ปัจจัยในการเก็บรักษา

เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว” (เอเฟซัส 5:15-16)

ในคำเทศนาบนภูเขาพระเยซูตรัสว่า “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก…” ผู้ฟังเข้าใจได้ในทันทีว่าพระองค์กำลังตรัสอะไร พระองค์กำลังตรัสว่า “พวกท่านเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาวัฒนธรรมและสังคมในทุกวันนี้”

เกลือไม่เป็นเพียงแต่สินค้าที่มีค่าในศตวรรษที่หนึ่งเท่านั้น  แต่ยังใช้สำหรับถนอมอาหารด้วย ในสมัยที่ยังไม่มีตู้เย็นหรือเครื่องทำน้ำแข็ง เนื้อทั้งก้อนจะถูกหมักลงในเกลือเพื่อไม่ให้เน่าเปื่อยเสียไป รวมทั้งเนื้อที่หั่นเป็นเส้นหรือแผ่นบางๆจะถูกชุบลงในน้ำเกลือ และเก็บไว้ใช้ทำอาหารได้เป็นเวลานาน

ในทำนองเดียวกัน คริสเตียนสามารถเป็นปัจจัยในการรักษาวัฒนธรรมและสังคมเอาไว้ ในฐานะตัวแทนของพระเยซูคริสต์ ในฐานะผู้เชื่อ เราสามารถขับเคลื่อนพลังบางอย่างในที่ๆเราอยู่ แรงกดดันที่เกิดขึ้นจะทำให้รู้ว่าเราเป็นตัวแทนของพระเยซู คนทั่วไปจะรู้สึกได้ เพราะคุณจะสร้างความแตกต่างในที่ๆคุณอยู่

แต่เราจะไม่สามารถสร้างอิทธิพลใดๆได้เลยถ้าเราทำตรงข้ามกับที่เราเชื่อ เราไม่สามารถสร้างอิทธิพลในเรื่องความบริสุทธิ์ได้ที่ในโลกนี้ถ้าเรายังประนีประนอมกับบาปบางอย่าง พระเจ้าไม่สามารถใช้ให้เราไปยุติการทำบาปบางอย่างได้ ถ้าเราทำบาปนั้นเสียเอง พระเยซูตรัสว่า “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้? แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ” (มัทธิว 5:13)

คริสเตียนเป็นผู้ต่อสู้ให้มันถูกต้อง คริสเตียนพูดต่อต้านในสิ่งที่ผิด คริสเตียนอยู่แถวหน้าในทุกๆพื้นที่ในโลกที่เดือดร้อน เพื่อช่วยเหลือผู้คน โดยไม่เกี่ยวกับความเชื่อใด นี่คือสิ่งที่พวกเราทำ เราเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลกครับ

Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000, Riverside, CA 92514

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • ถ้าเราเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลกตามที่พระเจ้าปรารถนาให้เราเป็น เราต้องช่วยกันผดุงโลกนี้ไม่ให้เสื่อมถอย เราต้องไม่ประนีประนอมกับความบาป ต้องมีจุดยืนอยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ และอย่าทำสิ่งต่างๆเพียงเพราะ “ไม่เป็นไรหรอก ใครๆเขาก็ทำกัน” … อันตรายค่ะ เพราะเรากำลังเป็นเกลือที่สูญเสียความเค็มไปแล้ว – ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง

“เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (โรม 8:28)

ผมเคยอ่านเกี่ยวกับชาวนาคนหนึ่งกวาดเอาเศษใบไม้กิ่งไม้แห้งมากองไว้ตั้งใจจะเผาไฟทิ้ง เขาสังเกตุเห็นมีนกมาทำรังที่บนกองเศษไม้แห้งนั้น เขาจึงทำลายรังนกเสีย วันรุ่งขึ้นเขากลับไปที่กองเศษไม้นั้นอีก ก็เห็นนกมาทำรังขึ้นใหม่ เขาจึงทำลายทิ้ง วันต่อๆมาก็เช่นกัน พอนกสร้างรัง เขาก็ทำลายมันทิ้ง เป็นอยู่หลายวันจนนกยอมแพ้ไม่มาสร้างรังอีกเลย

ผมมองเห็นภาพนกกลับไปที่รังเดิมของมันแล้วพูดกับนกตัวอื่นๆในครอบครัวว่า “ไม่เข้าใจเลย ทำไมแผนการดีๆในการสร้างรังใหม่ของเราจึงถูกทำลายลงหมดสิ้น”

ครับ มีมือที่มองไม่เห็นกำลังทำการบางอย่าง บางอย่างที่นกอาจคิดว่ามันแย่จริงๆ แต่ที่จริงแล้วมันดีมากๆต่างหากครับ

กลับไปอ่านโรม 8:28 อีกครั้ง สังเกตุดู จะเห็นว่าพระจ้าไม่ได้ตรัสว่าทุกสิ่งเป็นสิ่งดี เพราะทุกสิ่งไม่ได้ดีไปหมด ยังมีเรื่องร้ายๆมากมายที่ในโลกนี้  ประเด็นคือพระเจ้าทรงแสนดี พระองค์เท่านั้นที่สามารถนำทุกสิ่งมารวมกันจนเกิดผลอันดีสำหรับพวกเราครับ !

โดย: Pastor Adrian Rogers

Daily devotional

Love worth finding ministries: www.lwf.org

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • ยิ่งโตและเดินทีละก้าวกับพระเยซู ยิ่งเห็นความจริงมากมายในพระคำข้อนี้ ในท่ามกลางสิ่งร้ายที่เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ในภาพรวมใหญ่แล้วเห็นพระคุณพระเจ้าซ่อนอยู่มากมาย
  • ใครก็ตามที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ทุกข์ใจ มองหาพระคุณให้เจอ เมื่อเจอแล้วจะซาบซึ้งในความรักของพระเจ้าอย่างไม่น่าเชื่อ – ขอพระเจ้าอวยพระพรค่ะ

เดินหน้าต่อไป

เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์ของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่ได้ประพฤติในร่างกายนี้ แล้วแต่จะดีหรือชั่ว (2โครินธ์ 5:10)

วันหนึ่งหลังเลิกโบสถ์ ผมได้พบกับสตรีท่านหนึ่ง เธอเพิ่งได้รับแจ้งว่าเป็นมะเร็ง เธอยอมรับกับผมว่า แม้จะรับเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์แล้วก็ตาม แต่เธอไม่ได้ดำเนินชีวิตอย่างที่ควร เธอรู้สึกว่าตนเองแย่ที่ปล่อยเวลาให้สูญเสียไป

“ฉันปล่อยเวลาให้เสียไปอย่างน่าเสียดาย” เธอพูด

“คุณกลับไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอกครับ” ผมตอบ “แต่ยังไม่สายเกินไป คุณยังเข้าสู่สนามทัน คุณเป็นเพียงดอกไม้ที่บานช้าหน่อย แต่เริ่มต้นใหม่ได้ครับ นับจากวันนี้เลย เดินหน้าต่อไปในวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆไป ตราบเท่าที่พระเจ้าประทานให้” เราอธิษฐานด้วยกัน ขอพระเจ้ารักษาเธอ แต่เราก็อธิษฐานด้วยว่าถ้าพระเจ้าเลือกที่จะไม่รักษา พระองค์จะทรงใช้เธอ เสริมกำลังเธอจนกว่าวันที่พระองค์มารับเธอไป

คุณเองก็เช่นกัน อย่ารู้สึกเช่นนั้นเพียงเพราะไม่ได้ดำเนินชีวิตอย่างที่ควร ไม่ว่าจะเป็นเวลา 10, 20, 30, 40 หรือไม่ว่ากี่ปีก็ตามที่คุณสูญเสียโอกาสไป กลับเข้าสู่สนามแข่งเถอะครับ ยังมีที่สำหรับคุณ มีโอกาสที่พระเจ้าจะประทานให้เสมอ

พระคัมภีร์บอกเราว่า วันหนึ่งข้างหน้าเราทุกคนจะต้องปรากฎตัวต่อหน้าพระบัลลังก์ และรับผิดชอบสิ่งที่เราทำลงไป พระองค์คงอยากให้เราบอกว่า เราทำสิ่งใดบ้างกับความรู้ ความสามารถของเรา ตะลันต์ เวลา และทรัพย์สิ่งของต่างๆที่พระองค์ประทานให้ เราจึงควรถามตัวเองว่า ฉันกำลังทำอะไรกับชีวิตตัวเองอยู่? กำลังใช้ และแบ่งปันสิ่งที่พระเจ้ามอบให้ออกไปหรือเปล่า?

ถึงแม้วิญญาณคุณจะปลอดภัยในขณะที่คุณต้องสูญเสียชีวิตไป แต่คงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่คุณขึ้นไปบนสวรรค์มือเปล่า ทั้งๆที่ในโลกนี้พระเจ้ามอบให้มากมาย จะเป็นการดีขนาดไหนที่จะได้ยินพระองค์ตรัสว่า “ทำดีมาก ลูกเป็นผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์”

ดังนั้นให้เราเดินหน้าทำการงานของพระองค์ต่อไปตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจครับ

Pastor Greg Laurie

อนุญาตโดย  Harvest Ministries with Greg Laurie

PO Box 4000, Riverside, CA 92514

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • ขอบคุณพระเจ้าที่องค์การ Harvest Ministries ให้โอกาสนำงานของ Pastor Greg Laurie มาเผยแพร่ โดยส่วนตัวชอบท่าน เพราะเป็นสไตล์คาวบอยดี นุ่งยีนใส่เสื้อยืดเทศนา แต่คำเทศนาตรงใจมากๆ อดไม่ได้ต้องนำมาแบ่งปัน
  • อธิษฐานให้พระเจ้าอวยพระพรทุกๆองค์กร หรือหน่วยงานที่ทำงานของพระเจ้าอย่างทุ่มเท ไม่หยุดยั้ง เพื่อแบ่งปันสิ่งดีๆออกไปสู่ผู้คนทั่วโลก รวมทั้งงานของ Pastor Adrian Rogers ที่ถึงแม้ตัวท่านจากไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว แต่สิ่งที่ท่านฝากไว้มีคุณค่ามหาศาลกับจิตวิญญาณของพวกเรา… สรรเสริญพระเจ้า

คร่ำครวญด้วยจุดประสงค์

บุคคลผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม (มัทธิว 5:4)

เราพยายามทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อไม่ให้เผชิญกับความเจ็บปวด เรามีนักจิตวิทยาที่ทำให้ระบบประสาทชาต่อความกังวล มีผู้ให้คำปรึกษาเพื่อช่วยเราให้หลุดพ้นจากความรู้สึกผิด แพทย์ที่ให้ยาทำให้เรารู้สึกสงบลง บริษัทประกันที่รับภาระทำให้เราไม่ต้องกังวล แม้กระทั่งเมื่อเราตายก็มีบริษัทรับจ้างแต่งศพให้ดูดี และและจัดพิธีให้อย่างสมเกียรติ

แต่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุคคลที่เต็มด้วยความโศกเศร้า พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความบาปที่เกิดขึ้นรอบๆพระองค์ พระทัยพระองค์ต้องแตกสลาย ในมัทธิว 23:34-39 กล่าวว่าพระเยซูทรงเสียพระทัยเพียงใดสำหรับกรุงเยรูซาเล็ม และบาปหนาที่งอกงามอยู่ในใจมนุษย์ ที่กำลังทำให้เมืองนี้พินาศไป

สิ่งที่ทำให้พระทัยพระเยซูแตกสลาย เป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้ใจคุณแตกสลายด้วยหรือเปล่า?

หรือคุณไม่รู้สึกรู้สมกับโลกที่กำลังมุ่งหน้าสู่สมรภูมินรก?

เป็นเวลาที่เราต้องเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์แล้วครับ!!

โดย : Pastor Adrian Rogers

Daily devotional

Love worth finding ministries: www.lwf.org

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • หรือคุณไม่รู้สึกรู้สมกับโลก (และประเทศไทย) ที่กำลังมุ่งหน้าสู่สมรภูมินรก?
  • ประเทศไทยกำลังเป็นเหมือนกรุงเยรูซาเล็มเมื่อสองพันปีที่แล้วหรือเปล่า? เราคงไม่นั่งคร่ำครวญภาวนาอย่างเดียว คงต้องรีบนำข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ออกไปสู่ผู้ที่ดำเนินอยู่ในความมืด และอธิษฐานวิงวอนขอพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าปกป้องประเทศไทยด้วย
  • ไปไหนมาไหนระวังตัวด้วยนะคะ ไม่คุ้มเสี่ยง – ขอพระเจ้าปกป้องทุกท่านค่ะ

ในเวลาของพระเจ้า

พระคัมภีร์กล่าวว่าไม่ใช่ธุระของเราที่จะรู้เวลาและวาระในแผนการที่พระ เจ้ากำหนดไว้สำหรับอนาคต แต่พระคำของพระเจ้ายังกล่าวต่อไปอีกว่า “แต่ท่าน ทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กิจการ 1:8)

พูดอีกแบบคือ ไม่ใช่เรื่องของเราที่จะไปเสาะหาและกำหนดวันเวลา เราจำต้องเอาหัวสมองของเราออกมาจากหมอกควันแห่งคำทำนายต่างๆ  และมายืนปักหลักช่วยดวงจิตวิญญาณทั้งหลายให้ได้รับความรอด – พระเยซูกำลังเสด็จมา พระองค์ทรงมาบังเกิดตรงเวลา ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนตรงเวลา ทรงฟื้นคืนพระชนม์ตรงเวลา และพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งในเวลาของพระองค์ ดูเหมือนพระองค์มาช้า แต่เชื่อเถอะ พระองค์ไม่เคยมาสาย

ใน 2เปโตร 3:8-10 กล่าวว่า “แต่ดู ก่อนพวกที่รัก อย่าลืมความจริงข้อนี้เสีย คือวันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี  และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น แต่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านาน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย  แต่ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่ แต่ว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนอย่างขโมยแอบย่องมา และในวันนั้น ท้องฟ้าจะล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินโลกกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่ในโลกนั้น จะต้องไหม้เสียสิ้น”

โดย: Pastor Adrian Rogers

Daily treasure from the Words

Love worth finding ministries: www.lwf.org

ข่าวประชา สัมพันธ์

  • ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการอดกลั้นพระทัย เพราะเห็นแก่ความรอดของเราและของอีกหลายๆคน
  • ขอพระเจ้าสอน เราให้เป็นคนอดทน อดกลั้น ทำการงานที่พระเจ้ามอบหมายให้อย่างเต็มกำลัง และรอคอยความหวังในพระองค์
  • อธิษฐานขอพระเจ้าปกปักพิทักษ์ รักษาและอวยพรประเทศไทย คนไทย โดยเฉพาะคนที่หลงวนเวียนเดินอยู่ในความมืด ให้ข่าวประเสริฐไปถึงพวกเขาทันการ – ขอพระเจ้าเมตตาค่ะ

อ่อนแอหรือเข้มแข็ง?

ผมเห็นด้วยกับ มหาตมะ คานธี (1869-1948) ที่กล่าวไว้ว่า …

“คนอ่อนแอให้อภัยใครไม่ได้  การให้อภัยเป็นคุณลักษณะของคนเข้มแข็ง”

(The weak can never forgive. Forgiveness is the attribute of the strong.)

คำว่า “อภัย” หมายความว่า “ยกโทษให้ ไม่เอาผิด”    “อภัยโทษ” = “ยกโทษให้”

คนไทยชื่นชมบุคคลที่สามารถให้อภัยโทษแก่ผู้อื่น และเรียกการยกโทษนั้นว่า “อภัยทาน” ซึ่งหมายความว่า “การให้อภัยเป็นทาน”

คนที่จะยกโทษให้คนอื่นได้ง่ายนั้นปกติมักจะเป็นคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ดี แต่คนที่ยกโทษให้ผู้อื่นได้ยากนั้น มักเป็นคนที่ต้องการเสริมสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะทำได้ก็โดยการพัฒนาความสัมพันธ์ให้เข้าสนิทกับพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักเมตตาและทรงให้อภัยโทษแก่มวลมนุษย์ทุกคนอยู่เสมอ!

ดังนั้น ยิ่งเราใกล้ชิดกับพระเจ้ามากเท่าไร เราก็จะยิ่งตระหนักถึงความอ่อนแอและความบาปของตัวเองมากเท่านั้น  อันเป็นเหตุทำให้เรารู้สึกสำนึกในความ “ยากจน” หรือ “อนาถา” ในฝ่ายจิตวิญญาณของเรามากขึ้น และเสียใจกับ “ความไม่เอาไหน” ของเรา และมอง “ความไม่เอาไหน” ของคนอื่นน้อยลง! หากเรามองเห็นแต่ “ความบกพร่อง” ของคนอื่นมากเท่าไร นั่นแสดงว่าเรามองไม่เห็น “สภาพอันน่าสังเวช” ของตัวเรา เพราะตาของเราถูกบดบังด้วย “ผงในตาพี่น้อง” จนเรามองไม่เห็น “ไม้ซุงทั้งท่อนในตาของเราเอง!” พระเยซูคริสต์ตรัสถามว่า..“เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก” (มธ.7:3)

เราจงระวังให้ดี… เวลาที่เรามองเห็นแต่ “ความผิดพลาด” ของผู้อื่น เราจะเกิดโทสะ และความโกรธนั้นจะทำให้เราปิดนัยน์ตา  แต่เปิดปากบริภาษใส่เขาอย่างลืมตัวลืมตน จนคนรอบตัวของเราอาจตกใจในความรุนแรงแห่งโมหะของเรา! ออกอาการดังที่คุณหญิงบุญสิริ ชวลิตธำรง เคยประพันธ์ไว้ว่า …

“คนโกรธปิดนัยน์ตา ได้แต่อ้าปากโวยวาย ผู้คนตื่นตกใจ เพราะเธอไร้สติคุม”

(An angry man opens his mouth, and shuts up his eyes.)

แต่หากเราได้สติและเข้ามาใกล้ชิดกับองค์พระเจ้ามากเท่าไร พระองค์จะทรงเมตตาช่วยให้เรามองเห็น “สภาพอันน่าอเน็จอนาถ” ของเราได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น จน “ความไม่เอาไหน” ของพี่น้องของเราจะค่อย ๆ เลือนหายไปจากตาของเรา เพราะ “ความไม่เอาไหน” ของเรานั้นใหญ่มหึมาจนกลบลบความไม่เข้าท่าของพวกเขาเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น! และหากว่าเราได้รับการอภัยโทษจากพระเจ้าสำหรับความผิดพลาดทั้งหลายของเรา และได้รับการเสริมกำลังจากพระองค์ให้เข้มแข็งมากขึ้นแล้ว ก็ให้เรากระทำต่อคนที่ทำให้เราเจ็บปวดหรือเสียใจโดยการกระทำตามแบบอย่างของพระองค์ นั่นคือ      จงให้อภัยแก่เขาด้วย! ดังพระวจนะของพระเจ้าที่กำชับไว้ดังนี้

“จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน  องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน (โคโลสี 3:13)

ข้อเตือนภัย!

…หากวันนี้เรายังกระทำดังคำกำชับข้างต้นไม่ได้ นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยฝ่ายจิตวิญญาณของเราแล้วว่า “แบตเตอรี่ฝ่ายวิญญาณ” ของเรากำลังอ่อน เราต้องรีบเข้าหาพระเจ้าและขอให้พระองค์ทรงเติม (หรือชาร์จ) แบตฯ ของเราให้เต็มโดยด่วนเพื่อเราจะกลับเป็นคนเข้มแข็ง (ทางอารมณ์) อย่างที่พระเจ้าทรงประสงค์เหมือนยอดมนุษย์ที่อ่อนพลังลงและสำนึกได้ว่าเรากำลังเสียเวลาและพลังงานไปกับศัตรูตัวปลอมแล้วรีบเหาะขึ้นไปรับพลังแสงอาทิตย์ก่อนจะกลับลงมาต่อสู้กับเหล่าศัตรู (แท้จริง) ต่อไป!

…หากวันนี้คุณกำลังโกรธแค้นพี่น้องของคุณจนให้อภัยเขาหรือเธอไม่ได้ และคุณเสียอารมณ์  ความรู้สึก รวมทั้งพลังงานความคิดไปกับการพยายามเล่นงานหรือจัดการกับเขามากเกินไป คุณรู้หรือไม่ว่า คุณกำลังสู้กับศัตรูผิดตัวไปอย่างน่าเสียดาย!  เพราะศัตรูของคุณมีเพียงผู้เดียว คือ มารร้ายไม่ใช่พี่น้องหญิงชายของคุณ!

…แต่หากคุณรู้ตัวและกลับตัวทัน โดยเข้าหาพระเจ้าขอพระเมตตากรุณาและอภัยให้แก่พวกเขา คุณจะสอบผ่านการทดสอบและเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณขึ้นอีกระดับหนึ่ง และการกระทำดังที่ว่านี้ของคุณ จะเป็นหลักฐานยืนยันว่าคุณได้กลายเป็นบุคคลเข้มแข็งอย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนาและทรงภาคภูมิพระทัย!

ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • เสาร์นี้ไม่งดชั้นเรียน Sing & Join แต่ถ้าน้องๆที่ต้องเดินทางผ่านโซนอันตราย ก็ให้อยู่ที่บ้านนะคะ
  • อธิษฐานเผื่อการเตรียมงานฉลองครบรอบ 7 ปีในวันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน เราจะมีซีดีเพลงขาย เป็นเพลงที่แต่งและร้องโดยพวกเราในคริสตจักร มี MV เพลง Seven ด้วย ขายไม่แพง เงินที่ได้จะเป็นค่าใช้จ่ายทำละครหุ่นมือ ค.จ.เด็ก เตรียมสตางค์กันไว้ด้วยนะคะ
  • อธิษฐานปกป้องประเทศไทยอย่าให้มีการเสียเลือดเนื้อ หรือทรัพย์สิน หรือมีเรื่องร้ายแรงใดๆเกิดขึ้น รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจที่ยากลำบากสำหรับคนที่ทำมาหากินในกรุงเทพฯด้วย
  • พรุ่งนี้เจอกันที่โบสถ์นะคะ พระเจ้าอวยพรค่ะ

พี่ติ๊ก….

สวัสดีค่ะ   (31 ธันวาคม 2009)

ตอนเราตั้งโบสถ์ใหม่ๆมีชายสูงอายุท่านหนึ่ง ท่าทางใจดี รูปร่างเหมือนซานตาคลอส เป็นพี่ชายของสมาชิกที่โบสถ์ ชายคนนี้มานมัสการที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์  พวกเราดีใจ เพราะเขาดูใจดี เป็นมิตร เราจึงยินดีต้อนรับพี่ชายคนนี้ที่มีนามว่า “พี่ติ๊ก”

พี่ติ๊กมาร่วมทุกกิจกรรมของโบสถ์เท่าที่จะทำได้  วันอาทิตย์จะมาถึงโบสถ์ก่อนเพื่อน มาช่วยจัดเตรียมสถานที่ เรียงเก้าอี้ให้พวกเรานั่ง หลังจากนั้นเราก็เริ่มสนิทกับพี่ติ๊ก และได้รู้ว่าแต่เดิมพี่ติ๊กทำงานในระดับผู้บริหารของบริษัทมีชื่อเสียงหลายแห่ง แล้ววันหนึ่งป่วยหนัก เป็นโรคหัวใจ ต้องลาออกจากงานมาพักรักษาตัว ช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาล พี่ติ๊กอาการหนักเกือบไม่รอดชีวิต แต่พระเจ้าอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ต่ออย่างอัศจรรย์ หลังจากฟื้นกลับมา อาการก็ดีขึ้นตามลำดับ แต่ไม่สามารถกลับไปทำงานได้อีก  พี่ติ๊กจึงตัดสินใจมาโบสถ์ มารู้จักพระเจ้า และใช้เวลารับใช้พระองค์ บ้านพี่ติ๊กอยู่บางนา แต่เช้าๆจะไปช่วยสอนหนังสือเด็กยากจนที่โรงเรียนแถวสะพานใหม่ดอนเมือง นั่งรถเมล์ธรรมดาๆไป ระหว่างนั่งบนรถเมล์ พี่ติ๊กจะนำแผ่นพับเรื่องราวของพระเจ้าไปแจกให้คนบนรถเมล์  และบางทีก็ไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ  ไปพูดคุยเรื่องพระเจ้ากับพวกนักศึกษา ไปเป็นพยานกับคนเจ็บป่วยตามที่ต่างๆ

ชีวิตพี่ติ๊กเปลี่ยนไป จากเด็กที่เติบโตในยุโรปและอเมริกา จากเคยมีคนนับหน้าถือตา ขับรถแพงๆ กินอาหารร้านหรูๆ มาเป็นคนแก่นั่งรถเมล์ กินอาหารข้างถนน แต่อุทิศตนในการรับใช้เท่าที่สุขภาพอำนวย เป็นแบบอย่างให้กับพวกน้องๆที่โบสถ์road_to_heaven

ในวันอาทิตย์หลังเลิกโบสถ์ พวกเราสามสี่คนจะพาพี่ติ๊กไปดูหนัง ทานอาหาร พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน (พี่ติ๊กเป็นคนคุยตลกมาก) ก่อนส่งกลับบ้านตอนค่ำ เป็นอย่างนี้เกือบทุกอาทิตย์ จนพี่ติ๊กเป็นเสมือนพี่ใหญ่ที่เคารพของคริสตจักรทีเดียว

จนกระทั่งวันหนึ่ง แถวๆคริสตมาส พี่ติ๊กจากเราไปสู่สวรรค์ อย่างกระทันหัน พวกเราทุกคนคิดถึงพี่ติ๊กมาก ขาดเพื่อนไปเที่ยว ไปดูหนัง กินอาหารอร่อยๆ ที่โบสถ์ขาดสีสัน  ขาดซานตาคลอสประจำโบสถ์ไป จนปัจจุบันเราไม่มีซานตาคลอสอีกเลย ในพระคัมภีร์พระเจ้าสัญญาว่า เราจะได้เจอกันอีกในสวรรค์ ความเศร้าโศกจึงค่อยๆคลาย “พิ่ติ๊ก …แล้วเจอกันในสวรรค์นะ  รอรับพวกเราด้วย  เราจะได้ไปเที่ยวด้วยกันอีก”

(CJ หลุยส์ – มณฑิกา มงคลนาวิน)

สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ และเพื่อให้ได้รับมรดก ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า ปราศจากมลทิน และไม่ร่วงโรยซึ่งได้เตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองไว้ด้วยความเชื่อให้ถึงความรอด ซึ่งพร้อมแล้วที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย(1เปโตร 1:2-5)

ข่าวประชาสัมพันธ์

  • พี่ติ๊กเป็นสมาชิก CJ คนแรกที่จากเราไปอยู่กับพระเจ้า และกำลังมีความสุขอยู่บนสวรรค์
  • วิกรม CJ เคยเล่าให้ฟังว่าเห็นพี่ติ๊กเดินผ่านหน้าบ้านทุกวัน หน้าตามีความสุข ทำให้วิกรมอดไม่ได้ต้องลองเดินตามมาที่โบสถ์ จนในที่สุดเป็นสมาชิกที่เหนียวแน่นของเรา
  • แก๊งผจญภัยของพี่ติ๊กมีเรื่องสนุกสนานเล่าอีกเยอะ ว่างๆลองถามพี่หลุยส์หัวหน้าแก๊งดู
  • วันนี้เป็นวันโบกมืออำลาปีเก่า 2009 และกางแขนต้อนรับปีใหม่ 2010 – ไปนับถอยหลังกันที่ไหน เก็บเรื่องราวสนุกๆดีๆมาฝากกันบ้าง – ขอพระเจ้าดูแลทุกคนให้ปลอดภัยกลับมาค่ะ