พระธรรมกิจการ บทเรียนที่ 18

จากบารนาบัส และเซาโล

กลายเป็น เปาโลและบารนาบัส (2)

พระธรรม        กิจการ 13:16-52

อ้างอิง             อพย.12:51;กดว.14:34;ฉธบ.1:31;สดด.2:7;16:10;ยชว.14:1;วนฉ.2:16;1ซมอ.3:20;8:5;10:21;13:14; มก.1:4;ลก.3:33;23:21-23;ยน.1:20,27;19:15,38-42

บทนำ              การรับใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมักมีอุปสรรคปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งจากบุคคลภายในทีมในโบสถ์ ในองค์กร หรือจากคนภายนอก แต่ไม่ว่าจะเจอะเจออะไร จะทุกข์หรือสุข จะยากหรือง่าย คนของพระเจ้าที่แท้จริงก็จะไม่หวาดหวั่นในการทำพันธกิจช่วยเหลือคนให้รอดจนสำเร็จ!

Continue Reading “พระธรรมกิจการ บทเรียนที่ 18”

รักพระเจ้าและทำตามใจชอบ

รักพระเจ้าและทำตามใจชอบ

พระเยซูทรงตอบเขาว่า “ ‘จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่านด้วยสุดจิตของท่าน’ และด้วยสุดความคิดของท่าน นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อสำคัญอันดับแรก ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (มัทธิว 22:37-38 THSV11)

มีคนมากมายพูดว่ารักพระเจ้า แต่บางครั้งเราก็สงสัยเพราะการกระทำดูค้านกัน

พระกิตติคุณมัทธิวเล่าเรื่องผู้นำศาสนามาพบพระเยซูด้วยกับดัก พวกเขาต้องการให้พระองค์พูดถึงพระมหาบัญญัติ แทนที่จะตอบคำถามพระองค์บอกพวกเขาว่าจะรักพระเจ้าอย่างไร และหมายความอย่างไร

Continue Reading “รักพระเจ้าและทำตามใจชอบ”

คุณอยากให้ญาติมิตรของคุณได้รับความรอดไหม?

คุณอยากให้ญาติมิตรของคุณได้รับความรอดไหม?

“คนในโลกทนทุกข์มากมาย และไม่รอด  ไม่ใช่เป็นเพราะคนเลวกระทำทารุณโหดร้าย  แต่เป็นเพราะคนดีอยู่เฉยๆไม่ช่วยใครเลย!”

ไม่มีอะไรน่าสะเทือนใจเท่ากับ เราได้รับความรอดไปสวรรค์ แต่ญาติมิตรของเราไปคนละทาง หรือไปในทิศตรงกันข้าม

Continue Reading “คุณอยากให้ญาติมิตรของคุณได้รับความรอดไหม?”

บทเรียนพระธรรมกิจการ บทที่ 13

เปาโล (2) และเปโตร

พระธรรม        กิจการ 9:23-43

อ้างอิง           กจ4:10;36;8:1;20:3,19;22:17;23:16,30;26:20;1ซมอ19:12;2คร11:26,32-33;กท1:17-18;         1พศด5:16;27:29;อสย33:9;35:2;65:10;ทต3:8;1ทธ5:3;ลก22:41

บทนำ            พระเจ้าทรงใช้ทั้งอาจารย์เปาโล และอาจารย์เปโตรในการขยายแผ่นดินของพระเจ้า ทั้ง 2 กระทำกิจที่สำคัญอย่างอัศจรรย์ ทั้งที่คล้ายคลึง และแตกต่างกัน เป็นเหตุให้เกิดคริสตจักร และการเจริญเติบโตเสริมสร้างจนเพิ่มพูนผู้เชื่อให้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

บทเรียน

9:23 “หลังจากนั้นอีกหลายวัน พวกยิวก็ปรึกษากันว่าจะฆ่าเซาโล” 

       (When many days had passed, the Jews plotted to kill him, )

9:24 “แต่แผนการของพวกเขารู้ไปถึงหูของเซาโล พวกเขาคอยเฝ้าที่ประตูเมืองทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อดักฆ่าเซาโล” 

      (but their plot became known to Saul. They were watching the gates day and night in order to kill him, )

9:25 “แต่พวกสาวกเอาเซาโลนั่งลงในกระบุงใบใหญ่ตอนกลางคืนแล้วหย่อนท่านลงจากกำแพงเมือง”

     (but his disciples took him by night and let him down through an opening in the wall, lowering him in a basket.)

9:26 “เมื่อเซาโลไปถึงกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ท่านพยายามจะเข้าร่วมกับพวกสาวก แต่เขาทั้งหลายกลัว เพราะไม่เชื่อว่าเซาโลเป็นสาวก” 

     (And when he had come to Jerusalem, he attempted to join the disciples. And they were all afraid of him, for they did not believe that he was a disciple.) 

9:27 “แต่บารนาบัสพาท่านไปหาพวกอัครทูต และเล่าให้พวกเขาฟังว่าเซาโลเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ที่ตรัสกับท่านระหว่างทางอย่างไร และท่านประกาศออกพระนามพระเยซูด้วยใจกล้าหาญในเมืองดามัสกัสอย่างไร” 

    (But Barnabas took him and brought him to the apostles and declared to them how on the road he had seen the Lord, who spoke to him, and how at Damascus he had preached boldly in the name of Jesus. )

9:28 “แล้วเซาโลจึงได้เข้านอกออกในอยู่กับพวกอัครทูตในกรุงเยรูซาเล็ม” 

    (So he went in and out among them at Jerusalem, preaching boldly in the name of the Lord.) 

9:29 “ประกาศออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจกล้าหาญ ท่านพูดและโต้แย้งกับพวกยิวที่พูดกรีก แต่พวกนั้นพยายามหาทางฆ่าท่านเสีย” 

     (And he spoke and disputed against the Hellenists. But they were seeking to kill him. )

9:30 “เมื่อพี่น้องรู้เรื่องนี้ ก็พาท่านลงไปยังเมืองซีซารียา แล้วส่งต่อไปยังเมืองทาร์ซัส”

     (And when the brothers learned this, they brought him down to Caesarea and sent him off to Tarsus.)

9:31 “เพราะฉะนั้น คริสตจักรตลอดทั่วแคว้นยูเดีย กาลิลี และสะมาเรียก็เกิดความสงบสุขและเจริญเติบโต ต่างประพฤติตนด้วยความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าและรับการหนุนใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ คริสตสมาชิกจึงยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น”

     (So the church throughout all Judea and Galilee and Samaria had peace and was being built up. And walking in the fear of the Lord and in the comfort of the Holy Spirit, it multiplied.)

9:32 “ขณะที่เปโตรเดินทางไปๆ มาๆ ทั่วทุกแห่งนั้น ท่านก็ลงไปหาพวกธรรมิกชนที่อาศัยอยู่ในเมืองลิดดาด้วย” 

    (Now as Peter went here and there among them all, he came down also to the saints who lived at  Lydda. )

9:33 “เปโตรพบคนหนึ่งชื่อไอเนอัสที่นั่น เขาเป็นอัมพาตต้องนอนอยู่บนเตียงมาแปดปีแล้ว” 

    (There he found a man named Aeneas, bedridden for eight years, who was paralyzed. )

9: 34 “เปโตรกล่าวกับเขาว่า “ไอเนอัส พระเยซูคริสต์ทรงให้ท่านหายโรค จงลุกขึ้นเก็บที่นอนของท่านเถิด” ทันใดนั้นไอเนอัสก็ลุกขึ้น”

    (And Peter said to him, “Aeneas, Jesus Christ heals you; rise and make your bed.” And immediately he rose. )

9:35 “เมื่อคนทั้งหลายที่อยู่ในเมืองลิดดาและที่ราบชาโรนเห็นแล้วก็กลับใจมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า”

     (And all the residents of Lydda and Sharon saw him, and they turned to the Lord.)

9:36 “ในเมืองยัฟฟามีหญิงคนหนึ่งที่เป็นสาวกชื่อทาบิธาเป็นภาษาอาราเมคแปลว่า กวาง ตามภาษากรีกว่าโดรคัสแปลว่ากวาง หญิงคนนี้เคยทำคุณประโยชน์และสงเคราะห์คนจนมากมาย” 

    (Now there was in Joppa a disciple named Tabitha, which, translated, means Dorcas. She was full of good works and acts of charity. )

9:37 “เวลานั้นหญิงคนนี้ป่วยจนถึงแก่ความตาย พวกเขาจึงอาบน้ำศพและตั้งไว้ในห้องชั้นบน” 

   (In those days she became ill and died, and when they had washed her, they laid her in an upper room. )

9:38 “เมืองลิดดานั้นอยู่ใกล้กับเมืองยัฟฟา เมื่อพวกสาวกได้ยินว่าเปโตรอยู่ที่นั่น จึงใช้คนสองคนไปขอร้องท่านว่า “เชิญมาหาโดยด่วน” 

    (Since Lydda was near Joppa, the disciples, hearing that Peter was there, sent two men to him, urging him, “Please come to us without delay.” )

9:39 “เปโตรจึงลุกขึ้นไปกับเขาทั้งสอง เมื่อถึงแล้วพวกเขาก็พาท่านขึ้นไปที่ห้องชั้นบน พวกหญิงม่ายก็ยืนร้องไห้อยู่ข้างๆท่านและชี้ให้ท่านดูเสื้อผ้าต่างๆ ที่โดรคัสทำเมื่อยังมีชีวิตอยู่” 

    (So Peter rose and went with them. And when he arrived, they took him to the upper room. All the widows stood beside him weeping and showing tunics and other garments that Dorcas made while she was with them. )

9:40 “เปโตรจึงให้คนทั้งหลายออกไปข้างนอก และคุกเข่าลงอธิษฐาน แล้วหันมายังศพนั้นกล่าวว่า “ทาบิธา จงลุกขึ้น” ทาบิธาก็ลืมตา เมื่อเห็นเปโตรจึงลุกขึ้นนั่ง”

    (But Peter put them all outside, and knelt down and prayed; and turning to the body he said, “Tabitha, arise.” And she opened her eyes, and when she saw Peter she sat up. )

9:41 “เปโตรยื่นมือออกมาพยุงเธอ แล้วเรียกพวกธรรมิกชนกับบรรดาแม่ม่ายเข้ามา แล้วมอบหญิงที่มีชีวิตนั้นให้กับพวกเขา” 

   (And he gave her his hand and raised her up. Then, calling the saints and widows, he presented her alive. )

9:42 “เหตุการณ์นั้นลือไปตลอดทั่วเมืองยัฟฟา คนจำนวนมากก็พากันมาเชื่อถือองค์พระผู้เป็นเจ้า” 

    (And it became known throughout all Joppa, and many believed in the Lord.)

9:43 “เปโตรอาศัยอยู่ในเมืองยัฟฟาหลายวัน โดยพักอยู่กับซีโมนที่เป็นช่างฟอกหนัง”

    (And he stayed in Joppa for many days with one Simon, a tanner.)

ข้อมูลมีประโยชน์

9:23     “หลังจากนั้นอีกหลายวัน” (many days had passed) = หลายวันผ่านไป หรือ อาจหมายความว่า “วันเวลาผ่านไป” ซึ่งอาจเท่ากับช่วงเวลา 3 ปี” ตามที่บันทึกไว้ใน กาลาเทีย1:17-18 นักวิชาการเชื่อว่า  เซาโลอาจใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วง 3 ปีนี้ ในอาระเบีย ซึ่งห่างออกไปจากดามัสกัส(พรมแดนอาระเบียมีส่วนที่ติดกับดามัสกัส)
            “พวกยิวก็ปรึกษากันว่าจะฆ่าเซาโล” ( the Jews plotted to kill him ) =เมื่อเซาโล กลับไปดามัสกัส เจ้าเมือง หรือผู้ว่าการเมืองของ กษัตริย์อาเรทัสให้คนเฝ้าคอยจับเซาโล(2คร11:32)
~พบเหรียญของโรมปรากฏในดามัสกัส ระหว่าง คศ. 34-62 อาจบ่งชี้ว่า อาเรทัสครองอำนาจอยู่ในเวลานั้น

9:25     “เอาเซาโลนั่งลงในกระบุงใบใหญ่”( lowering him in a basket) = ให้เซาโลซุกตัวลงไปในเข่ง (2คร11:33 ) เปรียบเทียบ โยชูวา 2:15;1ซมอ 19:12

9:26     “เซาโลไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม” (when he had come to Jerusalem) = จากพระธรรม กาลาเทีย 1:19 เรารู้ว่าอัครทูตคนอื่นๆ หายกันไปหมด เหลือเพียงแค่เปโตรกับยากอบน้องชายของพระเยซูซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้นำในเยรูซาเล็มเสมือนอัครทูตคนหนึ่ง (กท2:9)

9:27     “บารนาบัส” ( Barnabas ) =ดู กจ.4:36

9:29     “ท่านพูดและโต้แย้ง” (he spoke and disputed) = ก่อนหน้านี้ เซาโลเคยโต้แย้งโจมตีพระเยซูคริสต์ แต่เวลานี้ เซาโลเองทั้งโต้และแย้ง เพื่อประกาศยืนยันว่า พระเยซูคือพระคริสต์ หรือพระเมสสิยาห์

9:30     “เมืองซีซาริยา” (Caesarea ) -ดู กจ.8:40
            “เมืองทาร์ซัส” (Tarsus) =บ้านเกิดของเซาโล (22:3)

9:31    “คริสตจักร” (the church ) = เป็นคำเอกพจน์ หมายถึง คริสเตียนทั้งหมด ทั้งในยูเดีย สะมาเรีย และกาลิลี ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่คริสตจักรท้องถิ่นหลายๆ แห่ง (กจ5:11)
          “รับการหนุนใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์” (in the comfort of the Holy Spirit) = กิจการของ     พระวิญญาณคือการ ทรงปลอบโยน หนุนชูใจผู้เชื่อ   (กจ13:2;1:2)

9:32    “ลิดดา” (Lydda ) =เมืองที่อยู่ห่างจากยัฟฟาไปทางเหนือราว 19 กิโลเมตร และห่างจากถนนที่เชื่อมยัฟฟากับเยรูซาเล็มราว 4-5 กิโลเมตร

9:33    “ไอเนอัส” (Aeneas)  =อาจเป็นคริสเตียนที่เมืองลิดดา เพราะก่อนหน้านี้บันทึกว่า เปโตรตั้งใจไปเยี่ยมพวกสาวกที่ลิดดา

9:35    “ที่ราบชาโรน” (Sharon) =ที่ราบอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ราว 80 กิโลเมตร  ตามแนวชายฝั่งทะเล      เมดิเตอร์เรเนียน(ตั้งแต่ยัฟฟาถึงซีซารียา) แต่ในตอนนี้ อาจเป็นชื่อหมู่บ้านหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับเมืองลิดดา

9:36     “ยัฟฟา” (Joppa)  = อยู่ห่างจากเยรูซาเล็มราว 61 กิโลเมตร เป็นท่าเรือหลักของยูเดีย(ปัจจุบันเป็น ชานเมือง ของเทลอาวิฟ)

9:37     “เขาจึงอาบน้ำศพ” (they had washed her) = ร่างของนางได้รับการชำระให้สะอาด เป็นการเตรียมการฝังศพ ซึ่งเป็นธรรมเนียมทั้งของยิวและของกรีก
            “ห้องชั้นบน” (an upper room) = ปกติศพในเยรูซาเล็ม จะถูกฝังในวันที่ตาย แต่นอกเยรูซาเล็มอาจเลื่อนเก็บศพไปได้ 3 วัน และวางศพไว้ในห้องชั้นบน

9:38    “เชิญมาหาโดยด่วน” (Please come to us without delay ) = “ขอโปรดมาในทันที!” พวกเขาขอร้องให้เปโตรรีบไปให้ทันก่อนฝังศพ ไม่ว่าจะเพื่อปลอบโยนใจ หรือเพื่อทำการอัศจรรย์ในการรักษาให้ฟื้นขึ้นมา

9:40   “ให้คนทั้งหลายออกไปข้างนอก” (put them all outside ) = เปรียบเทียบกับใน 1พกษ17:23;2พกษ4:33

         ในพระคัมภีร์บันทึกเรื่องราวไว้ 3 ตอนที่พระเยซูคริสต์ทรงทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาโดยที่เปโตรอยู่ที่นั่นกับพระองค์ด้วยอยู่ใน  -มธ9:25;ลก7:11-17;ยน11:1-44
         ในตอนนี้ เปโตรทำเช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงกระทำเมื่อรักษาบุตรสาวของไยรัส คือให้ฝูงชนออกไปข้างนอก แต่ที่แตกต่างกันคือ เปโตรคุกเข่าลง และอธิษฐาน

9:42    “คนจำนวนมากก็พากันมาเชื่อ” (many believed ) -เปรียบ ยน 12:11

9:43   “ช่างฟอกหนัง” (a tanner) -โดยปกติมีการ ระบุอาชีพต่อท้ายชื่อบุคคล เพื่อบรรยายลักษณะของคนๆ นั้น ให้ชัดเจน  เช่น 16:14;18:3;19:24;2ทธ4:14
          แต่ในกรณีนี้ มีนัยที่สำคัญเป็นพิเศษ เพราะช่างฟอกหนังคือคนที่ต้องแตะต้องซากสัตว์ที่ตายไปแล้ว ซึ่งตามบัญญัติของยิว ถือว่าคนนั้นก็เป็นมลทิน คนจึงมักดูหมิ่นเหยียดหยามคนที่ทำอาชีพนี้

          ในตอนนี้ เปโตรพักอยู่กับช่างฟอกหนังที่บ้าน  แสดงว่า เปโตรได้ละอคติของคนยิวลง อันเป็นการเตรียมตัวเพื่อทำพันธกิจประกาศข่าวประเสริฐกับคนต่างชาติ

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยถูกคนปองร้าย(หมายเอาชีวิตคุณ)บ้างไหม?  อย่างไร เรื่องราวเป็นอย่างไร?  แล้วคุณรอดพ้นมาได้อย่างไร? (หรือกลับกัน คุณเคยมุ่งร้ายต่อผู้ใดบ้างหรือไม่? อย่างไร และทำไม?)  และเกิดผลอะไรตามมา?
  2. คุณเคยได้รับความช่วยเหลือให้พ้นภัยอันตรายจากอะไร ผู้ใด หรือกลุ่มใดบ้าง? ในเรื่องอะไร? ใครคือผู้ที่ช่วยคุณ? และช่วยอย่างไร?
  3. คุณเคยอยากร่วมคบหาสมาคมกับผู้หนึ่งผู้ใด หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่คนเหล่านั้นไม่ต้อนรับคุณบ้างหรือไม่? เพราะอะไร? เรื่องราวเป็นอย่างไร ? ให้แบ่งปัน
  4. คุณเคยสามารถคบหาสมาคม หรือได้รับการต้อนรับเข้าร่วมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่คุณอยากเข้าบ้างหรือไม่? เพราะอะไร หรือเพราะใคร?
  5. คุณเคยมีประสบการณ์กับการเป็นพยานหรือประกาศอย่างกล้าหาญจนเกือบประสบภัยบ้างหรือไม่? อย่างไร?
  6. คุณเคยสัมผัสกับ ความสงบสุข และความเจริญเติบโตของคริสตจักรบ้างหรือไม่? อย่างไร? อะไรเป็นสาเหตุ?
  7. คุณเคยเห็นหรือมีประสบการณ์กับการหายโรค หรือการรักษาโรคบ้างหรือไม่ ?  อย่างไร?  และส่งผลอะไรบ้าง? (ให้แบ่งปัน)
  8. คุณคิดว่าใครจะร้องไห้อาลัยคุณจริงๆ เมื่อคุณตายจากโลกนี้?  ทำไมคุณคิดเข่นนั้น?
  9. คุณเคยนำผู้ใดมาเชื่อถือในพระคริสต์บ้าง?  ที่ไหน? เมื่อไร และอย่างไร?

 

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

ภาพที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย

ภาพที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย

เพราะท่านเทวิญญาณจิตของท่านถึงความมรณะ และถูกนับเข้ากับคนทรยศ ถึงกระนั้นท่านก็แบกบาปของคนเป็นอันมาก และทำการอ้อนวอนเพื่อผู้ทรยศ (อิสยาห์ 53:12 TH1971)

เมื่อได้อ่านอิสยาห์บทที่ 53 เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า บุคคลที่อิสยาห์กล่าวถึงไม่มีอื่นใดนอกจากองค์พระเยซูคริสต์ เราคงพูดได้ว่าอิสยาห์เป็นผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งที่สื่อให้เห็นภาพของพระเยซูอย่างชัดเจนในยุคพระคัมภีร์เดิม  ผู้คนในยุคนั้นเมื่อได้ยินคำพยากรณ์ของท่าน อาจตีความไปต่างๆนานา แต่หลายคนก็ได้รับความหวังใจว่าพระเจ้าจะส่งบางคนมาเพื่อช่วยพวกเขาให้พ้นจากสภาพถูกกดขี่ข่มเหงและความทุกข์ยากที่กำลังเผชิญ

สำหรับพวกเราที่ได้รู้จักพระเยซูคริสต์ในยุคนี้ ยุคแห่งพระคุณ เราไม่ต้องคาดเดาว่าผู้ทีอิสยาห์ประกาศไว้เมื่อหลายพันปีก่อนนี้คือผู้ใด เพราะคำพยากรณ์นั้นได้เกิดขึ้นเป็นจริงแล้วทุกประการ

นี่คือข่าวประเสริฐที่อิสยาห์ประกาศไว้ล่วงหน้า ข่าวแห่งการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์เพื่อช่วยมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากผลของกรรมเวรที่บาปพันธนาการไว้ แต่บางครั้งเราก็หลงลืมไป เพราะมัวรับแต่พระคุณ มัวอธิษฐานขอรับแต่พระพร หรือมีชีวิตที่สะดวกสบายเกินไปในคอมฟอร์ตโซนของเรา ดังนั้นวันนี้ขอให้กลับไปทบทวนสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทำเพื่อเรา และสิ่งใดที่พระองค์มีพระประสงค์ให้เราทำเพื่อแผ่นดินของพระองค์ ที่สำคัญอย่าให้เราลืมที่จะนึกถึงผู้ที่:

  • ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง
  • แบกรับความอธรรม ความเจ็บปวด และความเจ็บไข้ของเราไว้
  • ไม่มีรูปร่างหรือความสวยงามซึ่งเราทั้งหลายจะมอง และมนุษย์ทนมองดูไม่ได้
  • ถูกโบยตีเพราะความทรยศของเรา
  • เป็นเหตุให้คนเป็นอันมากได้นับว่าเป็นผู้ชอบธรรม โดยจ่ายราคาด้วยชีวิต

ขอให้เก็บสิ่งนี้ไว้ในหัวใจของเรา ประกาศออกไปและเราจะไม่มีวันลืมเลย

 

บทเฝ้าเดี่ยวโดย ทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ by Judy Groves – Fine art America)

จุดประสงค์ของหนังสือ

จุดประสงค์ของหนังสือ

พระเยซูทรงทำหมายสำคัญอื่นๆ อีกหลายอย่างต่อหน้าพวกสาวก ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ แต่การที่บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อพวกท่านจะได้เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้วท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์ (ยอห์น 20:30-31 THSV11)

หนังสือโดยทั่วไปผู้เขียนจะเขียนคำนำ หรือคำนิยมไว้ในตอนต้นของหนังสือ บางคนอ่านคำนำแต่หลายคนก็ข้ามไปแล้วอ่านเนื้อหาเลย

รู้หรือไม่ การที่ได้อ่านคำนำของผู้เขียนจะช่วยปรับทิศทางการอ่านของเรา และเมื่ออ่านหนังสือเล่มนั้นจนจบ และทบทวนสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ ก็จะบอกได้ว่าผู้เขียนได้เขียนตามที่พูดไว้ หรือว่าเราอ่านไม่เข้าใจ

ในหนังสือพระกิตติคุณยอห์น ท่านยอห์นผู้เขียนกลับเขียนจุดประสงค์ของหนังสือไว้ตอนท้ายเล่มใกล้จบ  ท่านกล่าวว่า:

“พระเยซูทรงทำหมายสำคัญอื่นๆ อีกหลายอย่างต่อหน้าพวกสาวก ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ แต่การที่บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อพวกท่านจะได้เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้วท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์” (ยอห์น 20:30-31 THSV11)

นี่คือข่าวประเสริฐที่ชัดเจน เป็นหัวใจของสิ่งที่ท่านบันทึกมาทั้งหมด ในฐานะผู้อ่านเมื่อเราได้อ่านพระกิตติคุณยอห์น มาจนถึงช่วงสุดท้าย มีความคิดเห็นอย่างไร ความเชื่อเป็นอย่างไร? และท่านยอห์นได้ทำหน้าที่สื่อสารสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มาถึงเราชัดเจนหรือไม่?

ท่านยอห์นยังกล่าวสิ่งที่มหัศจรรย์เกินกว่าที่เราจะนึกถึงได้ในตอนจบของพระกิตติคุณยอห์นว่า: 

สาวกคนนี้แหละที่เป็นพยานถึงเหตุการณ์เหล่านี้ และเป็นคนที่บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ และเราทราบว่าคำพยานของเขาเป็นความจริง พระเยซูยังทรงทำสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าจะเขียนให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคิดว่าแม้ที่ทั้งโลกไม่พอใส่หนังสือที่จะเขียนนั้น” (ยอห์น 21:24-25 THSV11)

 

บทเฝ้าเดี่ยวโดยทีม Vitamin CJ

(Cr.ภาพ KTV.com)

บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทที่ 9

คำเทศนาของสเทเฟน (1)

พระธรรม        กิจการ   7:1-29

อ้างอิง             ปฐก.11:31;12:1-7;13:15-18;15:13-15;17:8-14;21:2-4;23:3-16;25:26;29:31-35:18;37:28;

                        39:2,21;41:39-41;42:1-2;45:1-18;146:1-7;49:33;50:7-13;ยชว.24:32;อพย.1:7-2:2-15

บทนำ              ชีวิตของคนเราอาจพลิกผันได้ในชั่วเวลาสั้น ๆ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเขา หรือเมื่อเขาประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน (ตามแผนการของพระเจ้า)

                        ชีวิตของคุณเคยประสบกับเรื่องไม่คาดคิด หรือไม่คาดฝันที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณมาบ้างหรือไม่?

บทเรียน

7:1 “มหาปุโรหิตจึงถามว่า “เรื่องนี้จริงหรือ?” 

      (And the high priest said, “Are these things so?” )

7:2 “สเทเฟนจึงตอบว่า “นี่แน่ะ ท่านพี่น้องและพวกท่านที่เป็นผู้ใหญ่ ขอฟังเถิด พระเจ้าผู้เต็มด้วยพระสิริทรงปรากฏแก่อับราฮัมบิดาของเรา เมื่อท่านยังอยู่ในประเทศเมโสโปเตเมีย ก่อนไปอาศัยอยู่ในเมืองฮาราน” 

     (And Stephen said: “Brothers and fathers, hear me. The God of glory appeared to our father Abraham when he was in Mesopotamia, before he lived in Haran)

7:3 “และตรัสกับท่านว่า ‘เจ้าจงออกจากเมืองและญาติพี่น้องของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงให้เจ้า’”  

    (and said to him, ‘Go out from your land and from your kindred and go into the land that I will show you.)

7:4 “อับราฮัมจึงออกจากแผ่นดินของชาวเคลเดียไปอาศัยอยู่ที่เมืองฮาราน หลังจากบิดาของท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์ทรงให้ท่านออกจากที่นั่นมาอยู่ในแผ่นดินที่ท่านทั้งหลายอาศัยอยู่ทุกวันนี้”

     (Then he went out from the land of the Chaldeans and lived in Haran. And after his father died, God removed him from there into this land in which you are now living. )

7:5 “แต่พระองค์ไม่ทรงโปรดให้อับราฮัมมีมรดกในแผ่นดิน ไม่ให้มีแม้แต่ขนาดเท่าฝ่าเท้า และขณะเมื่อท่านยังไม่มีบุตร พระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า จะให้แผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของท่านและเชื้อสายของท่าน”

    (Yet he gave him no inheritance in it, not even a foot’s length, but promised to give it to him as a possession and to his offspring after him, though he had no child.) 

7:6 “พระเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า เชื้อสายของท่านจะไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และคนในประเทศนั้นจะเอาพวกเขาเป็นทาส และจะข่มเหงพวกเขานานถึงสี่ร้อยปี” 

    (And God spoke to this effect—that his offspring would be sojourners in a land belonging to others, who would enslave them and afflict them four hundred years.)

7:7 “แล้วพระเจ้าตรัสว่า‘และประเทศที่พวกเขาปรนนิบัติอยู่นั้น เราจะพิพากษาหลังจากนั้นพวกเขาจะออกมาและปรนนิบัติเรา ณ สถานที่นี้’ 

     (‘But I will judge the nation that they serve,’ said God, ‘and after that they shall come out and worship me in this place.’) 

7:8 “พระเจ้าจึงประทานพันธสัญญาแห่งการเข้าสุหนัต แก่ท่าน เพราะฉะนั้นเมื่ออับราฮัมมีบุตรชื่ออิสอัค จึงให้เข้าสุหนัตในวันที่แปด อิสอัคมีบุตรชื่อยาโคบ และยาโคบมีบุตรสิบสองคนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา”

     (And he gave him the covenant of circumcision. And so Abraham became the father of Isaac, and circumcised him on the eighth day, and Isaac became the father of Jacob, and Jacob of the twelve patriarchs.)

7:9 “และบรรพบุรุษเหล่านั้นอิจฉาโยเซฟ จึงขายเขาไปยังประเทศอียิปต์ แต่พระเจ้าสถิตกับโยเซฟ” 

     (“And the patriarchs, jealous of Joseph, sold him into Egypt; but God was with him)

7:10 “ทรงช่วยให้พ้นจากความทุกข์ลำบากทั้งสิ้น ทรงให้มีความชอบและมีสติปัญญาเฉพาะพระพักตร์ฟาโรห์กษัตริย์ของประเทศอียิปต์ฟาโรห์จึงตั้งโยเซฟให้ดูแลประเทศอียิปต์และทุกอย่างในพระราชสำนักของพระองค์” 

     (and rescued him out of all his afflictions and gave him favor and wisdom before Pharaoh, king of Egypt, who made him ruler over Egypt and over all his household. )

7:11 “ต่อมาเกิดการกันดารอาหารทั่วแผ่นดินอียิปต์และแผ่นดินคานาอัน และมีความลำบากมาก บรรพบุรุษของเราจึงไม่มีอาหาร” 

     (Now there came a famine throughout all Egypt and Canaan, and great affliction, and our fathers could find no food.) 

7:12 “ยาโคบเมื่อได้ยินว่ามีข้าวอยู่ในประเทศอียิปต์ จึงใช้บรรพบุรุษของเราไปเป็นครั้งที่หนึ่ง” 

     (But when Jacob heard that there was grain in Egypt, he sent out our fathers on their first visit.) 

7:13 “พอครั้งที่สองโยเซฟแสดงตัวให้พี่น้องรู้ และฟาโรห์ก็ทรงรู้จักญาติของโยเซฟด้วย”

     (And on the second visit Joseph made himself known to his brothers, and Joseph’s family became known to Pharaoh.)

7:14 “โยเซฟจึงเชิญยาโคบบิดา กับบรรดาญาติของตนเจ็ดสิบห้าคนให้มาหา”

     (And Joseph sent and summoned Jacob his father and all his kindred, seventy-five persons in all. )

7:15 “ยาโคบจึงลงไปที่ประเทศอียิปต์และท่านกับบรรพบุรุษของเราก็เสียชีวิตที่นั่น” 

       (And Jacob went down into Egypt, and he died, he and our fathers, )

7:16 “พวกเขาจึงนำศพไปฝังไว้ในเมืองเชเคม ในอุโมงค์ที่อับราฮัมเอาเงินจำนวนหนึ่งซื้อจากบุตรของฮาโมร์ในเชเคม”

      (and they were carried back to Shechem and laid in the tomb that Abraham had bought for a sum of silver from the sons of Hamor in Shechem.)

7:17 “แต่เมื่อใกล้จะถึงเวลาตามพระสัญญาที่พระเจ้าตรัสไว้กับอับราฮัม ชนชาติอิสราเอลได้ทวีจำนวนมากขึ้นในประเทศอียิปต์”

     (“But as the time of the promise drew near, which God had granted to Abraham, the people increased and multiplied in Egypt )

7:18 “จนกระทั่งกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักโยเซฟได้ขึ้นครองราชย์สมบัติในประเทศอียิปต์”

     (until there arose over Egypt another king who did not know Joseph. )

7:19 “กษัตริย์องค์นั้นทรงออกอุบายจัดการกับชนชาติของเรา ทรงข่มเหงบรรพบุรุษของเรา ทรงบังคับให้ทิ้งลูกอ่อนของพวกเขาเพื่อไม่ให้รอดชีวิต” 

     (He dealt shrewdly with our race and forced our fathers to expose their infants, so that they would not be kept alive. )

7:20 “เป็นเวลาเดียวกับที่โมเสสเกิดมา มีรูปร่างงดงามเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เขาจึงถูกเลี้ยงไว้ในบ้านบิดาจนครบสามเดือน” 

     (At this time Moses was born; and he was beautiful in God’s sight. And he was brought up for three months in his father’s house,) 

7:21 “แต่หลังจากถูกทิ้งไว้นอกบ้านแล้ว ราชธิดาของฟาโรห์ก็รับมาเลี้ยงเสมือนเป็นบุตรของตน” 

     (and when he was exposed, Pharaoh’s daughter adopted him and brought him up as her own son.) 

7:22 “โมเสสจึงได้รับการสอนในเรื่องวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ มีสมรรถภาพในการพูดและในกิจการต่าง ๆ”

     (And Moses was instructed in all the wisdom of the Egyptians, and he was mighty in his words and deeds.)

7:23 “เมื่อโมเสสมีอายุย่างเข้าสี่สิบปี ก็นึกอยากไปเยี่ยมญาติพี่น้องของตนคือชนชาติอิสราเอล” 

     (“When he was forty years old, it came into his heart to visit his brothers, the children of Israel.)

7:24 “เมื่อท่านเห็นคนหนึ่งถูกข่มเหง จึงเข้าไปช่วยโดยฆ่าชาวอียิปต์ซึ่งเป็นผู้ข่มเหงนั้นเพื่อแก้แค้น”

      (And seeing one of them being wronged, he defended the oppressed man and avenged him by striking down the Egyptian.) 

7:25 “เพราะคิดว่าญาติพี่น้องคงเข้าใจดีว่า พระเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาให้รอดด้วยมือของตน แต่พวกเขาไม่เข้าใจอย่างนั้น”

     (He supposed that his brothers would understand that God was giving them salvation by his hand, but they did not understand.)

7:26 “วันรุ่งขึ้นโมเสสเข้ามาพบเขาทั้งสองขณะวิวาทกัน ก็อยากให้เขาทั้งสองกลับคืนดีกัน จึงกล่าวว่า ‘เพื่อนเอ๋ยพวกท่านเป็นพี่น้องกัน ทำไมถึงทำร้ายกัน?’ 

    (And on the following day he appeared to them as they were quarreling and tried to reconcile them, saying, ‘Men, you are brothers. Why do you wrong each other?’ )

7:27 “คนที่ข่มเหงเพื่อนก็ผลักโมเสสออกไป และกล่าวว่า ‘ใครตั้งเจ้าให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาของเรา?” 

    (But the man who was wronging his neighbor thrust him aside, saying, ‘Who made you a ruler and a judge over us? )

7:28 “เจ้าจะฆ่าข้าเหมือนกับที่ฆ่าชาวอียิปต์เมื่อวานนี้หรือ?’”

     (Do you want to kill me as you killed the Egyptian yesterday?’ )

7:29 “เมื่อโมเสสได้ยินคำพูดนั้น จึงหนีไปอาศัยอยู่ที่แผ่นดินมีเดียนและมีบุตรสองคนที่นั่น”

     (At this retort Moses fled and became an exile in the land of Midian, where he became the father of two sons.)

ข้อมูลมีประโยชน์

7:1       “มหาปุโรหิต” (  the high priest  ) = อาจเป็นคายาฟาส (มธ.26:57-66) ปท.กจ.4:6;ยน.18:19,24

            “เรื่องนี้จริงหรือ?” (Are these things so            ) =  “จริงตามคำฟ้องร้องนี้” -6:11,13

7:2-53  = ผู้เขียนให้ความสำคัญกับเนื้อหาคำพูดหรือคำเทศนาของสเทเฟนมาก เพราะเป็นการพูดอย่างกว้างๆ ไม่ใช่แค่เป็นคำแก้ต่างส่วนตัวของสเทเฟนต่อคนที่กล่าวหาท่านเท่านั้น (ข.51-52) แต่คำเทศนาของสเทเฟนนี้ เป็นการหักล้าง(โค่นล้ม)ที่โจมตีรากฐานของศาสนายิว โดยยกเรื่องความล้มเหลวในประวัติศาสตร์ขึ้นมาอ้างถึง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสาหลัก 3 ประการที่ยิวเคร่งครัด

  1. ดินแดน (ข.2-36)
  2. บัญญัติ (ข.37-43)
  3. วิหาร (ข.44-50)

และจบลงด้วยการตำหนิผู้ที่มุ่งกล่าวโทษสเทเฟน (ข.57-52)

-คำกล่าวของสเทเฟนนี้ได้แยกศาสนายิวกับศาสนาคริสต์ออกจากกันอย่างเด็ดขาด และชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างความเชื่อเก่าและความเชื่อใหม่ (ที่ปรากฏในจดหมายฝากของ อ.เปาโล และผู้เขียน      พระธรรมฮีบรูในเวลาต่อมา)

7:2       “อับราฮัม…เมโสโปเตเมีย..ฮาราน” (Abraham … Mesopotamia, … Haran) = พระเจ้าเรียกอับราฮัมตั้งแต่อยู่ที่เมืองเออร์ ไม่ใช่ที่ฮาราน (ปท.ปฐก.12:1;15:7;นหม.9:7) และเรียกซ้ำอีกครั้งที่ ฮาราน(ยรม.15:19-21)

7:4       “แผ่นดินของชาวเคลเดีย” (the land of the Chaldeans) = แขวงหนึ่งทางใต้ของบาบิโลน ต่อมาใช้ชื่อนี้หมายถึงดินแดนบาบิโลนทั้งหมด

            “หลังจากบิดาของท่านเสียชีวิตแล้ว” (after his father died) ปฐก.11:26

            =บิดาของอับราฮัมคือ เทราห์ ซึ่งมีบุตร 3 คนคือ อับราฮัม ,นาโฮร์ และฮาราน  (ปฐก.11:26-12:1)

            -ฮารานอาจเป็นบุตรคนโตและอับราฮัมเกิดหลังจากนั้นอีก 60 ปี ดังนั้น เทราห์สิ้นชีวิตเมื่ออายุ 205 ปี        ไม่นานก่อนที่อับราฮัมจะเดินทางออกจากฮาราน ขณะเมื่อมีอายุ 75 ปี

7:6       “สี่ร้อยปี” (four hundred years  ) = เป็นตัวเลขกลม ๆ  ที่กล่าวถึงช่วงเวลาที่อิสราเอลอยู่ในอียิปต์        (อพย.12:40-41- ให้ตัวเลขว่า 430 ปี) ปท.ปฐก.15:16

            -ใน อพยพ 6:16-20 บ่งบอกว่า โมเสสเป็นรุ่นเหลนโหลนของเลวี บุตรของยาโคบ และเป็นพี่น้องของโยเซฟ

            = ทำให้ตั้งแต่เลวีถึงโมเสสนับได้ 4 ชั่วอายุคน ชั่วอายุละ 40 ปี เท่ากับ 400 ปี เท่ากับระยะเวลาที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็น 4 ชั่วอายุ

7:8       “พันธสัญญาแห่งการเข้าสุหนัต” (the covenant of circumcision) –ปฐก.17:10-11, เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับศาสนายิว ตั้งแต่ก่อนสร้าพระวิหาร และก่อนที่มีธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาอย่างที่พวกยิวปฏิบัติอยู่ในเวลาที่กล่าวถึงนี้

           “ยาโคบมีบุตรสิบสองคนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเรา”( Jacob of the twelve patriarchs)–ปฐก.35:23-26

7:9       “ขายเขา” (sold him) = กล่าวย้ำว่า ชาวยิวมักปฏิเสธคนของพระเจ้าเสมอมา สเทเฟนแถลงคดีเกี่ยวกับการปฏิเสธพระเยซูขึ้นมา โดยยกเรื่องที่พวกพี่ ๆ โยเซฟปฏิเสธตัวท่าน ขึ้นมาเทียงเคียง (ปฐก.37:12-36)

7:13     “พอครั้งที่สอง” (on the second ) –ปฐก.43

7:14     “จึงเชิญยาโคบบิดากับบรรดาญาติมิตรของตนเจ็ดสิบห้าคนให้มาหา” (summoned Jacob his father and all his kindred, seventy-five persons in all)  -แม้ในพระคัมภีร์ฮีบรูใช้จำนวนเลข 70 คน (ปฐก.46:26-27;อพย.1:5;ฉธบ.10:22) แต่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ฉบับแปลกรีก(เซปทัวจิ้น) เพิ่มชื่อบุตรหนึ่งคนของมนัสเสห์ บุตรสองคนของเอฟราอิม และหลานของนมัสเสห์กับเอฟราอิมอีกอย่างละคนใน ปฐก.46:20 จึงทำให้รวมกันเท่ากับ 75 คน ตามที่สเทเฟนกล่าวถึง

7:16     “นำศพไปฝังในเมืองเชเคมในอุโมงค์” (  carried back to Shechem and laid in the tomb )

          = สเทเฟนขมวดเรื่องราวในพันธสัญญาเดิมเข้าด้วยกัน เกี่ยวกับการซื้อที่ดินสองครั้ง (โดยอับราฮัมและยาโคบ)และที่ฝังศพ 2 ที่ (ที่เฮโบรนและเชเคม)

            -ตามพันธสัญญาเดิม อับราฮัมซื้อที่ดินที่เฮโบรน (ปฐก23:17-18) ฝังศพตัวเอง (ปฐก.25:9-11) อิสอัค (ปฐก.35:29) ยาโคบ (ปฐก.50:13) ยาโคบซื้อที่ดินที่เชเคม (ปฐก.33:19) ซึ่งต่อมาใช้เป็นที่ฝังศพโยเซฟ (ยชว.24:32)

            -โจซีฟัส นักประวัติศาสตร์ยิว บันทึกตามเรื่องราวที่ส่งต่อกันมาว่า พวกพี่น้องของโยเซฟถูกฝังที่เฮโบรน วิธีพูดของสเทเฟนที่เตือนใจว่า ยาโคบกับบรรพบุรุษทั้ง 12 คน ไม่ได้ถูกฝังในอียิปต์ เป็นเรื่องแปลกหูสำหรับคนในยุคนี้ แต่ผู้ฟังของสเทเฟนเข้าใจดี

7:18     “กษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักโยเซฟ ได้ขึ้นครองราชสมบัติในอียิปต์”( Egypt another king who did not know Joseph.) –อพย.1:8

7:22     “โมเสสจึงได้รับการสอนในเรื่องวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์ มีสมรรถภาพในการพูด และในกิจการต่าง ๆ”  (Moses was instructed in all the wisdom of the Egyptians, and he was mighty in his words and deeds) –แม้ในพันธสัญญาเดิมไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่คาดว่า คงเป็นเช่นนั้น เพราะโมเสสเติบโตในวังของธิดาฟาโรห์

            นักประวัติศาสตร์ ทั้งฟิโล และโจซีฟัส กล่าวว่า โมเสสมีการศึกษาดี “มีสมรรถภาพในการพูด” (he was mighty in his words ) = “ทรงอำนาจทั้งด้านวาจา” –อพย.4:10

7:23     “โมเสสมีอายุย่างเข้าสี่สิบปี” (he was forty years old) = ก่อนช่วงอายุที่โมเสสหนีออกจากอียิปต์ในเวลาต่อจากนี้ จนเมื่อท่านอายุ 80 ปี พระเจ้าส่งท่านไปหาฟาโรห์ (อพย.7:17) และท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ 120 ปี (ฉธบ.34:7)

7:29     “หนีไปอาศัยอยู่ที่แผ่นดินในมีเดียน” (Moses fled and became an exile in the land of Midian)

           = เมื่อถูกคนร่วมชาติปฏิเสธ โมเสสกลัวว่าพวกเขาจะไปฟ้องฟาโรห์ ก็หนีไปมีเดียน (อพย.2:15) ดินแดนถูกขนาบด้วยทั้ง 2 ฝั่งของอ่าว อาคาบา (อพย.2:12)

            “มีบุตรสองคนที่นั่น” (the father of two sons)  คือ เกอร์โชม และเอลีเยเซอร์ (อพย.2:22;18:3-4; 1พศด.23:15)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยถูกคาดคั้นหรือซักฟอกหรือฟ้องร้องบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร? จริงหรือไม่? แล้วผลออกมาอย่างไร?
  2. คุณเคยมีประสบการณ์กับการที่พระเจ้าปรากฏต่อคุณหรือไม่? อย่างไร? และส่งผลอะไรต่อชีวิตของคุณบ้าง?
  3. คุณเชื่อมั่นในพระสัญญาของพระเจ้า(ที่มีต่อคุณ) ในข้อใดมากที่สุด? แล้วคุณได้ตามนั้นแล้วหรือไม่? อย่างไร?
  4. คุณเคยเจ็บปวดหรือกลัวเพราะถูกอิจฉาริษยาหรือไม่? จากใคร? ในเรื่องอะไร? แล้วลงเอยอย่างไร?
  5. คุณเคยมีประสบการณ์กับการ “ต้นร้ายปลายดี” บ้างหรือไม่? เรื่องราวเป็นอย่างไร? (แบ่งปัน)
  6. คุณเคยประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณรอดมาได้อย่างไร?
  7. คุณเคยมีประสบการณ์กับ “ต้นดีปลายร้าย” บ้างหรือไม่? อย่างไร ทำไม? แล้วคุณฟันฝ่ามาได้อย่างไร?
  8. คุณเคยประสบกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของคุณแบบฉับพลันอย่างสิ้นเชิงบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? และอย่างไร? แล้วพระเจ้าทรงช่วยหรือทรงนำชีวิตของคุณอย่างไร?

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer