บทเรียนพระธรรมกิจการของอัครทูต บทเรียนที่ 7

อัครทูตถูกข่มเหง

พระธรรม        กิจการ 5:17-42

อ้างอิง            กจ2:46;4:1-3,18-21;10:39;13:29-32;15:5;22:3;ปฐก16:7;อพย1:17;3:2;ยน15:21;20:12;6:63,68;มธ5:2;มก16:19;ลก24:47-48;2พศด13:12;สภษ21:30

บทนำ             คนที่ปรารถนาติดตามพระเจ้าจะถูกข่มเหง อัครทูตก็เผชิญเช่นนั้นเมื่อพวกเขาติดตามพระคริสต์ แต่พวกเขากลับเห็นว่า นั่นเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความอับอายเพื่อพระนามของพระองค์

บทเรียน

5:17 “มหาปุโรหิตและพรรคพวกคือพวกสะดูสีมีความอิจฉาอย่างยิ่ง 

        (But the high priest rose up, and all who were with him (that is, the party of the Sadducees), and filled  with Jealousy) 

5:18 “จึงจับพวกอัครทูตขังไว้ในคุกหลว”  

        (they arrested the apostles and put them in the public prison.) 

5:19 “แต่ในเวลากลางคืนทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเปิดประตูคุกพาพวกอัครทูตออกไป และบอกว่า”

        (But during the night an angel of the Lord opened the prison doors and brought them out, and said)

5:20  “จงไปยืนในบริเวณพระวิหารประกาศบรรดาข้อความแห่งชีวิตใหม่นี้ให้ประชาชนฟัง” 

        (Go and stand in the temple and speak to the people all the words of this Life.)

5:21 “เมื่อพวกอัครทูตได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าไปในบริเวณพระวิหารตอนรุ่งเช้าและสั่งสอน แต่มหาปุโรหิตกับพรรคพวกเรียกประชุมสภายิวและสมาชิกสภาทั้งหมดของคนอิสราเอล แล้วใช้คนไปที่คุกเพื่อพาพวกอัครทูตออกมา” 

       (And when they heard this, they entered the temple at daybreak and began to teach. Now when the high priest came, and those who were with him, they called together the council, all the senate of the people of Israel, and sent to the prison to have them brought. 

5:22  “พวกเจ้าหน้าที่ก็ไปแต่ไม่พบพวกอัครทูตในคุก จึงกลับมารายงานว่า”

        (But when the officers came, they did not find them in the prison, so they returned and reported) 

5:23  “เราเห็นคุกปิดอยู่แน่นหนามั่นคงและพวกยามยืนเฝ้าอยู่ตามประตู แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป ไม่เห็นใครอยู่ข้างใน”

        (“We found the prison securely locked and the guards standing at the doors, but when we opened them we found no one inside.” )

5:24 “เมื่อหัวหน้ารักษาพระวิหารกับพวกหัวหน้าปุโรหิตได้ยินคำเหล่านี้ ก็ฉงนสนเท่ห์ในเรื่องของพวกอัครทูตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป” 

       (Now when the captain of the temple and the chief priests heard these words, they were greatly perplexed about them, wondering what this would come to.)

5:25 “มีคนมาบอกพวกเขาว่า “นี่แน่ะ บรรดาคนที่ท่านทั้งหลายขังไว้ในคุกกำลังยืนสั่งสอนประชาชนอยู่ในบริเวณพระวิหาร” 

      (And someone came and told them, “Look! The men whom you put in prison are standing in the temple  and teaching the people.”) 

5:26 “แล้วหัวหน้ารักษาพระวิหารกับพวกเจ้าหน้าที่ก็ไปพาพวกอัครทูตมาโดยไม่ได้ทำอะไรรุนแรง เพราะกลัวว่าประชาชนจะเอาหินขว้าง”

      (Then the captain with the officers went and brought them, but not by force, for they were afraid of being stoned by the people.)

5:27 “เมื่อพวกเขาพาพวกอัครทูตมาแล้วก็ให้ยืนหน้าสภา มหาปุโรหิตจึงกล่าวว่า”

       (And when they had brought them, they set them before the council. And the high priest questioned them)

5:28  “เรากำชับพวกเจ้าอย่างแข็งขันแล้วว่าอย่าสอนโดยออกชื่อนี้ นี่แน่ะ พวกเจ้าทำให้คำสอนของพวกเจ้าแพร่ไปทั่วกรุงเยรูซาเล็มและต้องการให้ความผิดเรื่องการตายของคนนั้นตกอยู่กับเรา”

        (saying, “We strictly charged you not to teach in this name, yet here you have filled Jerusalem with  your teaching, and you intend to bring this man’s blood upon us.)

5:29 “เปโตรกับอัครทูตคนอื่นๆ ตอบว่า “เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์” 

        (But Peter and the apostles answered, “We must obey God rather than men.) 

5:30 “พระเยซูผู้ซึ่งพวกท่านฆ่าเสียโดยแขวนไว้ที่ต้นไม้หมายถึง กางเขนนั้น พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราทรงให้เป็นขึ้นมาแล้ว”

       (The God of our fathers raised Jesus, whom you killed by hanging him on a tree.) 

5:31 “พระเจ้าทรงตั้งพระองค์ไว้ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ให้เป็นองค์พระผู้นำและองค์พระผู้ช่วยให้รอด เพื่อจะให้ชนอิสราเอลกลับใจใหม่ แล้วจะทรงอภัยบาปของเขาทั้งหลาย” 

       (God exalted him at his right hand as Leader and Savior, to give repentance to Israel and forgiveness of sins.) 

5:32 “เราคือสักขีพยานของเรื่องเหล่านี้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเจ้าประทานกับทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้นก็เป็นพยานด้วย

       (And we are witnesses to these things, and so is the Holy Spirit, whom God has given to those who obey him.”)

5:33 “เมื่อพวกเขาฟังแล้วก็โกรธมาก คิดกันว่าจะฆ่าพวกอัครทูตเสีย” 

       (When they heard this, they were enraged and wanted to kill them.) 

5:34 “แต่มีคนหนึ่งชื่อกามาลิเอล เป็นพวกฟาริสีและเป็นอาจารย์สอนธรรมบัญญัติ เป็นที่นับถือของประชาชน เขายืนขึ้นในสภาแล้วสั่งให้พาพวกอัครทูตออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง” 

      (But a Pharisee in the council named Gamaliel, a teacher of the law held in honor by all the people, stood up and gave orders to put the men outside for a little while.) 

5:35 “ท่านกล่าวกับพวกเขาว่า “ท่านชนชาติอิสราเอล สิ่งที่ท่านทั้งหลายคิดจะทำกับคนเหล่านี้นั้น จงระวังให้ดี” 

      (And he said to them, “Men of Israel, take care what you are about to do with these men.) 

5:36 “เพราะก่อนหน้านี้มีคนหนึ่งชื่อธุดาสซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีผู้คนติดตามประมาณสี่ร้อยคน แต่ธุดาสถูกฆ่าและคนที่เป็นพรรคพวกก็กระจัดกระจายสาบสูญไป”

       (For before these days Theudas rose up, claiming to be somebody, and a number of men, about four hundred,  joined him. He was killed, and all who followed him were dispersed and came to nothing.) 

5:37 “ต่อจากคนนี้มีอีกคนหนึ่งชื่อยูดาส เป็นชาวกาลิลีปรากฏตัวขึ้นในช่วงที่มีการจดทะเบียนสำมะโนครัว เขาเกลี้ยกล่อมผู้คนให้ติดตามเขาไป และคนนั้นก็พินาศด้วย คนที่เป็นพรรคพวกก็กระจัดกระจาย”

      (After him Judas the Galilean rose up in the days of the census and drew away some of the people after him. He too perished, and all who followed him were scattered.) 

5:38 “เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ ข้าพเจ้าจึงขอบอกพวกท่านว่า จงปล่อยคนเหล่านี้ไปตามเรื่อง อย่าทำอะไรพวกเขาเลย เพราะว่าถ้าความคิดหรือกิจการนี้มาจากมนุษย์ มันจะล่มสลายไปเอง”

      (So in the present case I tell you, keep away from these men and let them alone, for if this plan or this undertaking is of man, it will fail)

5:39 “แต่ถ้ามาจากพระเจ้า พวกท่านจะไม่สามารถทำลายพวกเขาได้ เกรงว่าพวกท่านกลับจะเป็นฝ่ายสู้รบกับพระเจ้า”

     (but if it is of God, you will not be able to overthrow them. You might even be found opposing God! “So they took his advice,)

5:40 “พวกเขาจึงยอมฟังกามาลิเอล และเมื่อเรียกพวกอัครทูตเข้ามาแล้ว ก็เฆี่ยนและกำชับไม่ให้สอนในนามของพระเยซูแล้วปล่อยไป” 

     (and when they had called in the apostles, they beat them and charged them not to speak in the name of Jesus, and let them go. )

5:41 “พวกอัครทูตจึงออกจากสภาไปด้วยความยินดี ที่พระเจ้าทรงนับว่าพวกเขามีค่าสมควรได้รับการหลู่เกียรติเพราะพระนามนั้น” 

     (Then they left the presence of the council, rejoicing that they were counted worthy to suffer dishonor for the name.) 

5:42 “พวกเขาสั่งสอนและประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ทุกๆ วันไม่ได้ขาด ทั้งในบริเวณพระวิหารและตามบ้านเรือน”

     (And every day, in the temple and from house to house, they did not cease teaching and preaching that the Christ is Jesus.)

ข้อมูลมีประโยชน์


5:17     ”มหาปโรหิต” (high priest )
             -คายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตที่โรมยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่ชาวยิวถือว่าอันนาสพ่อตาของคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตตัวจริง เพราะตำแหน่งหน้าที่ปุโรหิตต้องเป็นตลอดชีวิต(4:6)
            “พรรคพวก”  (the party) =พวกพ้อง คือสมาชิกในครอบครัวของเขา
            “สะดูสี” (the Sadducees) -ดู4:1
5:18     ”คุกหลวง” (the public prison) = คุกสาธารณะ
            -ท่านถูกจับเพื่อรอการไต่สวนในวันถัดไป
5:19     ”ทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ( an angel of the Lord)
            -วลีนี้ใช้ 4 ครั้งในกิจการ
                        1) 7:30-38 (สเทเฟนกล่าวถึง)
                        2) 8:26 (นำทางฟิลิป)
                        3) 12:7-10 (ช่วยเปโตร)
                        4) 12:23(ลงโทษเฮโรด)
                        -ปท.มธ1:20-24;2:13,19;28:2;ลก.1:11-38;2:9;ปฐก1:7;2พกษ.1:3;สดด.34:7;ศคย.1:8
5:20     ”ข้อความแห่งชีวิตใหม่” (the words of this Life)=ข่าวประเสริฐแห่งชีวิตนิรันดร์

             -ยน6:68;รม6:4;2คร5:17;ฟป1:21
5:21     ”สภายิว”  (the senate of the people of Israel,) =สภาแซนเฮดริน ซึ่งเป็นศาลสูงของยิว มีสมาชิก 70-100  คน (เหมาะสมที่71คน)จะนั่งเป็นครึ่งวงกลม ข้างหลังมีสาวกของ “คนที่มีการศึกษา อีก 3 แถว และมีเสมียนของสภายืนอยู่ข้างหน้า (มก.14:55)
5:24     ”หัวหน้ารักษาพระวิหาร” ( the captain of the temple ) -4:1
5:28     ”ต้องการให้ความผิดเรื่องการตายของคนนั้นตกอยู่กับเรา”( you intend to bring this man’s blood upon us) = ทำให้เรามีความผิดเนื่องด้วยความตายของชายผู้นี้,อาจเป็นการอ้างถึงคำประกาศย้ำของอัครทูตว่า พวกยิวและผู้นำยิวบางคนได้ฆ่าพระเยซู (2:23;3:13-15;4:10-11;มธ27:25)

5:30     ”ต้นไม้” (tree) =ไม้กางเขน (1ปต2:24;ฉธบ21:22-23)
5:32     ”พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเจ้าประทานกับทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้นก็เป็นพยานด้วย” 

            (the Holy Spirit, whom God has given to those who obey him.) -ยน15:26-27

           =คำพยานของสาวกได้รับการสอนและยืนยันจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ทรงทำให้โลกสำนึกในความผิดบาปทางพระวจนะ (ยน16:8-11)  และประทานให้แก่ผู้ตอบสนองต่อพระเจ้าด้วยความเชื่อฟัง(รม1:5)

5:34    ”กามาลิเอลเป็นพวกฟาริสี” (a Pharisee in the council named Gamaliel) = อาจารย์ชาวยิวที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น อาจเป็นหลานของฮิลเลล ซึ่งมีทัศนคติเป็นกลาง เหมือนที่เขาเป็น (มธ19:3) เห็นได้จากคำแนะนำที่รอบคอบของเขาในตอนนี้
            -เปาโลก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของกามาลิเอลด้วย
5:37     ”ยูดาส เป็นชาวกาลิลี”( Judas the Galilean) -โจซีฟัสนักประวัติศาสตร์ชาวยิว อ้างอิงยูดาสว่าเป็นคนมาจากกามาลาในกัวลานิติส ซึ่งไม่ยอมถวายบรรณาการแก่ซีซาร์ ในที่สุดการก่อการจลาจลของเขาถูกปราบปราม แต่ความเคลื่อนไหวที่เริ่มโดยเขายังอาจดำเนินต่อไปโดยพรรคชาตินิยม (1:13;มธ10:4)
            “ในช่วงที่มีการจดทะเบียนสำมะโนครัว” (in the days of the census) =ไม่ใช่การจดทะเบียนสำมะโนครัวครั้งแรกในสมัยคีรินิอัสใน ลูกา 2:2 แต่เป็นอีกครั้งในค.ศ.6

5:40     “เฆี่ยน” (beat)=โบยตี ตามการลงโทษของยิว จำนวน 39 ที (2คร.11:24)

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยต้องประสบเคราะห์ภัย เพราะความอิจฉาริษยาของผู้อื่นบ้างไหม? เรื่องอะไร? และอย่างไร?
  2. คุณเคยได้รับการช่วยเหลืออย่างเหลือเชื่อจากพระเจ้าหรือไม่? ในเรื่องอะไร? อย่างไร?
  3. คุณทำอะไรบ้างเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า? ส่งผลต่อคริสตจักรของพระเจ้าและผู้อื่นอย่างไรบ้าง?
  4. ชีวิตของคุณได้ทำให้คนอื่น (รวมทั้งคนที่ไม่ชอบคุณ) ฉงนสนเท่ห์บ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? ทำไม?
  5. คุณเคยถูกข่มขี่ บังคับหรือกลั่นแกล้งไม่ให้กระทำบางสิ่งที่พระเจ้าบัญชาให้คุณกระทำบ้างหรือไม่? อย่างไร?  แล้วคุณสนองตอบอย่างไร? แล้วมีผลอะไรตามมา?
  6. คุณเคยกล่าวประโยคเช่นนี้ ต่อผู้ใดในชีวิตที่ผ่านมาหรือไม่ว่า “เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์!”?
  7. คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าอย่าไปต่อต้านหรือต่อสู้ผู้ใดในสิ่งที่เราไม่รู้แน่ชัดจริงๆ ว่าถูกหรือผิด มาจากพระเจ้าหรือไมและควรปล่อยให้พระเจ้าจัดการเอง? ทำไม?
  8. คุณเคยมีความยินดีและรู้สึกว่าตัวเองมีค่าเพราะการถูกหลู่เกียรติเพื่อพระนามของพระเยซูบ้างหรือไม่? ในเรื่องอะไร? แล้วคุณตอบสนองอย่างไร? และมีอะไรเกิดขึ้นตามมา?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

สารจากศิษยาภิบาล

20  พฤษภาคม 2018

สวัสดีพี่น้อง CJ ที่รัก

ผมดีใจที่พี่น้องมานมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรร่วมกันได้ในวันนี้ การเข้าใกล้พระเจ้าร่วมกับพี่น้องเป็นวิถีชีวิตที่ปลอดภัย การห่างจากพระเจ้า หรือการประมาทแม้แต่เพียงแค่วินาทีเดียวก็อาจนำความทุกข์มหันต์มาสู่ชีวิตของเราตลอดไปก็เป็นได้ ฉะนั้น อย่าเสี่ยงวิ่งหาความเจ็บปวดเลยนะครับ

ผมดีใจที่พี่น้องตื่นตัว มาเรียนพระคัมภีร์ในวันอาทิตย์ และวัน พฤหัส ที่นี่ กันมากขึ้นโดย เฉพาะอย่างยิ่ง เรากำลังเริ่มต้นเรียนพระธรรมกิจการ ที่เป็นพระธรรมที่สำคัญมากต่อชีวิตเราแต่ละคนเป็นส่วนตัว และต่อคริสตจักรเป็นส่วนรวม ดังนั้น หากไม่ป่วย ไม่ตาย ไม่ติดธุระคอขาดบาดตาย ขอเชิญชวนให้ทุกท่านมาเรียนพระคัมภีร์ด้วยกันให้ได้นะครับ ไม่ว่ารถจะติดฝนจะตก  ท่านจะได้รับประโยชน์และพระพรอย่างมากมายแน่นอน  ให้ถือคติว่ามาสายดีกว่าไม่มา เพราะว่าจะช่วยทั้งตัวของพี่น้องเองและของคริสตจักร

ผมดีใจที่เวลานี้ คุณตูน (ชลที) ของเรากำลัง สมัครเข้ารับการอบรม ผู้นำในหลักสูตรของ HAGGAI INTERNATIONAL เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ที่ USA เชื่อว่าจะได้รับติดเขี้ยวเล็บกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการเสริมพี่น้องในคริสตจักรได้อย่างมีพลังและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผ่านมา ขออธิษฐานเผื่อด้วย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณตอย และตั้งใจ) เพราะถ้าคุณตูนได้ไป ก็จะไปเร็วที่สุด ในเดือนกรกฎาคมนี้ เลย

ผู้ใดสนใจ สมัครเข้ารับการอบรมในหลักสูตรเดียวกันนี้ ขอลองคุยกับคุณตูนหรือคุณเอ๋ นะครับ!

หากผู้ใดไม่อาจไป 3 สัปดาห์ ได้ เรามีหลักสูตรอบรมฉบับย่อ 5 วัน เป็นภาษาไทย วันที 29 ต.ค – 2 พ.ย. นี้ จัดโดยทีม HAGGAI THAILAND ค่าลงทะเบียน ท่านละ 7,000 บาท ผู้ใดสนใจ สมัครได้ที่ คุณแดง (ผมไปด้วย)

ขออธิษฐานเผื่อค่ายคริสตจักรของเรา ที่กำลังหาโรงแรมใหม่ ขอพระเจ้าทรงบันดาลให้เป็นค่ายที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีแก่พวกเรา หากผู้ใดยังไม่ได้สมัคร รับด่วนเลยนะครับ  ผู้ใดยังไม่ได้ชำระเงิน รีบเลยนะครับ  การสมัครของท่านมีผลต่อการจองโรงแรมครับ

คริสตจักรของเราจะมีพิธีให้บัพติศมา ในวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค. นี้  ผู้ที่สนใจรับ แจ้งที่ครูเอ๋ ด่วน เพราะต้องมีการอบรมก่อนในวันที่ 25 พ.ค. เวลา 18.00-19.00 น.

วันนี้ ขอแนะนำสมาชิกให้รู้จักอีกท่านหนึ่งคือ คุณอธิพัชร์ ดำรงค์เจริญรักษ์  ชื่อเล่น : คอม  อาชีพ นักศึกษา

1.ถาม มาเชื่อพระเจ้า/มาเป็นสมาชิกCJ ได้อย่างไร   ผ่านใครหรือช่องทางใด ?

  ตอบ “ตอนแรกผมไม่ได้เป็นคริสเตียนครับ แล้วตอนนั้นผมอายุประมาณ 10 ขวบก็มีคนชวนคุณแม่ของผมไปโบสถ์ครับ ผมก็ไปกับ แม่ หลังจากไปโบสถ์เรื่อยๆ ครอบครัวของพวกเราก็รับเชื่อพร้อมกันครับ

2.ถาม ประทับใจอะไรเกี่ยวกับ CJ หรืออยากขอบคุณพระเจ้าอะไรผ่าน CJ??

  ตอบ สิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจในคริสตจักรแห่งความสุข หรือ CJ  ก็คือรอยยิ้มที่มีให้กันครับ ทุกครั้งที่ไปก็จะมีคนมา ถามทุกครั้งว่า เป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย เค้าจะถามพร้อมกับรอยยิ้ม และคำหนุนใจทุกครั้งไปครับ ซึ่งผมรู้สึกได้ว่าสิ่งที่เค้าทำกับผมและคนอื่น มาจากใจของเค้าจริงๆ

3.ถาม อยากมีส่วนตอบแทนพระคุณพระเจ้าหรือทำอะไรผ่านทาง CJ บ้าง อย่างไร ?

  ตอบ ผมอยากที่จะเป็นลูกของพระเจ้าที่มีความร้อนรนมากขึ้น อยากประกาศเรื่องราวของพระองค์ อย่างเข่น ชวนเขามาที่คริสตจักรนี้ครับ เพราะว่าที่นี่เรารักกันและปฏิบัติต่อกันด้วยความรักของพระเจ้าจริงๆ (แต่ไม่ได้หมายความว่าโบสถ์ที่อื่นจะไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ผมเพียงพูดจากความรู้สึกของผม) ส่วนตัวผมตอบแทนพระเจ้ายังไงก็คงไม่หมดครับ แค่ติดว่าจะตั้งใจเชื่อฟังพระเจ้าครับ หลังจากที่ดำเนินกับพระเจ้า มาได้หลายปี ผมรู้สึกว่าผมได้รับการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ทั้งทางด้านการใช้สติ การควบคุมอารมณ์ จนเพื่อนๆ ยังถามเลยว่า เฮ้ยทำไมเอ็งนิสัยดีจังอ่ะ? ผมก็ตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน เป็นไปเอง แต่พอผมย้อนมาดูก็ต้องยอมรับว่าพระเจ้าต่างหากที่เปลี่ยนแปลงผมจริงๆ ครับ”

ขอบคุณ คุณคอม ครับ !

ขอพระเจ้าอวยพรคุณอธิพัชร์ ดำรงค์เจริญรักษ์ (คอม) และทุกท่านครับ
                                                                                               

ด้วยรักจากใจจริง

(ธงชัย  ประดับชนานุรัตน์) ศิษยาภิบาล

พระกิตติคุณยอห์น บทเรียนที่ 6

สิทธิอำนาจของพระบุตร

พระธรรม        ยอห์น 5:1-47

อ้างอิง       ยน.1:29;3:15-18;4:21-23;5:16-22;8:11,14,43,47;9:4,14;10:30-33,39;14:10,24;16:32;19:13;

17, 20;20:16

บทนำ          คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือ มีแต่พระเยซูคริสต์เท่านั้นที่ทรงสิทธิอำนาจในการที่ช่วยพวกเขาได้ คุณยอมให้พระเจ้าทรงใช้ชีวิตและสิ่งที่คุณมีอยู่เพื่อกระทำกิจแห่งความดีงามนั้นหรือไม่?

บทเรียน

5:1 “หลังจากนั้นก็ถึงเทศกาลของพวกยิว และพระเยซูก็เสด็จขึ้นไปที่กรุงเยรูซาเล็ม

      (After this there was a feast of the Jews, and Jesus went up to Jerusalem.)

5:2 “ที่ริมประตูแกะในกรุงเยรูซาเล็มมีสระน้ำ ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้นว่า เบธซาธา ที่นั่นมีศาลาห้าหลัง” 

      (Now there is in Jerusalem by the Sheep Gate a pool, in Aramaic called Bethesda, which has five roofed  colonnades.)

5:3 “ในศาลาเหล่านั้นมีคนป่วยจำนวนมาก มีทั้งคนตาบอด คนง่อย และคนเป็นอัมพาตนอนอยู่” 

      (In these lay a multitude of invalids—blind, lame, and paralyzed.)

5:5 “ที่นั่นมีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว” 

      (One man was there who had been an invalid for thirty-eight years.)

5:6 “เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นคนนั้นนอนอยู่ และทรงทราบว่าเขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?”

      (When Jesus saw him lying there and knew that he had already been there a long time, he said to him, “Do you want to be healed?”)

5:7 “คนป่วยคนนั้นทูลตอบพระองค์ว่า “ท่านเจ้าข้า เมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น ไม่มีใครเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ แล้วพอจะลง‍ไเอง คนอื่นก็ลงไปก่อนแล้ว” 

      (The sick man answered him, “Sir, I have no one to put me into the pool when the water is stirred up, and while I am going another steps down before me.” )

5:8 “พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ลุกขึ้นเถิด จงยกแคร่ของท่านเดินไป” 

      (Jesus said to him, “Get up, take up your bed, and walk.)

5:9 “ทันใดนั้นเขาก็หายเป็นปกติและยกแคร่ของเขาเดินไปแต่วันนั้นเป็นวันสะบาโต” 

       (And at once the man was healed, and he took up his bed and walked. Now that day was the Sabbath.)

5:10 “พวกยิวจึงพูดกับชายที่พระองค์ทรงรักษานั้นว่า “วันนี้เป็นวันสะบาโต การที่เจ้าแบกแคร่ไปนั้นผิดบัญญัติ” 

        (So the Jews said to the man who had been healed, “It is the Sabbath, and it is not lawful for you to take  up your bed.)

5:11 “คนนั้นจึงตอบพวกเขาว่า “คนที่รักษาข้าพเจ้าให้หายสั่งว่า ‘จงยกแคร่ของท่านและเดินไป” 

      (But he answered them, “The man who healed me, that man said to me, ‘Take up your bed, and walk.’)

5:12 “พวกยิวถามเขาว่า “คนที่สั่งเจ้าว่า ‘จงยกแคร่และเดินไป’ นั้นเป็นใคร?” 

      (They asked him, “Who is the man who said to you, ‘Take up your bed and walk’?”)

5:13 “คนที่ได้รับการรักษานั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะพระเยซูทรงหายไปท่ามกลางฝูงชนที่อยู่ที่นั่น” 

        (Now the man who had been healed did not know who it was, for Jesus had withdrawn, as there was a crowd in the place.)

5:14 “ภายหลังพระเยซูทรงพบคนนั้นในบริเวณพระวิหารจึงตรัสกับเขาว่า “นี่แน่ะ ท่านหายโรคแล้ว อย่าทำบาปอีก เพื่อจะไม่มีเหตุเลวร้ายกว่านั้นเกิดกับท่าน

      (Afterward Jesus found him in the temple and said to him, “See, you are well! Sin no more, that nothing worse may happen to you.”)

5:15 “ชายคนนั้นก็ออกไปบอกพวกยิวว่าคนที่ทำให้เขาหายนั้นคือพระเยซู” 

      (The man went away and told the Jews that it was Jesus who had healed him.)

5:16 “เพราะเหตุนี้พวกยิวจึงเริ่มต้นข่มเหงพระเยซู เพราะพระองค์ทรงทำสิ่งเหล่านี้ในวันสะบาโต” 

      (And this was why the Jews were persecuting Jesus, because he was doing these things on the Sabbath.)

5:17 “แต่พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “พระบิดาของเรายังทรงทำงานอยู่เรื่อยๆ และเราก็ทำด้วย

       (But Jesus answered them, “My Father is working until now, and I am working.)

5:18 “เพราะเหตุนี้พวกยิวยิ่งหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ ไม่ใช่เพราะพระองค์ฝ่าฝืนกฎวันสะบาโตเท่านั้น แต่ยังเรียกพระเจ้าเป็นบิดาด้วย ซึ่งเป็นการทำตัวเสมอพระเจ้า”

      (This was why the Jews were seeking all the more to kill him, because not only was he breaking the Sabbath, but he was even calling God his own Father, making himself equal with God.)

5:19 “พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า พระบุตรจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทำ สิ่งนั้นพระบุตรจะทำเหมือนกัน”

      (So Jesus said to them, “Truly, truly, I say to you, the Son can do nothing of his own accord, but only what  he sees the Father doing. For whatever the Father does, that the Son does likewise.)

5:20 “เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตรและทรงแสดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ และพระองค์จะทรงแสดงให้​พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีกที่พวกท่านจะประหลาดใจ”

       (For the Father loves the Son and shows him all that he himself is doing. And greater works than  these will he show him, so that you may marvel.) 

5:21 “เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วเป็นขึ้นมาและประทานชีวิตให้อย่างไร พระบุตรก็จะให้ชีวิตแก่คนที่ท่านปรารถนาจะให้อย่างนั้น” 

     (For as the Father raises the dead and gives them life, so also the Son gives life to whom he will.)

5:22 “เพราะว่าพระบิดาไม่ทรงพิพากษาใคร แต่ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร”

      (The Father judges no one, but has given all judgment to the Son,)

5:23 “เพื่อทุกคนจะได้ถวายพระเกียรติแด่พระบุตรเหมือนที่พวกเขาถวายเกียรติแด่พระบิดา คนไหนไม่ถวายพระเกียรติแด่​พระบุตร คนนั้นก็ไม่ถวายพระเกียรติแด่พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา” 

     (that all may honor the Son, just as they honor the Father. Whoever does not honor the Son does not honor the Father who sent him.)

5:24 “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ถ้าใครฟังคำของเราและวางใจผู้ทรงใช้เรามา คนนั้นก็มีชีวิตนิรันดร์และไม่ถูกพิพากษาแต่ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว”

     (Truly, truly, I say to you, whoever hears my word and believes him who sent me has eternal life. He does  not come into judgment, but has passed from death to life.)

5:25 “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า เวลากำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อคนตายจะได้ยินเสียงพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาคนที่ได้ยินจะมีชีวิต” 

     (“Truly, truly, I say to you, an hour is coming, and is now here, when the dead will hear the voice of the Son of God, and those who hear will live.)

5:26 “เพราะว่าพระบิดาทรงมีชีวิตในพระองค์เองอย่างไร พระองค์ก็ทรงให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์เองอย่างนั้น” 

      (For as the Father has life in himself, so he has granted the Son also to have life in himself.)

5:27 “และทรงให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะทำการพิพากษาเพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์”

      (And he has given him authority to execute judgment, because he is the Son of Man.)

5:28 “อย่าประหลาดใจในข้อนี้เลย เพราะใกล้จะถึงเวลาที่ทุกคนที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพจะได้ยินเสียงของพระบุตร”

      (Do not marvel at this, for an hour is coming when all who are in the tombs will hear his voice)

5:29 “และจะก้าวออกมา คนที่ประพฤติดีก็เป็นขึ้นมาสู่ชีวิต คนที่ประพฤติชั่วก็เป็นขึ้นมาสู่การพิพากษา”

     (and come out, those who have done good to the resurrection of life, and those who have done evil to the resurrection of judgment.)

5:30“เราจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ เราได้ยินอย่างไรเราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเราไม่ได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามา”

     (“I can do nothing on my own. As I hear, I judge, and my judgment is just, because I seek not my own will but the will of him who sent me.)

5:31 “ถ้าเราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง คำพยานของเราก็ไม่จริง”

     (If I alone bear witness about myself, my testimony is not true.)

5:32 “มีอีกผู้หนึ่งที่เป็นพยานให้แก่เรา และเรารู้ว่าคำพยานที่พระองค์ทรงให้แก่เรานั้นเป็นความจริง”

     (There is another who bears witness about me, and I know that the testimony that he bears about me is true.)

5:33 “พวกท่านใช้คนไปหายอห์น และยอห์นก็เป็นพยานถึงความจริง” 

       (You sent to John, and he has borne witness to the truth.) 

5:34 “เราไม่ต้องรับคำพยานจากมนุษย์ การที่เรากล่าวสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อให้พวกท่านรอด” 

       (Not that the testimony that I receive is from man, but I say these things so that you may be saved.)

5:35 “ยอห์นเป็นโคมที่จุดสว่างไสว และพวกท่านก็พร้อมจะชื่นชมยินดีในความสว่างของยอห์นชั่วขณะหนึ่ง” 

      (He was a burning and shining lamp, and you were willing to rejoice for a while in his light.)

5:36 “แต่คำพยานที่เรามีนั้นยิ่งใหญ่กว่าคำพยานของยอห์น เพราะว่างานที่พระบิดาทรงมอบให้เราทำจนสำเร็จและเป็นงานที่เรากำลังทำอยู่นั้น เป็นพยานให้กับเราว่าพระบิดาทรงใช้เรามา” 

      (But the testimony that I have is greater than that of John. For the works that the Father has given me to accomplish, the very works that I am doing, bear witness about me that the Father has sent me.)

5:37 “และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงเป็นพยานให้กับเรา พวกท่านไม่เคยได้ยินเสียงของพระองค์และไม่เคยเห็นรูปร่างของพระองค์” 

      (And the Father who sent me has himself borne witness about me. His voice you have never heard, his form you have never seen,)

5:38 “และท่านไม่มีพระดำรัสของพระองค์อยู่ในตัวท่าน เพราะว่าพวกท่านไม่ได้วางใจผู้ที่พระบิดาทรงใช้มานั้น” 

    (and you do not have his word abiding in you, for you do not believe the one whom he has sent.)

5:39 “พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเองเป็นพยานให้กับเรา” 

     (You search the Scriptures because you think that in them you have eternal life; and it is they that bear witness about me,) 

5:40 “แต่พวกท่านก็ยังไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” 

       (yet you refuse to come to me that you may have life.)

5:41 “เราไม่ยอมรับเกียรติจากมนุษย์” 

     (I do not receive glory from people.)

5:42 “แต่เรารู้ว่าพวกท่านไม่มีความรักของพระเจ้าในตัวท่าน 

     (But I know that you do not have the love of God within you.) 

5:43 “เรามาในพระนามพระบิดาของเราและพวกท่านไม่ยอมรับเรา ถ้าคนอื่นมาในนามของเขาเอง พวกท่านก็จะรับคนนั้น”

        (I have come in my Father’s name, and you do not receive me. If another comes in his own name, you will receive him.)

5:44 “พวกท่านจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อท่านรับเกียรติจากกันและกันเองและไม่ได้แสวงหาเกียรติที่มาจากพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว?”

     (How can you believe, when you receive glory from one another and do not seek the glory that  comes from the only God?) 

5:45 “อย่าคิดว่าเราจะฟ้องพวกท่านต่อพระบิดา มีคนฟ้องท่านแล้วคือโมเสสผู้ที่พวกท่านตั้งความหวัง”

     (Do not think that I will accuse you to the Father. There is one who accuses you: Moses, on whom you have set your hope.)

5:46 “ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อโมเสส ท่านก็น่าจะเชื่อเรา เพราะโมเสสเขียนถึงเรา”

       (For if you believed Moses, you would believe me; for he wrote of me.)

5:47 “แต่ถ้าพวกท่านไม่เชื่อเรื่องที่โมเสสเขียนแล้ว ท่านจะเชื่อถ้อยคำของเราได้อย่างไร?”

        (But if you do not believe his writings, how will you believe my words?)

ข้อมูลมีประโยชน์

5:1        “เทศกาลของพวกยิว” (a feast of the Jews) =อาจเป็นเทศกาลปัสกา เทศกาลเพ็นเทคอสต์ หรือเทศกาลอยู่เพิง

-ผู้เขียน ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า มีเทศกาลปัสกาอย่างน้อย 3 ครั้ง ในพระธรรมยอห์นคือ

  1. ครั้งแรกใน 2:13,23                         2. ครั้งที่สอง – 6:4                       3. ครั้งที่สาม – 11:55;12:1

ถ้าใน 5:17 นี้หมายถึงเทศกาลปัสกาก็จะกลายเป็นเทศกาลครั้งที่ 4 ก็เท่ากับว่าพระเยซูคริสต์กระทำพระราชกิจราว 3-4ปี

5:2     “ประตูแกะ” (the Sheep Gate ) –นหม.3:1;12:39

“ภาษาฮีบรู” (Aramaic) = บางฉบับแปลว่า “ภาษาอารเมค”  -ยน.19:13,17,20;20:16;กจ.21:40;22:2;26:14

“เบธซาธา” (Bethesda) = สำเนาโบราณบางฉบับเรียกชื่อว่า “เบธเธชดา”  หรือ  “เบธไซดา” หรือ “เบเธสดา”

-เข้าใจกันว่า สระน้ำจะอยู่สระคู่ใกล้โบสถ์เซนต์แอนน์ ในปัจจุบัน ซึ่งมีระเบียงทั้ง 4 ด้านของสระ และมีระเบียงเชื่อมต่อทั้ง 2 สระด้วย

5:3     “คนเป็นอัมพาตนอนอยู่” (paralyzed) –ในสำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มข้อความว่า “คอยน้ำกระเพื่อม” และมีข้อ 4 เขียนว่า “เพราะมีทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้าลงมากวนน้ำในสระเป็นครั้งคราว และเมื่อน้ำกระเพื่อมอยู่ ใครก้าวลงไปในน้ำก่อน ก็จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่นั้น”

5:6    “ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?” (Do you want to be healed?) = “ท่านต้องการจะหายโรคหรือไม่?” 

= ชายคนนี้ไม่ได้ขอให้พระเยซูช่วยรักษา

5:7    “เมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น” (the pool when the water is stirred up) = เขาไม่ได้มองพระเยซูเป็นผู้ที่จะ รักษาเขา แต่เขาจดจ่ออยู่ที่อำนาจการรักษาที่มาจากสระน้ำนั้น

5:8      “ลุกขึ้นเถิด จงยกแคร่ของท่านเดินไป” (Get up, take up your bed, and walk)=จงลุกขึ้น ยกที่นอนเดินไปเถิด!

 -มธ.9:5-6

5:9     “ทันใดนั้นเขาก็หายเป็นปกติ” (at once the man was healed) =ชายผู้นี้ก็หายโรคทันที

= ปกติแล้ว การมีความเชื่อในพระเยซูเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษา  (ตย. ใน มก.5:34) แต่ชายผู้นี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พระเยซูเป็นใคร (ข.13) หรือยังไม่ได้มีความเชื่อในพระเยซูเลย แสดงว่า พระเยซูไม่ได้ถูกจำกัดโดยความเชื่อหรือโดยความไม่เชื่อของผู้ใด ในการกระทำกิจของพระองค์

“เป็นวันสะบาโต” (that day was the Sabbath) –มธ.12:1-14;ยน.9:14

5:10    “พวกยิว” (the Jews) –ยน.5:16

          “การที่เจ้าแบกแคร่ไปนั้นผิดบัญญัติ”(it is not lawful for you to take up your bed)=“บทบัญญัติห้ามเจ้าแบกที่นอน”

       -นี่ไม่ได้เป็นบทบัญญัติของโมเสส แต่เป็นคำสอนที่เกิดจากการตีความบทบัญญัติอย่างเคร่งครัดและสอนต่อกันมา (แต่ก็ยังมีช่องโหว่ให้ผู้ออกกฎใช้หาประโยชน์ใส่ตัวได้เสมอ) (ปท.มธ.23:4) ,นหม.13:15-22;ยรม.17:21;มธ.12:2

        -เพราะการทำดี และการช่วยชีวิตของคนเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ (แม้แต่ในวันสะบาโต) -17:7;23;ลก.6:9;13:15;14:5

5:14   “นี่แนะท่านหายโรคแล้ว อย่าทำบาปอีก” (See, you are well! Sin no more) บางฉบับแปลว่า “จงเลิก ทำบาป”

 =ในข้อนี้พูดเป็นนัยว่า บาปเป็นต้นเหตุของการเจ็บป่วยของเขา ซึ่งแตกต่างจากกรณีของคนตาบอดใน 9:1 (มก.2:5;ยน.8:11)

“เพื่อจะไม่มีเหตุเลวร้ายนั้นเกิดกับท่าน” (that nothing worse may happen to you) บางฉบับแปลว่า “มิฉะนั้นสิ่งเลวร้ายกว่าเดิมอาจจะเกิดกับท่าน” = ผลพวงเลวร้ายที่เกิดจากบาปอาจรุนแรงยิ่งกว่าความเจ็บป่วยทางกายใด ๆ

5:15   “พวกยิว” (the Jews) – ยน.1:19

5:16   “ข่มเหง” (persecuting) = เป็นคำกริยาที่บ่งบอกถึงความต่อเนื่องมากกว่าเกิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

5:17   “พระบิดาของเรา” (My Father ) –ลก.2:49

             “ยังทรงทำงานอยู่เรื่อย ๆ” ( is working until now) = ยังทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์อยู่เสมอ

            = พระเจ้าไม่ได้หยุดสำแดงพระเมตตาของพระองค์ในวันสะบาโต –ยน.9:4;14:10

“และเราก็ทำด้วย” (and I am working) = พระเยซูก็ทรงเมตตาต่อคนในวันสะบาโตเช่นเดียวกัน

5:18   “พวกยิวยิ่งหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์” (the Jews were seeking all the more to kill him) = พวกยิวพยายามทำทุกวิถีทางที่จะฆ่าพระเยซู –มธ.12:14

          “ซึ่งเป็นการทำตัวเสมอพระเจ้า” (making himself equal with God) –ยน.10:30,33;19:7

5:19   “พระบุตรจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้” (the Son can do nothing of his own accord) = ไม่ทำสิ่งใดตามลำพังพระองค์เอง

             แต่จะพึ่งพระเจ้าพระบิดา หรือตามที่เห็นพระบิดากระทำเป็นแบบอย่าง – ยน.5:30;14:24

5:20  “พระบิดาทรงรักพระบุตร” ( the Father loves the Son) –พระบิดาจึงเปิดเผยแผนการและพระประสงค์ของพระองค์ให้พระบุตรทราบ พระบุตรจึงกระทำตามด้วยความเชื่อฟัง (17:4)-ยน.3:35

“จะทรงแสดงให้พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก” (shows him all that he himself is doing. And greater works than these will he show him) = การที่พระบุตรทำให้คนตายมีชีวิตใหม่ และทรงเป็นผู้พิพากษาในวันพิพากษา

–ยน.14:12

5:21   “พระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วเป็นขึ้นมา” (the Father raises the dead and gives them life)

             = สิ่งที่พวกคนยิว(ยกเว้นพวกสะดูสี) เชื่อมั่นว่า พระเจ้าจะกระทำ  -รม.4:14;8:11;2คร.1:9;ฮบ.11:19

          “พระบุตรก็จะให้ชีวิตแก่คนที่ท่านปรารถนาจะให้อย่างนั้น” (the Son gives life to whom he will)

             = พระเยซูอ้างสิทธิพิเศษที่เป็นของพระเจ้าเท่านั้น อาจหมายถึง การทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาในพันธกิจของพระองค์ในเวลานี้ หรือหมายถึง ชีวิตครบบริบูรณ์ (10:10) หรือการเป็นขึ้นจากตายในอนาคต (11:25)

5:22    “แต่ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร” (but has given all judgment to the Son) = คำสอนที่ดูนอกรีตต่อคนยิว เพราะพวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้พิพากษาโลกนี้ – มธ.25:31-32;กจ.10:42;17:31;2คร.5:10;2ทธ.4:1;1ปต.4:5;     ปฐก.18:25;วนฉ.11:27;ยน.5:27;9:39

5:23     “พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา” (the Father who sent him)  -ลก.10:16;1ยน.2:23

5:24     “ถ้าใครฟังคำของเรา และวางใจผู้ทรงใช้เรามา” (believes him who sent me)-มธ.10:40;ยน.3:15,17

“คนนั้นก็มีชีวิตนิรันดร์”(has eternal life) –มธ.25:46, ซึ่งครอบครองได้ในปัจจุบัน

“และไม่ถูกพิพากษา” (He does not come into judgment) = ไม่ถูกลงโทษ –ยน.3:18

 “ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” (passed from death to life) = ผู้เชื่อในพระคริสต์ ไม่ได้เป็นของอาณาจักรที่ความตายครอบครองอีกต่อไป แต่เป็นของอาณาจักรแห่งชีวิต(นิรันดร์) –1ยน.3:14

5:25     “เวลากำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว” (an hour is coming, and is now here) = พระคริสต์ทรงประทานชีวิตให้ ณ บัดนี้แล้ว ไม่ได้เป็นแค่การเป็นขึ้นจากตายในอนาคตเท่านั้น –ยน.4:23;16:32

“เมื่อคนตายจะได้ยินเสียงพระบุตรของพระเจ้า” (when the dead will hear the voice of the Son of God)

–ยน.8:43-47

“และบรรดาคนที่ได้ยินจะมีชีวิต” ( those who hear will live.)= คนที่ตายฝ่ายวิญญาณเมื่อได้ยินเสียงของพระคริสต์ (และเชื่อวางใจในพระองค์) ก็จะได้รับชีวิต(นิรันดร์) จากพระองค์

5:26   “ทรงมีชีวิตในพระองค์เอง” (has life in himself) = ชีวิตเป็นของพระเจ้า และเป็นของขวัญจากพระเจ้า

–ฉธบ.30:20;โยบ.10:12;33:4;สดด.16:11;27:1;36:9

“ทรงให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์เองอย่างนั้น” (he has granted the Son also to have life in himself) -พระบุตรได้รับชีวิตแบบเดียวกับที่พระบิดาเป็นเจ้าของ – ยน.1:4

5:27     “มีสิทธิอำนาจที่จะทำการพิพากษา” (has given him authority to execute judgment)  = สิทธิที่พระเจ้าพระบิดาทรงประทานให้แก่พระบุตร (ข.22) –ยน.5:225:28-29 –ดู ดนล.12:2

5:28     “ใกล้จะถึงเวลา” ( for an hour) – ยน.4:21;16:2

5:29     “คนที่ประพฤติดี…สู่ชีวิต…ประพฤติชั่ว ….สู่การพิพากษา” (who have done good to … of life, and those who have done evil to the resurrection of judgment      )  – การพิพากษาขึ้นอยู่กับการกระทำ (รม.2:6-8;วว.20:12) ความรอดเป็นของขวัญแก่ทุกคนที่เชื่ออย่างแท้จริงในความช่วยเหลือของพระเจ้าที่มาทางพระเยซู (ข.24) และทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง และเกิดการเชื่อฟังยำเกรงพระคริสต์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้า (ยก.2:14-26) ปท.มธ.25:46

5:30      “เราจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้” (I can do nothing on my own) บางฉบับแปล = “เราทำสิ่งใดโดยลำพังตัวเราเองไม่ได้เลย”  

-พระเยซูตรัสย้ำว่า พระองค์พึ่งพาพระเจ้าพระบิดา (ข.19) และทรงพิพากษาตามที่พระองค์ได้ยินจากพระบิดาเท่านั้น ทำให้การพิพากษาของพระองค์นั้นยุติธรรม –ยน.5:19;อสย.28:6

“ตามพระประสงค์ของผู้ที่ทรงใช้เรามา”(the will of him who sent me)= มุ่งให้พระองค์ผู้ทรงส่งเรามาพอพระทัย

–มธ.26:39

5:31-47  = ตอนนี้เน้นคำพยาน (1:7) ของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา (ข.33) ของพระเยซู  (ข.36) ของพระเจ้า พระบิดา (ข.37) ของพระคัมภีร์ (ข.38) และของโมเสส (ข.46)

5:31      “คำพยานของเราก็ไม่น่าเชื่อถือ” (testimony is not true) = คำพยานของพระเยซูต่อพระองค์เอง อาจไม่เป็นที่ยอมรับ หากไม่มีการสำแดงของพระเจ้าสนับสนุน –ยน.8:14

5:32      “มีอีกผู้หนึ่งที่เป็นพยานให้เรา” (There is another who bears witness about me) –ยน.5:37;8:18

            = พระบิดา ผู้เป็นพยานให้พระบุตร นับเป็นคำพยานที่สำคัญที่สุด แต่พวกยิวอาจไม่ยอมรับ

5:33      “พวกท่านใช้คนไปหายอห์น” (You sent to John) = พวกยิวส่งตัวแทนไปหายอห์นผู้ให้บัพติศมา (1:19)

            “ยอห์นก็เป็นพยานถึงความจริง” (he has borne witness to the truth) = เป็นคำพยานที่สำคัญ แม้จะไม่สำคัญเท่าคำพยานของพระเจ้าพระบิดา  -ยน.1:7

5:34     “เราไม่ต้องรับคำพยานของมนุษย์” (Not that the testimony that I receive is from man ) บางฉบับแปล = “ไม่ใช่ว่าเรายอมรับคำพยานของมนุษย์”

          = อาจหมายความว่า พระเยซูไม่ได้ไว้วางใจในคำพยานของมนุษย์ที่อาจผิดพลาดหรือไม่แน่นอน (1ยน.5:9)

5:35    “ยอห์นเป็น” (He was) –คำกริยาตอนนี้เป็นอดีตกาลแสดงว่า ในเวลาที่เขียนพระธรรมเล่มนี้ ยอห์นสิ้นชีวิตแล้ว (หรืออย่างน้อยก็ติดคุกอยู่) แต่งานของยอห์นก็สำเร็จแล้ว –ดนล.12:3;2ปต.1:19

  “ที่จุดสว่างไสว” (light) บางฉบับแปลว่า “ลุกอยู่และให้แสงสว่าง” = การส่องสว่างของยอห์นมีคุณค่าสำหรับพวกผู้ฟัง

  – ดนล.12:3;2ปต.1:19   = เป็นการตอบสนองต่อยอห์นที่เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวและผิวเผิน

 5:36    “คำพยานของยอห์น” (that of John) –1ยน.5:9

“งาน” (the works) = การอัศจรรย์ที่ พระเยซูคริสต์กระทำเป็นพยานถึงสิ่งที่พระองค์เป็น และยืนยันว่าพระราชกิจของพระองค์มาจากพระเจ้า  พระบิดา -10:25

             “เป็นงานที่เรากำลังทำอยู่นั้น” ( works that I am doing) –ยน.14:11;15:24

             “พระบิดาทรงใช้เรามา” (the Father has sent me) –1ยน.3:17

5:37    “ทรงเป็นพยานให้กับเรา” (has himself borne witness about me) –ยน.8:18

“ไม่เคยได้ยินเสียงของพระองค์” (His voice you have never heard) = อาจหมายถึงพระสุรเสียงของพระเจ้าในพระคัมภีร์ (ข.38-39)     -พระเจ้าตรัสยืนยันในวันที่พระเยซูรับบัพติศมาด้วย (มธ.3:17)

“ไม่เคยเห็นรูปร่างของพระองค์” (his form you have never seen) = ไม่เคยเห็นรูปพรรณสัณฐานของพระเจ้า

–ฉธบ.4:12;ยน.1:18;1ทธ.1:17  = พวกเขาขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณว่า แท้จริงแล้วพระเยซูคือพระเจ้า

5:38    “ท่านไม่มีพระดำรัสของพระองค์อยู่ในตัวท่าน”(you do not have his word abiding in you)–1ยน.1:10;2:14

“เพราะว่า พวกท่านไม่ได้วางใจ” (for you do not believe) = เพราะท่านไม่เชื่อสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสสอน จึงไม่ตระหนักถึงสิ่งที่พระเจ้ากำลังบอกพวกเขา

5:39    “พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์” (You search the Scriptures ) บางฉบับ = พวกท่านขยันศึกษาพระคัมภีร์

= พวกผู้นำยิวศึกษาพระคัมภีร์อย่างใส่ใจในทุกรายละเอียด แต่กลับไม่ตระหนักถึงบุคคลสำคัญที่สุดที่พระคัมภีร์เป็นพยานถึง (มธ.5:15-21)  -รม.2:17-18

“ในนั้นมีชีวิตนิรันดร์” ( in them you have eternal life) = จะได้ชีวิตนิรันดร์ –มธ.25:46

            “เป็นพยานให้กับเรา” (   witness about me) –ลก.24:27;44;กจ.13:27

5:40  “ก็ยังไม่ยอมมาหาเรา” (you refuse to come to me)  -ยน.6:44

5:41   “เราไม่ยอมรับเกียรติจากมนุษย์” (I do not receive glory from people) = ไม่ยอมรับการสรรเสริญจากมนุษย์อย่างที่คนที่ต่อต้านพระองค์ยอมรับ – ยน.5:44

5:42    “ความรักของพระเจ้าในตัวท่าน” ( the love of God within you) อาจ = ความรักของพระจ้าที่มีต่อพวกเขาหรือที่เขามีต่อพระเจ้า

5:43-44 –การที่พวกยิวพุ่งความสนใจไปที่การยกตัวเองและการสรรเสริญจากมนุษย์ ทำให้พวกเขาไม่ยอมรับผู้ที่มาจากพระเจ้า ทำให้พวกเขาพลาดการสรรเสริญที่มาจากพระเจ้า

5:43   “ถ้าคนอื่น ….พวกท่านก็จะรับคนนั้น” (If another …you will receive him) –ศคย.11:17

5:44  “ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว” (the only God     ) รม.2:29

 

คำถามนำอภิปราย

  1. คุณเคยหรือกำลังอยู่ในสภาพที่(เกือบ)สิ้นหวังและเฝ้ารอคอยการช่วยเหลือที่เป็นปาฏิหาริย์จากพระเจ้าเท่านั้นบ้างหรือไม่? เรื่องราวเป็นอย่าไร แบ่งปัน?
  2. คุณเคยทำดีแล้วถูกผู้อื่นขัดขวางหรือตำหนิต่อว่าบ้างหรือไม่? เรื่องอะไร? และทำไม? แล้วคุณคิดอย่างไร? และตอบสนองอย่างไร?
  3. คุณเคยเจ็บป่วยหรือเกิดปัญหาในชีวิตและคุณรู้ว่า สาเหตุมาจากการทำบาปของคุณเองบ้างหรือไม่? อย่างไร? แล้วคุณทำอะไรบ้าง?
  4. คุณเคยกระทำอะไรบ้าง(ที่คุณคิดว่าดีหรือถูกต้อง) แต่ขัดกับความเชื่อหรือขนบธรรมเนียมประเพณีของคน (ที่มีอิทธิพลสูง)ในชุมชนของคุณ? แล้วผลเป็นอย่างไร? คุณจะทำเช่นนั้นอีกหรือไม่? ทำไม?
  5. คุณเคยกระทำดีอะไร (ตามพระประสงค์ของพระเจ้า) ที่คุณต้องจ่ายราคาแพงที่สุดในชีวิต? แบ่งปันว่าเป็นอย่างไรและคุ้มค่ากับที่ทำหรือไม่?
  6. เวลานี้ชีวิตของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูด และการกระทำของคุณ เป็นพยานที่มีประสิทธิภาพให้กับองค์พระคริสต์ ดุจตะเกียงที่ลุกอยู่และให้ความสว่างอยู่หรือไม่? อย่างไร?
  7. คุณขยันศึกษาพระคัมภีร์หรือไม่? แล้วยิ่งศึกษาก็ยิ่งทำให้คุณรักพระเจ้า และรักผู้อื่นมากขึ้นหรือยิ่งทำให้คุณขาดความเมตตาต่อผู้อื่นมากขึ้น? อย่างไร?
  8. ประโยชน์สูงสุดที่คุณได้รับจากการอ่านและศึกษาพระคัมภีร์คืออะไร? และนำมาใช้อย่างไร?
  9. คุณสนใจแต่คำยกย่องสรรเสริญของมนุษย์หรือว่าคุณให้ความสำคัญกับการสรรเสริญของพระเจ้าต่อชีวิตและการงานของคุณมากกว่า? แล้วคุณพิสูจน์ออกมาอย่างไร?

ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

ทัศนคติของคุณต่อพระเจ้าเป็นอย่างไร

ทัศนคติของคุณต่อพระเจ้าเป็นอย่างไร

ตาม​ที่​มี​ข้อ​กำ‌หนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลัง‍จาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพาก‌ษา​ฉัน​ใด พระ‍คริสต์​ก็​ฉัน​นั้น คือ​พระ‍องค์​ทรง​ถวาย​พระ‍องค์​เอง​เป็น​เครื่อง‍บูชา​ครั้ง​เดียว​เป็น​พอ เพื่อ​จะ​ได้​ทรง​แบก​บาป​ของ​คน​จำ‌นวน​มาก​ไว้  แล้ว​พระ‍องค์​จะ​ทรง​ปรา‌กฏ​เป็น​ครั้ง​ที่​สอง ไม่​ใช่​เพื่อ​กำ‍จัด​บาป แต่​เพื่อ​นำ​ความ​รอด​มา​ให้​บรร‌ดา​ผู้​ที่​รอ‍คอย​พระ‍องค์​ด้วย​ใจ​จด‍จ่อ (ฮีบรู 9:27-28)

ฮิวอี้ ลอง นักการเมืองผู้โด่งดังและเคยเป็นผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ก่อนจะไปเป็นผู้แทนราษฎรในรัฐสภาของอเมริกา เขาเป็นที่รู้จักกันว่าพูดจาไม่ไว้หน้าใคร วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งมาพบเขาพูดว่า “ท่านครับ ขอเวลาให้ผมสักสองสามนาทีได้ไหม?”

ฮิวอี้ ลองมองหน้าชายคนนั้นแล้วตอบว่า “คนอย่างผม ครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีเวลาให้พระเยซู ไม่ต้องพูดถึงสิบนาทีให้คุณหรอก” วันรุ่งขึ้นฮิวอี้ก็ถูกลอบสังหาร กระสุนเจาะเข้าไปในที่สำคัญ และเขาจบชีวิตลงสองวันจากนั้น

บางคนคิดว่าสบประมาทหรือนำพระนามพระเจ้ามาพูดเล่นเป็นเรื่องสนุก แต่วันหนึ่งจะมาถึงเมื่อเราแต่ละคนต้องเผชิญหน้ากับพระผู้สร้าง อาจเร็วหรือช้า แต่จะเกิดขึ้นแน่นอน และในวันนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือพระเจ้าจะประกาศว่าเราบริสุทธิ์หรือเปรอะเปื้อนไปด้วยความบาป

ผู้ที่ถ่อมใจลงยอมรับในสิ่งที่พระเยซูกระทำให้ ก็จะได้รับการอภัยโทษบาป แต่ผู้ที่หยิ่งยโสคิดว่าตัวเองดีแล้วและปฏิเสธพระองค์ พวกเขาก็จะเข้าสู่การพิพากษา … เพื่อรับโทษ “ชั่วนิรันดร์”

คุณรับการอภัยจากพระเยซูคริสต์หรือยัง? เพราะการตัดสินใจของคุณในโลกนี้จะส่งผลถึงอนาคตนิรันดร์หลังความตาย อย่าคิดว่าตัวเองดีพอแล้ว แต่จงถ่อมใจลงทุกวัน วางใจในพระเยซูผู้ทรงมีอำนาจปลดบาปคุณได้!

จงมีทัศนคติที่ถ่อมลงต่อหน้าพระเจ้า แล้วคุณจะได้รับประสบการณ์การอภัยจากพระเยซูคริสต์ และได้รับชีวิตนิรันดร์เมื่อจากโลกนี้

 

อนุญาตโดย Pastor Jack Graham

Jack Graham Power Point Ministry : www.jackgraham.org

(Cr.ภาพ Be humble day)

ทำอย่างไรชีวิตจึงจะง่าย?

ทำอย่างไรชีวิตจึงจะง่ายขึ้น?

“ยิ่งคุณกลายเป็นคนมีวินัยมากเท่าไร ชีวิตของคุณก็ยิ่งง่ายมากขึ้นเท่านั้น”

(The more disciplined You become The easier life gets.)

หากคุณทำสิ่งใดที่ไม่เคยทำ และลองทำแค่ครั้งเดียวแล้วก็หยุด หรือทำเพียงไม่กี่ครั้งแล้วก็ไม่ทำต่อ  คุณจะไม่มีทางทำสิ่งนั้นได้อย่างช่ำชองเป็นแน่ คุณจะรู้สึกว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ยากเกินจะทำหรือทำแล้วรู้สึกอึดอัดไม่ค่อยสนุกเพลิดเพลินเท่าไร 

แต่หากคุณกระทำสิ่งใด ทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด สิ่งนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณไป คุณจะไม่รู้สึกว่า สิ่งที่ทำนั้นยากหรือเป็นภาระอีกต่อไป

ดังนั้น เพื่อที่คุณจะก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกายหรือฝ่ายจิตวิญญาณ คุณต้องมีวินัยในตนเองที่รู้จักควบคุมอารมณ์ และความรู้สึกหรือความอยากของคุณไว้ และลงมือทำในสิ่งที่คุณต้องทำก่อน 

ดังคำกล่าวของ Adam Sicinski  ที่กล่าวไว้ว่า …

“Self – discipline is about controlling your desires and impulses while staying focused on what needs to get done to achieve your goal.”

(วินัยในตัวเองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมความอยากและแรงกระตุ้นของคุณใน  ขณะที่จดจ่อกับสิ่งที่ต้องรับการกระทำเพื่อบรรลุเป้าหมายของคุณ)

และยิ่งคุณมีวินัยฝึกฝนตนในเรื่องใดอย่างต่อเรื่องมากเท่าไร เรื่องนั้นๆก็ยิ่งง่ายมากเท่านั้น  ความสำเร็จตามเป้าหมายของคุณก็จะใกล้เข้ามามากขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่อะไรเลย คุณเพียงแค่ทำสิ่งเล็ก ๆ ที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องทุก ๆ วันเท่านั้นก็พอ

 ดังคำกล่าวของ Jim Rohn ที่ว่า…

“Success is nothing more than a few simple disciplines, practiced every day.”

(ความสำเร็จไม่ได้มีอะไรมากกว่าการมีวินัยในเรื่องธรรมดาไม่กี่อย่างที่ถูกฝึกฝนปฏิบัติต่อเนื่องอยู่ทุก ๆ วัน)

ดังนั้น คุณต้องสามารถควบคุมบังคับตัวของคุณให้ทำในสิ่งที่ต้องทำ ไม่ว่าคุณมีอารมณ์อยากจะทำหรือไม่ก็ตาม ให้ทำสิ่งที่ดีนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งมันกลายเป็นนิสัยของคุณ แล้วทุก ๆ สิ่งที่คุณต้องทำจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับคุณที่จะทำ เราเรียกการกระทำเช่นนี้ว่า การมีวินัย

วันนี้ คุณมีวินัยเช่นนี้ในชีวิตของคุณแล้วหรือยัง !

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วินัยในฝ่ายจิตวิญญาณ?

 

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/

lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr.ภาพ favim.com)

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรู้สึกผิด

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรู้สึกผิด

และ​ท่าน​ได้​ลืม​คำ​เตือน​ที่​พระ‍องค์​ทรง​เตือน​พวก‍ท่าน​ใน​ฐานะ​ที่​เป็น​บุตร​ว่า “บุตร‍ชาย​ของ​เรา​เอ๋ย อย่า​ละ‌เลย​ต่อ​การ​ตี‍สอน​ของ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า และ​อย่า​ท้อ‍ใจ​เมื่อ​พระ‍องค์​ทรง​ตัก‍เตือน  เพราะ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ทรง​ตี‍สอน​ผู้​ที่​พระ‍องค์​ทรง​รัก และ​เมื่อ​พระ‍องค์​ทรง​รับ​ใคร​เป็น​บุตร พระ‍องค์​ก็​ทรง​เฆี่ยน‍ตี​คน​นั้น” (ฮีบรู 12:5-6)

บางคนกล่าวว่าความรู้สึกผิดเป็นสิ่งที่เลวร้าย ในความเป็นจริง ความรู้สึกผิดพระเจ้าเป็นผู้ออกแบบ และใส่ไว้ในจิตวิญญาณพวกเรา คล้ายกับความเจ็บปวดที่เรารู้สึกได้เมื่อมีบางสิ่งผิดปกติในร่างกาย ถ้าผมเดินเท้าเปล่าไปตามถนน แล้วเหยียบเอาเศษกระจกเข้า จะมีสัญญาณส่งมาที่ร่างกายเตือนว่า “อันตราย ไฟแดงเตือน อย่าไปต่อ” ความเจ็บเป็นสิ่งที่เตือนว่าจะเจ็บมากกว่านี้ถ้าขืนไปต่อ

ในทำนองเดียวกัน เมื่อเรามีความรู้สึกผิด จิตสำนึกจะบอกเราว่า “หยุด อย่าทำต่อ” นั่นเป็นการยับยั้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

เมื่อมีคนที่ประกาศตนว่าเป็นคริสเตียนแต่ยังทำบาปอยู่อย่างไม่รู้สำนึก แสดงว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างแรงในคนๆนั้น ผมทราบว่าเราต่างก็ไม่สมบูรณ์แบบ ต่างก็เสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่มีข้อแตกต่างระหว่างสะดุดล้มโดยไม่ตั้งใจ รู้สึกเสียใจ และการใช้ชีวิตในพฤติกรรมความบาปเดิมๆ ไม่ได้รู้สึกผิด หรือเศร้าเสียใจอย่างใด

ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นในชีวิตคุณ ก็แปลว่าจิตสำนึกคุณมี “มโนธรรมตายด้าน” (1ทิโมธี 4:2) ตามที่พระวจนะในฮีบรู 2 กล่าว “ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​จง​สู้​ทน​เอา​เถอะ​เพราะ​เป็น​การ​ตี‍สอน พระ‍เจ้า​ทรง​ปฏิ‌บัติ​ต่อ​ท่าน​เหมือน​ท่าน​เป็น​บุตร​ของ​พระ‍องค์ เพราะ​ว่า​มี​บุตร​คน​ไหน​บ้าง​ที่​บิดา​ไม่​ตี‍สอน?” (ข้อ 7) พูดอีกอย่างคือ ถ้าคุณเป็นลูกของพระเจ้า และคุณเริ่มก้าวล้ำเส้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จะอยู่ที่นั่นและเตือนว่า “หยุด อย่าทำ”

การยับยั้งเป็นการเตือนว่าคุณเป็นลูกของพระเจ้า ดังนั้นจงยินดีถ้าคุณยังมีความรู้สึกผิด ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรู้สึกผิดนั้น

ถ้าคุณยังอยู่ในบาปโดยไม่รู้สึกผิดหรือเสียใจ ต้องถามตัวเองแล้วว่าคุณยังเป็นลูกของพระเจ้าอยู่หรือไม่

เหยียบเบรกเลยครับ ถ้าความรู้สึกผิดมันฟ้องในใจคุณ

 

โดย: Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000, Riverside, CA92514

(Cr.ภาพ nuisri7)

รักหรือเห็นแก่ตัว?

รักหรือเห็นแก่ตัว?

“ถ้าเธอมีชีวิตอยู่ถึง 100 ปี ฉันขออยู่แค่ 100 ปี ลบ 1 วัน เพื่อว่าจะไม่มีแม้สักวัน ที่ฉันจะอยู่ไปโดยไร้เธอ!”

“If you live to be a hundred, I want to live to be a hundred minus one day so I never have to live without you.”  A. A. Milne

ตอนแรกที่ผมอ่าน ก็ฟังดูดีนะ แต่พอคิดไปคิดมาสักครู่ ผมก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไร? คุณจะขอตายก่อนคนที่คุณรัก 1 วัน! อ้าว แล้วคนที่คุณรัก ผู้ยังคงอยู่ล่ะ จะทำอย่างไร? คุณไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือ? คุณน่าจะขอตายหลังจากคนที่คุณรักตายไปแล้วสักหลาย ๆ วัน เพื่อคุณจะมีเวลาพอจัดการกับงานศพของคนที่คุณรักให้ดีที่สุด และปฏิบัติสานต่อในสิ่งที่คนที่คุณรักทำค้างไว้ให้จนสำเร็จเป็นอย่างดีแล้วคุณจึงค่อยไปตายตามเธอ(หรือเขา)!

ในความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “รัก” เราจะคิดถึงความสุขของคนที่เรารัก มาก่อนความสุขของเราเอง คนที่มีความรักจะมีความสุขได้เสมอ หากว่าคนที่เรารักมีความสุข แม้ว่าบางครั้ง เราอาจจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับความสุขนั้นเลยก็ตาม

นี่คือ อานุภาพแห่งรัก! ด้วยเหตุนี้ ความรักจึงเป็นเขตปลอดความเห็นแก่ตัว การจะขอตายก่อนคนรัก และปล่อยคนรักให้ทนทุกข์ทรมานต่อไปโดยลำพัง  จึงไม่ใช่ท่าทีของคนที่มีความรักพึงจะมี! ถ้าจะต้องเหลือใครสักคนอยู่ต่อไปเพื่อเผชิญกับความทุกข์เศร้าโศกหรือเจ็บปวดโดยลำพัง คนคนนั้นน่าจะเป็นตัวเรา  ไม่ใช่คนที่เรารัก!

มีคำกล่าวเป็นข้อคิดที่ดีที่ว่า…

“สัมพันธภาพแห่งรักจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อศัตรูตัวสุดท้ายของความรักถูกกำจัดออกไป และศัตรูตัวสุดท้ายนั้นก็คือ ความเห็นแก่ตัว!”

ดังนั้น เราสามารถวัดได้ไม่ยากว่า เรารักคนที่เรารักหรือคนที่เรารัก รักเราจริงหรือไม่ โดยดูจากปริมาณความเห็นแก่ตัวที่เราทั้ง 2 มีอยู่ต่อกันในช่วงเวลาที่คบหา หรืออยู่กินด้วยกัน ใครจะฝากความหวัง ฝากอนาคต  หรือที่เรียกกันว่า ฝากผีฝากไข้ไว้กับคนเห็นแก่ตัวได้อย่างไร?

ดังนั้นเราสามารถดูออกตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นแล้วว่า คู่ใดกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งทุกข์ที่ไม่จำเป็น เพราะคนใดคนหนึ่งหรือทั้ง 2 คน เห็นแก่ตัว หรือเอาตัวเอง เป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์

จึงไม่น่าแปลกใจที่คนโบราณเตือนไว้ว่า… “รักคนที่เขารักเราดีกว่า!”

เรารู้ว่าใครรักเรา เมื่อเราเห็นเขาปฏิบัติต่อเราอย่างไม่เห็นแก่ตัว เขาไม่เอาความต้องการหรือความคาดหวังของตัวเขาเองมาก่อนความรู้สึกและความต้องการของเรา และในทำนองเดียวกันเราก็รู้ว่า ตัวของเรารักใครจริง ๆ เมื่อเราเห็นความสุขของเขามีความสำคัญหรือต้องมาก่อนความสุขของเรา

หากเรารักคนเห็นแก่ตัว เราต้องพร้อมที่จะทุกข์ตลอดไป

หากเราพบคนที่รักเราอย่างไม่เห็นแก่ตัว เราก็จะปลอดภัย

การรักใครสักคนที่เขาไม่รักเรา จึงเป็นความอึดอัด หงุดหงิดและนำไปสู่ความทุกข์ขมขื่นอย่างยาวนาน ฉะนั้น จงมองหาคนที่รักเราจริง ๆ และจงเรียนรู้ที่จะรักคนเช่นนั้นสนองกลับ เพราะคนที่รักเรา คือของขวัญจากสวรรค์ที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา แต่หากว่าเราแต่งงานแล้ว เราก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะรักคู่สมรสของเรา โดยทูลขอความรักจากพระเจ้าที่ไม่จำกัด และให้พระองค์ทรงบันดาลให้ตาของเรามองเห็นความดีของเขาและทำให้ใจของเราเกิดความรักบริสุทธิ์ต่อเขาขึ้นมา

ความรักไม่ใช่เรื่องแค่อารมณ์ความรู้สึก ที่ผันแปรไปตามสถานการณ์หรือสภาพความเป็นจริงแวดล้อม ที่เรียกว่า Feeling” แต่ว่าความรักเป็นเรื่องของความตั้งใจผูกพันที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไม่ว่าสถานการณ์หรือสภาพการณ์จะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร ที่เรียกว่า “Willing”!

วันนี้ ขอให้ความสัมพันธ์ที่คุณมีต่อคนที่คุณรัก (ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อน พี่น้อง แฟน คู่สมรส พ่อแม่ หรือลูกหลานของคุณ) จะเป็นความรักแท้ ที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาแต่อารมณ์หรือความรู้สึกของตัวเป็นเกณฑ์ แบบ “ตั้งใจรัก” (Willing) เช่นนี้ตลอดไป จวบจนถึงวันสิ้นลม

…จะดีไหมครับ?

 

-ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-

twitter.com/thongchaibsc, facebook.com/thongchaibsc, twitter.com/lifeanswer, facebook.com/lifeanswer

(Cr ภาพ VideoBlocks.com)