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเองเป็นพยานให้กับเรา” 

     (You search the Scriptures because you think that in them you have eternal life; and it is they that bear witness about me,) 

5:40 “แต่พวกท่านก็ยังไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” 

       (yet you refuse to come to me that you may have life.)

5:41 “เราไม่ยอมรับเกียรติจากมนุษย์” 

     (I do not receive glory from people.)

5:42 “แต่เรารู้ว่าพวกท่านไม่มีความรักของพระเจ้าในตัวท่าน 

     (But I know that you do not have the love of God within you.) 

5:43 “เรามาในพระนามพระบิดาของเราและพวกท่านไม่ยอมรับเรา ถ้าคนอื่นมาในนามของเขาเอง พวกท่านก็จะรับคนนั้น”

        (I have come in my Father’s name, and you do not receive me. If another comes in his own name, you will receive him.)

5:44 “พวกท่านจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อท่านรับเกียรติจากกันและกันเองและไม่ได้แสวงหาเกียรติที่มาจากพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว?”

     (How can you believe, when you receive glory from one another and do not seek the glory that  comes from the only God?) 

5:45 “อย่าคิดว่าเราจะฟ้องพวกท่านต่อพระบิดา มีคนฟ้องท่านแล้วคือโมเสสผู้ที่พวกท่านตั้งความหวัง”

     (Do not think that I will accuse you to the Father. There is one who accuses you: Moses, on whom you have set your hope.)

5:46 “ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อโมเสส ท่านก็น่าจะเชื่อเรา เพราะโมเสสเขียนถึงเรา”

       (For if you believed Moses, you would believe me; for he wrote of me.)

5:47 “แต่ถ้าพวกท่านไม่เชื่อเรื่องที่โมเสสเขียนแล้ว ท่านจะเชื่อถ้อยคำของเราได้อย่างไร?”

        (But if you do not believe his writings, how will you believe my words?)

ข้อมูลมีประโยชน์

5:1        “เทศกาลของพวกยิว” (a feast of the Jews) =อาจเป็นเทศกาลปัสกา เทศกาลเพ็นเทคอสต์ หรือเทศกาลอยู่เพิง

-ผู้เขียน ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า มีเทศกาลปัสกาอย่างน้อย 3 ครั้ง ในพระธรรมยอห์นคือ

  1. ครั้งแรกใน 2:13,23                         2. ครั้งที่สอง – 6:4                       3. ครั้งที่สาม – 11:55;12:1

ถ้าใน 5:17 นี้หมายถึงเทศกาลปัสกาก็จะกลายเป็นเทศกาลครั้งที่ 4 ก็เท่ากับว่าพระเยซูคริสต์กระทำพระราชกิจราว 3-4ปี

5:2     “ประตูแกะ” (the Sheep Gate ) –นหม.3:1;12:39

“ภาษาฮีบรู” (Aramaic) = บางฉบับแปลว่า “ภาษาอารเมค”  -ยน.19:13,17,20;20:16;กจ.21:40;22:2;26:14

“เบธซาธา” (Bethesda) = สำเนาโบราณบางฉบับเรียกชื่อว่า “เบธเธชดา”  หรือ  “เบธไซดา” หรือ “เบเธสดา”

-เข้าใจกันว่า สระน้ำจะอยู่สระคู่ใกล้โบสถ์เซนต์แอนน์ ในปัจจุบัน ซึ่งมีระเบียงทั้ง 4 ด้านของสระ และมีระเบียงเชื่อมต่อทั้ง 2 สระด้วย

5:3     “คนเป็นอัมพาตนอนอยู่” (paralyzed) –ในสำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มข้อความว่า “คอยน้ำกระเพื่อม” และมีข้อ 4 เขียนว่า “เพราะมีทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้าลงมากวนน้ำในสระเป็นครั้งคราว และเมื่อน้ำกระเพื่อมอยู่ ใครก้าวลงไปในน้ำก่อน ก็จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่นั้น”

5:6    “ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?” (Do you want to be healed?) = “ท่านต้องการจะหายโรคหรือไม่?” 

= ชายคนนี้ไม่ได้ขอให้พระเยซูช่วยรักษา

5:7    “เมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น” (the pool when the water is stirred up) = เขาไม่ได้มองพระเยซูเป็นผู้ที่จะ รักษาเขา แต่เขาจดจ่ออยู่ที่อำนาจการรักษาที่มาจากสระน้ำนั้น

5:8      “ลุกขึ้นเถิด จงยกแคร่ของท่านเดินไป” (Get up, take up your bed, and walk)=จงลุกขึ้น ยกที่นอนเดินไปเถิด!

 -มธ.9:5-6

5:9     “ทันใดนั้นเขาก็หายเป็นปกติ” (at once the man was healed) =ชายผู้นี้ก็หายโรคทันที

= ปกติแล้ว การมีความเชื่อในพระเยซูเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษา  (ตย. ใน มก.5:34) แต่ชายผู้นี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พระเยซูเป็นใคร (ข.13) หรือยังไม่ได้มีความเชื่อในพระเยซูเลย แสดงว่า พระเยซูไม่ได้ถูกจำกัดโดยความเชื่อหรือโดยความไม่เชื่อของผู้ใด ในการกระทำกิจของพระองค์

“เป็นวันสะบาโต” (that day was the Sabbath) –มธ.12:1-14;ยน.9:14

5:10    “พวกยิว” (the Jews) –ยน.5:16

          “การที่เจ้าแบกแคร่ไปนั้นผิดบัญญัติ”(it is not lawful for you to take up your bed)=“บทบัญญัติห้ามเจ้าแบกที่นอน”

       -นี่ไม่ได้เป็นบทบัญญัติของโมเสส แต่เป็นคำสอนที่เกิดจากการตีความบทบัญญัติอย่างเคร่งครัดและสอนต่อกันมา (แต่ก็ยังมีช่องโหว่ให้ผู้ออกกฎใช้หาประโยชน์ใส่ตัวได้เสมอ) (ปท.มธ.23:4) ,นหม.13:15-22;ยรม.17:21;มธ.12:2

        -เพราะการทำดี และการช่วยชีวิตของคนเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ (แม้แต่ในวันสะบาโต) -17:7;23;ลก.6:9;13:15;14:5

5:14   “นี่แนะท่านหายโรคแล้ว อย่าทำบาปอีก” (See, you are well! Sin no more) บางฉบับแปลว่า “จงเลิก ทำบาป”

 =ในข้อนี้พูดเป็นนัยว่า บาปเป็นต้นเหตุของการเจ็บป่วยของเขา ซึ่งแตกต่างจากกรณีของคนตาบอดใน 9:1 (มก.2:5;ยน.8:11)

“เพื่อจะไม่มีเหตุเลวร้ายนั้นเกิดกับท่าน” (that nothing worse may happen to you) บางฉบับแปลว่า “มิฉะนั้นสิ่งเลวร้ายกว่าเดิมอาจจะเกิดกับท่าน” = ผลพวงเลวร้ายที่เกิดจากบาปอาจรุนแรงยิ่งกว่าความเจ็บป่วยทางกายใด ๆ

5:15   “พวกยิว” (the Jews) – ยน.1:19

5:16   “ข่มเหง” (persecuting) = เป็นคำกริยาที่บ่งบอกถึงความต่อเนื่องมากกว่าเกิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

5:17   “พระบิดาของเรา” (My Father ) –ลก.2:49

             “ยังทรงทำงานอยู่เรื่อย ๆ” ( is working until now) = ยังทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์อยู่เสมอ

            = พระเจ้าไม่ได้หยุดสำแดงพระเมตตาของพระองค์ในวันสะบาโต –ยน.9:4;14:10

“และเราก็ทำด้วย” (and I am working) = พระเยซูก็ทรงเมตตาต่อคนในวันสะบาโตเช่นเดียวกัน

5:18   “พวกยิวยิ่งหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์” (the Jews were seeking all the more to kill him) = พวกยิวพยายามทำทุกวิถีทางที่จะฆ่าพระเยซู –มธ.12:14

          “ซึ่งเป็นการทำตัวเสมอพระเจ้า” (making himself equal with God) –ยน.10:30,33;19:7

5:19   “พระบุตรจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้” (the Son can do nothing of his own accord) = ไม่ทำสิ่งใดตามลำพังพระองค์เอง

             แต่จะพึ่งพระเจ้าพระบิดา หรือตามที่เห็นพระบิดากระทำเป็นแบบอย่าง – ยน.5:30;14:24

5:20  “พระบิดาทรงรักพระบุตร” ( the Father loves the Son) –พระบิดาจึงเปิดเผยแผนการและพระประสงค์ของพระองค์ให้พระบุตรทราบ พระบุตรจึงกระทำตามด้วยความเชื่อฟัง (17:4)-ยน.3:35

“จะทรงแสดงให้พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก” (shows him all that he himself is doing. And greater works than these will he show him) = การที่พระบุตรทำให้คนตายมีชีวิตใหม่ และทรงเป็นผู้พิพากษาในวันพิพากษา

–ยน.14:12

5:21   “พระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วเป็นขึ้นมา” (the Father raises the dead and gives them life)

             = สิ่งที่พวกคนยิว(ยกเว้นพวกสะดูสี) เชื่อมั่นว่า พระเจ้าจะกระทำ  -รม.4:14;8:11;2คร.1:9;ฮบ.11:19

          “พระบุตรก็จะให้ชีวิตแก่คนที่ท่านปรารถนาจะให้อย่างนั้น” (the Son gives life to whom he will)

             = พระเยซูอ้างสิทธิพิเศษที่เป็นของพระเจ้าเท่านั้น อาจหมายถึง การทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาในพันธกิจของพระองค์ในเวลานี้ หรือหมายถึง ชีวิตครบบริบูรณ์ (10:10) หรือการเป็นขึ้นจากตายในอนาคต (11:25)

5:22    “แต่ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร” (but has given all judgment to the Son) = คำสอนที่ดูนอกรีตต่อคนยิว เพราะพวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้พิพากษาโลกนี้ – มธ.25:31-32;กจ.10:42;17:31;2คร.5:10;2ทธ.4:1;1ปต.4:5;     ปฐก.18:25;วนฉ.11:27;ยน.5:27;9:39

5:23     “พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา” (the Father who sent him)  -ลก.10:16;1ยน.2:23

5:24     “ถ้าใครฟังคำของเรา และวางใจผู้ทรงใช้เรามา” (believes him who sent me)-มธ.10:40;ยน.3:15,17

“คนนั้นก็มีชีวิตนิรันดร์”(has eternal life) –มธ.25:46, ซึ่งครอบครองได้ในปัจจุบัน

“และไม่ถูกพิพากษา” (He does not come into judgment) = ไม่ถูกลงโทษ –ยน.3:18

 “ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” (passed from death to life) = ผู้เชื่อในพระคริสต์ ไม่ได้เป็นของอาณาจักรที่ความตายครอบครองอีกต่อไป แต่เป็นของอาณาจักรแห่งชีวิต(นิรันดร์) –1ยน.3:14

5:25     “เวลากำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว” (an hour is coming, and is now here) = พระคริสต์ทรงประทานชีวิตให้ ณ บัดนี้แล้ว ไม่ได้เป็นแค่การเป็นขึ้นจากตายในอนาคตเท่านั้น –ยน.4:23;16:32

“เมื่อคนตายจะได้ยินเสียงพระบุตรของพระเจ้า” (when the dead will hear the voice of the Son of God)

–ยน.8:43-47

“และบรรดาคนที่ได้ยินจะมีชีวิต” ( those who hear will live.)= คนที่ตายฝ่ายวิญญาณเมื่อได้ยินเสียงของพระคริสต์ (และเชื่อวางใจในพระองค์) ก็จะได้รับชีวิต(นิรันดร์) จากพระองค์

5:26   “ทรงมีชีวิตในพระองค์เอง” (has life in himself) = ชีวิตเป็นของพระเจ้า และเป็นของขวัญจากพระเจ้า

–ฉธบ.30:20;โยบ.10:12;33:4;สดด.16:11;27:1;36:9

“ทรงให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์เองอย่างนั้น” (he has granted the Son also to have life in himself) -พระบุตรได้รับชีวิตแบบเดียวกับที่พระบิดาเป็นเจ้าของ – ยน.1:4

5:27     “มีสิทธิอำนาจที่จะทำการพิพากษา” (has given him authority to execute judgment)  = สิทธิที่พระเจ้าพระบิดาทรงประทานให้แก่พระบุตร (ข.22) –ยน.5:225:28-29 –ดู ดนล.12:2

5:28     “ใกล้จะถึงเวลา” ( for an hour) – ยน.4:21;16:2

5:29     “คนที่ประพฤติดี…สู่ชีวิต…ประพฤติชั่ว ….สู่การพิพากษา” (who have done good to … of life, and those who have done evil to the resurrection of judgment      )  – การพิพากษาขึ้นอยู่กับการกระทำ (รม.2:6-8;วว.20:12) ความรอดเป็นของขวัญแก่ทุกคนที่เชื่ออย่างแท้จริงในความช่วยเหลือของพระเจ้าที่มาทางพระเยซู (ข.24) และทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง และเกิดการเชื่อฟังยำเกรงพระคริสต์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้า (ยก.2:14-26) ปท.มธ.25:46

5:30      “เราจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้” (I can do nothing on my own) บางฉบับแปล = “เราทำสิ่งใดโดยลำพังตัวเราเองไม่ได้เลย”  

-พระเยซูตรัสย้ำว่า พระองค์พึ่งพาพระเจ้าพระบิดา (ข.19) และทรงพิพากษาตามที่พระองค์ได้ยินจากพระบิดาเท่านั้น ทำให้การพิพากษาของพระองค์นั้นยุติธรรม –ยน.5:19;อสย.28:6

“ตามพระประสงค์ของผู้ที่ทรงใช้เรามา”(the will of him who sent me)= มุ่งให้พระองค์ผู้ทรงส่งเรามาพอพระทัย

–มธ.26:39

5:31-47  = ตอนนี้เน้นคำพยาน (1:7) ของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา (ข.33) ของพระเยซู  (ข.36) ของพระเจ้า พระบิดา (ข.37) ของพระคัมภีร์ (ข.38) และของโมเสส (ข.46)

5:31      “คำพยานของเราก็ไม่น่าเชื่อถือ” (testimony is not true) = คำพยานของพระเยซูต่อพระองค์เอง อาจไม่เป็นที่ยอมรับ หากไม่มีการสำแดงของพระเจ้าสนับสนุน –ยน.8:14

5:32      “มีอีกผู้หนึ่งที่เป็นพยานให้เรา” (There is another who bears witness about me) –ยน.5:37;8:18

            = พระบิดา ผู้เป็นพยานให้พระบุตร นับเป็นคำพยานที่สำคัญที่สุด แต่พวกยิวอาจไม่ยอมรับ

5:33      “พวกท่านใช้คนไปหายอห์น” (You sent to John) = พวกยิวส่งตัวแทนไปหายอห์นผู้ให้บัพติศมา (1:19)

            “ยอห์นก็เป็นพยานถึงความจริง” (he has borne witness to the truth) = เป็นคำพยานที่สำคัญ แม้จะไม่สำคัญเท่าคำพยานของพระเจ้าพระบิดา  -ยน.1:7

5:34     “เราไม่ต้องรับคำพยานของมนุษย์” (Not that the testimony that I receive is from man ) บางฉบับแปล = “ไม่ใช่ว่าเรายอมรับคำพยานของมนุษย์”

          = อาจหมายความว่า พระเยซูไม่ได้ไว้วางใจในคำพยานของมนุษย์ที่อาจผิดพลาดหรือไม่แน่นอน (1ยน.5:9)

5:35    “ยอห์นเป็น” (He was) –คำกริยาตอนนี้เป็นอดีตกาลแสดงว่า ในเวลาที่เขียนพระธรรมเล่มนี้ ยอห์นสิ้นชีวิตแล้ว (หรืออย่างน้อยก็ติดคุกอยู่) แต่งานของยอห์นก็สำเร็จแล้ว –ดนล.12:3;2ปต.1:19

  “ที่จุดสว่างไสว” (light) บางฉบับแปลว่า “ลุกอยู่และให้แสงสว่าง” = การส่องสว่างของยอห์นมีคุณค่าสำหรับพวกผู้ฟัง

  – ดนล.12:3;2ปต.1:19   = เป็นการตอบสนองต่อยอห์นที่เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวและผิวเผิน

 5:36    “คำพยานของยอห์น” (that of John) –1ยน.5:9

“งาน” (the works) = การอัศจรรย์ที่ พระเยซูคริสต์กระทำเป็นพยานถึงสิ่งที่พระองค์เป็น และยืนยันว่าพระราชกิจของพระองค์มาจากพระเจ้า  พระบิดา -10:25

             “เป็นงานที่เรากำลังทำอยู่นั้น” ( works that I am doing) –ยน.14:11;15:24

             “พระบิดาทรงใช้เรามา” (the Father has sent me) –1ยน.3:17

5:37    “ทรงเป็นพยานให้กับเรา” (has himself borne witness about me) –ยน.8:18

“ไม่เคยได้ยินเสียงของพระองค์” (His voice you have never heard) = อาจหมายถึงพระสุรเสียงของพระเจ้าในพระคัมภีร์ (ข.38-39)     -พระเจ้าตรัสยืนยันในวันที่พระเยซูรับบัพติศมาด้วย (มธ.3:17)

“ไม่เคยเห็นรูปร่างของพระองค์” (his form you have never seen) = ไม่เคยเห็นรูปพรรณสัณฐานของพระเจ้า

–ฉธบ.4:12;ยน.1:18;1ทธ.1:17  = พวกเขาขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณว่า แท้จริงแล้วพระเยซูคือพระเจ้า

5:38    “ท่านไม่มีพระดำรัสของพระองค์อยู่ในตัวท่าน”(you do not have his word abiding in you)–1ยน.1:10;2:14

“เพราะว่า พวกท่านไม่ได้วางใจ” (for you do not believe) = เพราะท่านไม่เชื่อสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสสอน จึงไม่ตระหนักถึงสิ่งที่พระเจ้ากำลังบอกพวกเขา

5:39    “พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์” (You search the Scriptures ) บางฉบับ = พวกท่านขยันศึกษาพระคัมภีร์

= พวกผู้นำยิวศึกษาพระคัมภีร์อย่างใส่ใจในทุกรายละเอียด แต่กลับไม่ตระหนักถึงบุคคลสำคัญที่สุดที่พระคัมภีร์เป็นพยานถึง (มธ.5:15-21)  -รม.2:17-18

“ในนั้นมีชีวิตนิรันดร์” ( in them you have eternal life) = จะได้ชีวิตนิรันดร์ –มธ.25:46

            “เป็นพยานให้กับเรา” (   witness about me) –ลก.24:27;44;กจ.13:27

5:40  “ก็ยังไม่ยอมมาหาเรา” (you refuse to come to me)  -ยน.6:44

5:41   “เราไม่ยอมรับเกียรติจากมนุษย์” (I do not receive glory from people) = ไม่ยอมรับการสรรเสริญจากมนุษย์อย่างที่คนที่ต่อต้านพระองค์ยอมรับ – ยน.5:44

5:42    “ความรักของพระเจ้าในตัวท่าน” ( the love of God within you) อาจ = ความรักของพระจ้าที่มีต่อพวกเขาหรือที่เขามีต่อพระเจ้า

5:43-44 –การที่พวกยิวพุ่งความสนใจไปที่การยกตัวเองและการสรรเสริญจากมนุษย์ ทำให้พวกเขาไม่ยอมรับผู้ที่มาจากพระเจ้า ทำให้พวกเขาพลาดการสรรเสริญที่มาจากพระเจ้า

5:43   “ถ้าคนอื่น ….พวกท่านก็จะรับคนนั้น” (If another …you will receive him) –ศคย.11:17

5:44  “ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว” (the only God     ) รม.2:29

 

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยหรือกำลังอยู่ในสภาพที่(เกือบ)สิ้นหวังและเฝ้ารอคอยการช่วยเหลือที่เป็นปาฏิหาริย์จากพระเจ้าเท่านั้นบ้างหรือไม่? เรื่องราวเป็นอย่าไร แบ่งปัน?
  2. คุณเคยทำดีแล้วถูกผู้อื่นขัดขวางหรือตำหนิต่อว่าบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? และทำไม? แล้วคุณคิดอย่างไร? และตอบสนองอย่างไร?
  3. คุณเคยเจ็บป่วยหรือเกิดปัญหาในชีวิตและคุณรู้ว่า สาเหตุมาจากการทำบาปของคุณเองบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณทำอะไรบ้าง?
  4. คุณเคยกระทำอะไรบ้าง(ที่คุณคิดว่าดีหรือถูกต้อง) แต่ขัดกับความเชื่อหรือขนบธรรมเนียมประเพณีของคน (ที่มีอิทธิพลสูง)ในชุมชนของคุณ? แล้วผลเป็นอย่างไร? คุณจะทำเช่นนั้นอีกหรือไม่? ทำไม?
  5. คุณเคยกระทำดีอะไร (ตามพระประสงค์ของพระเจ้า) ที่คุณต้องจ่ายราคาแพงที่สุดในชีวิต? แบ่งปันว่าเป็นอย่างไรและคุ้มค่ากับที่ทำหรือไม่?
  6. เวลานี้ชีวิตของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูด และการกระทำของคุณ เป็นพยานที่มีประสิทธิภาพให้กับองค์พระคริสต์ ดุจตะเกียงที่ลุกอยู่และให้ความสว่างอยู่หรือไม่? อย่างไร?
  7. คุณขยันศึกษาพระคัมภีร์หรือไม่? แล้วยิ่งศึกษาก็ยิ่งทำให้คุณรักพระเจ้า และรักผู้อื่นมากขึ้นหรือยิ่งทำให้คุณขาดความเมตตาต่อผู้อื่นมากขึ้น? อย่างไร?
  8. ประโยชน์สูงสุดที่คุณได้รับจากการอ่านและศึกษาพระคัมภีร์คืออะไร? และนำมาใช้อย่างไร?
  9. คุณสนใจแต่คำยกย่องสรรเสริญของมนุษย์หรือว่าคุณให้ความสำคัญกับการสรรเสริญของพระเจ้าต่อชีวิตและการงานของคุณมากกว่า? แล้วคุณพิสูจน์ออกมาอย่างไร?

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์